ข่าว

รบพม่าที่ลาดหญ้า

รบพม่าที่ลาดหญ้า

25 พ.ย. 2554

รบพม่าที่ลาดหญ้า : วันเว้นวันจันทร์พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

          ผมหนีน้ำท่วมมาอยู่ที่ลาดหญ้ากาญจนบุรี ได้ร่วมเดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าน้ำแถบฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ แถวคลองทวีวัฒนา-มหาสวัสดิ์ จะลดลงเลยครับ ไหนๆ ก็มาอาศัยอยู่ลาดหญ้าแล้ว ก็เลยนึกถึงสงครามครั้งสำคัญระหว่างไทย-พม่า ในยุครัตนโกสินทร์ คือสงครามเก้าทัพ ที่มีทุ่งลาดหญ้าเป็นสมรภูมิใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งขอนำมาเล่าสู่กันฟังพอสังเขป ดังนี้ครับ


          ในพ.ศ.2328 เมื่อพระเจ้าปะดุงขึ้นเป็นกษัตริย์พม่าได้ 3 ปี ได้จัดทัพใหญ่มาตีเมืองไทยถึง 9 ทัพ โดยมีกำลังพลถึง 144,000 คน ทัพที่ 1 เป็นทัพเรือและทัพบกยกมาจากมะริด มีพล 1 หมื่นคน เรือ 15 ลำ ทางบกเข้าตีจากชุมพรลงไปถึงสงขลา ทางทะเลตีหัวเมืองฝั่งทะเลตะวันตก จากตะกั่วป่าถึงถลาง


          ทัพที่2 มีกำลัง 1 หมื่นคน ยกจากเมืองทวาย มาตีหัวเมืองตะวันตก จากราชบุรี เพชรบุรี ไปบรรจบกับทัพแรกที่ชุมพร


          ทัพที่3 ให้พระเจ้าตองอูคุมพล 3 หมื่นคน ยกมาทางเชียงแสน เข้าตีลำปาง สวรรคโลก สุโขทัยไปบรรจบทัพหลวงที่กรุงเทพฯ


          ทัพที่4  มีกำลัง 1.1 หมื่นคน ยกมาจากเมาะตะมะ เข้ามาทางด่านเจดดีย์สามองค์ มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ


          ทัพที่5 เป็นกองหนุนของทัพที่ 4 มีกำลัง 5,000 คน ตั้งอยู่ที่เมาะตะมะ


          ทัพที่6 พระเจ้าประดุงให้ราชบุตรองค์ที่ 2 ยกพล 1.2 หมื่นคน มาตั้งมั่นที่เมาะตะมะ เพื่อเป็นทัพหน้าที่ 1 ในการเข้าตีกรุงเทพฯ ของทัพหลวง


          ทัพที่7 มีกำลัง 1.1 หมื่นคน มาตั้งมั่นที่เมาะตะมะ เพื่อเป็นทัพหน้าที่ 2 ของทัพหลวง


          ทัพที่8  เป็นทัพหลวง มีกำลัง 5 หมื่นคน พระเจ้าประดุงเป็นจอมทัพ ยกมาจากเมืองเมาะตะมะ


          ทัพที่9 มีกำลัง 5,000 คน ยกมาตีเมืองตาก และกำแพงเพชร แล้วลงมาบรรจบทัพหลวงที่กรุงเทพฯ


          ฝ่ายไทยวางแผนการรบเป็น4 ทัพ ทัพที่ 1 ให้กรมพระราชวังหลังคุมกำลัง 1.5 หมื่นคน ไปตั้งรับที่นครสวรรค์ ป้องกันพม่าที่จะยกมาจากทางเหนือ ทัพที่ 2 ให้กรมพระราชวังบวรฯ ยกทัพ 3 หมื่นคน ไปตั้งมั่นที่เมืองกาญจนบุรี (เก่า) คอยป้องกันทัพพระเจ้าปะดุง ที่จะยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ทัพที่ 3 มีกำลัง 5,000 คน ไปตั้งอยู่ที่ราชบุรีคอยรักษาเส้นทางลำเลียงของกองทัพที่ 2 และป้องกันพม่าที่จะยกมาจากทางใต้หรือเมืองมะริด ส่วนทัพที่ 4 เป็นทัพหลวง มีพล 2 หมื่นเศษ ตั้งมั่นอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นกำลังสนับสนุนทัพทั้งสาม


