
กก.ฟื้นฟูฯอนุมัติงบ1.2พันล.ช่วยแรงงาน
"โกวิท"นั่งเคาะ198โครงการ 6.8 พันล้านเยียวยาน้ำท่วม 1.2 พันล้าน ช่วยแรงงานน้ำท่วม 6 โครงการ บอร์ดบีโอไอถกส่งเสริมลงทุนโครงการ-เว้นภาษีช่วยน้ำท่วม รมว.ทรัพยากรฯ ระบุเดินหน้าตรวจสอบสารพิษในน้ำ ก่อนสูบน้ำออกจากนิคมฯ
24พ.ย.2554 น.ส.ส่งศรีบุญบา รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูช่วยเหลือเยียวยาด้านคุณภาพชีวิต ที่มี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 6 โครงการ ต่อรัฐบาล ภายใต้วงเงิน 1,283,028,600 บาท ได้แก่
1.โครงการพลิกฟื้นคืนอาชีพในการฝึกอบรม และให้คำแนะนำความรู้ด้านการบริหารจัดการเกี่ยวกับอาชีพอิสระ วงเงิน 25 ล้านบาท เป้าหมาย 10,000 คน
2.โครงการนัดพบแรงงานผู้ประสบอุทกภัย วงเงิน 17 ล้าน
3.โครงการฟื้นฟูความปลอดภัยในการทำงาน ในสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่ประสบอุทกภัย วงเงิน 5.4 ล้านบาท
4.โครงการป้องกันบรรเทาการเลิกจ้าง ในการช่วยจ่ายค่าจ้าง รายละ 2,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน วงเงิน 1,212 ล้านบาท เป้าหมาย 200,000 คน
5.โครงการฟื้นฟูเยียวยาสุขภาพจิตใจแรงงานและสถานประกอบการ โดยจัดหน่วยแพทย์ด้านจิตวิทยาเข้าไปให้คำปรึกษา และจัดกิจกรรมนันทนาการ วงเงิน 4.4 ล้านบาท
6.โครงการบริหารจัดการด้านแรงงานเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบ ในการป้องกันแก้ไขปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์ วงเงิน 18.7 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามทั้ง 6 โครงการที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว ทางคณะกรรมการฟื้นฟูฯ จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป ส่วนอีก 1 โครงการ คือ โครงการยกระดับฝีมือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยกลับสู่สถานประกอบการใน 15 ประเภทอุตสาหกรรมหลัก วงเงิน 143.5 ล้านบาท เป้าหมาย 35,000 คน ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการฟื้นฟูช่วยเหลือเยียวยาด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมความเป็นอยู่ (กศอ.) ที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
"โกวิท"นั่งเคาะ198โครงการ6.8พันล้านเยียวยาน้ำท่วม
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่าวันที่ 24 พ.ย.54 พลตำรวจเอกโกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านฟื้นฟูคุณภาพชีวิต (กคช.) ครั้งที่2/2554 โดยที่ประชุมเห็นชอบแผน งาน/โครงการ/งบประมาณในการช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ตามที่กระทรวงต่าง ๆ เสนอ จำนวน 198 โครงการรวมวงเงิน 6,803,774,401 บาทดังนี้
1. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มี 14 โครงการจำนวนเงิน 2,296,358,600 บาท
2. กระทรวงศึกษาธิการมี 12 โครงการจำนวนเงิน 778,199,000 บาท
3. กระทรวงแรงงานมี 6 โครงการจำนวนเงิน 1,283,028,600 บาท
4. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมี 5 โครงการจำนวนเงิน 130,850,800 บาท
5. กระทรวงสาธารณสุขมี 8 โครงการจำนวนเงิน 669,401,100 บาท
6. กระทรวงมหาดไทยมี 153 โครงการจำนวนเงิน 1,645,936,301 บาท
บอร์ดบีโอไอถกส่งเสริมลงทุนโครงการ-เว้นภาษีช่วยน้ำท่วม
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บอร์ดบีโอไอ ในวันที่ 25 พ.ย. ที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน จะมีการเสนอพิจารณาอนุมัติโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 13 โครงการ มูลค่ากว่า 750 ล้านบาท นอกจากนี้ จะมีการเสนอมาตรการให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาอุทกภัย อาทิ มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร การขอเคลื่อนย้ายวัสดุออกไปผลิตนอกโรงงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัวแก่ผู้ประกอบการ ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนเตรียมขอขยายระยะเวลากู้เงินเป็น 15 ปี นั้น รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่าตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ แต่หากมีการยื่นเรื่องมา ก็จะพิจารณาถึงความเหมาะสมอีกครั้ง
รมว.ทรัพยากรฯ ระบุเดินหน้าตรวจสอบสารพิษในน้ำก่อนสูบน้ำออกจากนิคมฯ
นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการตรวจสอบสารพิษในน้ำท่วมขัง ว่า ศปภ.ได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่ดูแลเรื่องปัญหาน้ำท่วมขังที่เน่าเสีย ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำที่ท่วมขังในแต่ละพื้นที่มาตรวจสอบ หากพบว่าพื้นที่ใดมีปัญหาก็จะนำน้ำจุลินทรีย์ และอีเอ็มบอล ไปมอบให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อใช้บำบัดน้ำเสีย
นายปรีชา ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับการเดินหน้าสูบน้ำออกจากนิคมอุตสาหกรรมในจ.พระนครศรีอยุธยา , ปทุมธานี และนทบุรีนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่หลักในการดูแล โดยก่อนที่จะดำเนินการสูบน้ำออกจากนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อความสบายใจของประชาชน ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานก็จะเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจสอบหาสารพิษก่อนว่ามีสารพิษเจือปนหรือไม่ หากตรวจสอบพบว่ามีสารพิษเจือปนหรือไม่แล้วทั้ง 3 หน่วยงานจะดำเนินการบำบัดน้ำก่อนปล่อยออกมา แต่ในขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีพื้นที่ใดได้รับผลกระทบดังกล่าว อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนในพื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมสบายใจได้ว่าเราเอาใจใส่ดูแลเรื่องนี้
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าศปภ.ได้จัดงบประมาณให้ทางกระทรวงทรัพย์ฯดำเนินการจัดทำอีเอ็มบอล และน้ำหมักจุลินทรีย์นั้น นายปรีชา รมว.ทรัพยากร กล่าวชี้แจงว่า ศปภ.ไม่ได้จัดสรรงบประมาณมาให้ดำเนินการโดยเฉพาะ เพราะน้ำจุลินทรีย์และอีเอ็มบอลส่วนใหญ่ที่นำมาให้กับประชาชนนั้นก็ได้รับการบริจาคมาจากประชาชน