          กรมพระราชวังบวรฯยกทัพไปตั้งค่ายที่ทุ่งลาดหญ้า เชิงเขาบรรทัด จ.กาญจนบุรี แล้วให้พระยามหาโยธา (เจ่ง) คุมมอญ 3,000 คน ไปขัดตาทัพที่ด่านกรามช้าง บริเวณช่องเขาริมแม่น้ำแควใหญ่ แต่กองทัพที่ 4 ของพม่าที่ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ผ่านเมืองไทรโยค เข้ามาทางช่องกรามช้างมีกำลังมากกว่า ก็ตีทัพมอญแตกพ่าย และยกทัพเข้ามาถึงชายทุ่งลาดหญ้าที่กรมพระราชวังบวรฯ ตั้งค่ายอยู่ เมื่อทัพที่ 5 ของพม่ายกตามมาก็ตั้งค่ายต่อกัน มีกำลังรวมกัน 1.5 หมื่นคน ยุทธศาสตร์ในการรบของไทยในครั้งนี้แตกต่างจากการรบในอดีตเพราะเป็นครั้งแรกที่กองทัพใหญ่ของไทยยกออกไปรับศึกที่ชายแดน ซึ่งรัชกาลที่ 1 และกรมพระราชวังบวรฯ


          คงทรงพิจารณาแล้วเห็นว่าทุ่งลาดหญ้าเป็นเส้นทางที่พม่าต้องใช้ในการเดินทัพจากเทือกเขาบรรทัดเข้ามาไทยหากรักษาทุ่งลาดหญ้าไว้ได้กองทัพพม่าที่อยู่บนสันเขาก็จะประสบความลำบาก ถึงไทยจะมีกำลังน้อยแต่ก็มีชัยภูมิที่ดีกว่า


          เมื่อกองหน้าทัพพม่าปะทะกองทัพไทยที่ทุ่งลาดหญ้าและไม่สามารถตีฝ่าลงมาได้ก็ต้องตั้งค่ายอยู่บนเชิงเขา ผลักดันให้กองทัพที่ยกตามมาเคลื่อนที่ต่อไปไม่ได้ และกองทัพหลวงของพระเจ้าปะดุงก็ยังข้ามด่านพระเจดีย์สามองค์เข้ามาไม่หมด เมื่อพม่าตั้งค่าย กรมพระราชวังบวรฯ โปรดให้ใช้กระสุนไม้ระดมยิงค่ายพม่าได้รับความเสียหาย นอกจากนี้กองทัพไทยยังซุ่มโจมตีตัดเสบียงอาหารของกองทัพพม่า ทำให้ทหารพม่าได้รับความอดอยากขาดแคลน เมื่อเห็นว่าพม่าอ่อนแรงแล้ว กรมพระราชวังบวรฯ จึงยกกำลังเข้าโจมตีค่ายพม่า ทำให้ทหารพม่าเสียชีวิตกว่า 2,000คน เมื่อทัพหน้าแตก พระเจ้าประดุงจึงสั่งให้ถอยทัพกลับไปเมืองเมาะตะมะ


          ครับนั่นคือศึกลาดหญ้า สมรภูมิแห่งหนึ่งครั้งสงคราม 9 ทัพ ซึ่งมีคนตั้งข้อสังเกตกับผมว่า คนในรัฐบาลชุดนี้คงจะไม่เคยได้อ่านประวัติศาสตร์เรื่องสงครามครั้งนั้น ถึงได้ตั้งรับทัพน้ำที่กรุงเทพฯ แทนจะจัดทัพไปสกัดกั้นและตัดกำลังศึกตั้งแต่ต้นทาง และใช้ยุทธศาสตร์แบบกรุงศรีอยุธยา กรุงเทพฯ จึงถูกน้ำตีแตกเช่นเดียวกับกรุงเก่า