สะท้อนมุมมองด้วยเหตุจากน้ำลด
สะท้อนมุมมอง ด้วยเหตุจากน้ำลด
น้ำท่วมเต็มไปด้วยน้ำใจที่คนไทยต่างหยิบยื่นให้แก่กัน ไม่ว่าจะแรงกาย แรงใจ หรือแรงเงิน และเมื่อมวลน้ำเริ่มไหลระบายลงสู่ระบบคูคลองต่างๆ ระดับน้ำที่ท่วมขังในหลายพื้นที่เป็นแรมเดือนก็ลดลงเป็นลำดับ ทำเอาหลายคนถอนหายใจ (ด้วยความโล่งอก) ได้กลับเข้าบ้าน ตรวจสอบความเสียหาย อีกหลายคนที่ต้องนับหนึ่งใหม่พร้อมกับก้าวเดินไปข้างหน้า และเมื่อต้องนับหนึ่งใหม่จึงเป็นที่มาว่า...อยากเห็นอะไรหลังน้ำลด !!
เริ่มจาก ผู้บริหารสาว "นุ่น" ณิชยา เอครพานิช กล่าวว่า เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นนี้ อยากจะให้คนไทยทุกคนเปลี่ยนวิกฤติที่เกิดขึ้นให้เป็นโอกาส อย่างน้อยอยากจะเห็นคนไทยทุกคนแสดงออกถึงความมีน้ำใจ ความสามัคคี เพื่อที่จะนำพาประเทศไทยให้กลับมาเป็นสยามเมืองยิ้มอีกครั้ง หลังจากที่สัญลักษณ์ของประเทศนี้ได้หายไปนาน
"ตอนนี้ทุกคนก็รู้ว่าสยามเมืองยิ้มของเราหายไป โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้บรรยากาศทุกอย่างในประเทศเปลี่ยนไป ต้องยอมรับว่าประเทศไทยก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการแสดงออกถึงการแบ่งแยกสีแดง-เหลือง มีแต่คำว่า "คนไทย" เพียงอย่างเดียว แม้น้ำท่วมที่เกิดขึ้นก็ยังมีเรื่องแบ่งสีเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ดี นุ่นอยากจะให้มองว่าการแบ่งสีไม่ได้ช่วยทำให้ประเทศไทยของเราดีขึ้น ตรงนี้น่าจะหยุดได้แล้ว อยากให้คนไทยหันกลับมามองส่วนรวมให้มากขึ้น สมัยก่อนอาชีพนักการเมืองคนจะมองว่า พอมีลูกมีหลานก็อยากจะให้อาสามาเป็นนักการเมืองเพื่อช่วยประเทศ แต่ตอนนี้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองเปลี่ยนไป ส่วนตัวอยากจะได้คนมือสะอาด มีความสามารถมาช่วยกันปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการศึกษาเสียใหม่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศไทย" คุณแม่ยังสาว กล่าว
นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง "นัท" ธนัท ตันอนุชิตติกุล บอกว่า สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นหลังน้ำลด หรือทุกช่วงเวลาก็คือความรักและความสามัคคีของคนไทยด้วยกัน โดยไม่แบ่งแยกว่าจะเป็นสีไหน ฝ่ายไหน ขอให้ร่วมใจกันกู้ประเทศไทยให้พ้นวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ไปได้
"เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ถือเป็นหายนะของประเทศ แต่ในความหายนะที่เกิดขึ้นก็มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งการที่ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นสีไหน ฝ่ายไหน หันมาร่วมมือช่วยเหลือพี่น้องคนไทยด้วยกันนั้น ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนไทยมีน้ำใจ รักกันและสามัคคีกัน แล้วทำไมคนไทยต้องรอให้หายนะเกิดขึ้นถึงจะหันมารักมาสามัคคีกัน ผมอยากให้บทเรียนที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นสิ่งสะกิดใจ ให้ทุกคนหันมาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างกันได้แล้ว" หนุ่มนัท ให้ความเห็น
สอดคล้องกับมุมมองของ "นุ่น" ขวัญชนก เตชะวิจิตร์ ทายาทโรงเรียนนานาชาติเดอะรีเจ้นท์ แม้จะไม่ได้เป็นผู้ประสบภัยโดยตรง แต่ช่วงที่เกิดวิกฤติหนักผู้ปกครองและนักเรียนจำนวนไม่น้อยของโรงเรียนต้องกลายเป็นผู้อพยพหนีน้ำ และเมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้น อยากเห็นทุกส่วนนำบทเรียนราคาแพงนี้ ไปใช้วางแผนหามาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก ประเทศชาติจะได้เดินไปข้างหน้าได้
"พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายเรื่อง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วมน่าจะมาปรับใช้ให้ทุกคนได้เรียนรู้เพื่อป้องกัน และในฐานะที่ตัวเองคลุกคลีกับเรื่องการศึกษา ช่วงน้ำท่วมเห็นโรงเรียนได้รับผลกระทบต้องปิดเรียนเป็นเดือน น่าเสียดายที่หลายแห่งไม่มีการวางแผนการเรียนการสอนฉุกเฉินไว้ อย่างเรามีการสอนออนไลน์ ทำให้สามารถเรียนได้ต่อเนื่อง ซึ่งโรงเรียนไทยก็น่าจะมีแผนพวกนี้รองรับ ก็คงต้องฟื้นฟูกันต่อไป อย่างไรก็อยากให้กำลังใจทั้งผู้ปกครองและน้องๆ ที่น้ำท่วม ให้มีกำลังใจเข้มแข็งสู้ต่อไป ถ้ามีอะไรก็ช่วยเหลือแบ่งปันกัน นั่นเป็นความรู้สึกดีๆ ที่สัมผัสได้" ผู้บริหารสาว กล่าว
ขณะที่วัยรุ่นผู้ประสบภัยอย่าง "ปาล์ม" ฐณส หงสนันทน์ ที่ต้องย้ายบ้านหนีน้องน้ำถึง 2 ครั้ง ตั้งแต่บ้านที่รังสิตจนถึงลาดพร้าว แต่เจ้าตัวก็บอกว่า ในภาวะแบบนี้นอกจากภาพของความเดือดร้อนแล้ว ยังมีภาพธารน้ำใจดีๆ ที่คนไทยมีให้กันอย่างไม่ขาดสาย แม้จะได้เห็นภาพความขัดแย้งกันบ้าง แต่การช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็ยังมีให้เห็นอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ
"ตลอดช่วงน้ำท่วมผมประทับใจภาพการช่วยเหลือกันของคนไทยมากที่สุด ทั้งคนในชุมชน เหล่าทหารที่ใส่ใจช่วยเหลือประชาชนทุกคนที่เดือดร้อน และเมื่อหลังน้ำลดผมก็อยากให้รัฐบาลมีมาตรการดีๆ ช่วยเหลือทุกคนที่ประสบภัยอย่างเต็มที่ อยากเห็นประชาชนปรองดองกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ส่งเสริมซึ่งกันและกันเหมือนตอนที่น้ำท่วมอยู่ อยากให้ทุกคนจำภาพความสามัคคีเหล่านี้ไว้ แล้วเอามาใช้ต่อในทุกๆ วัน" หนุ่มปาล์ม ปรารถนา
โอกาสในวิกฤติมีเห็นให้เห็นเสมอ "จี๊ด" จิระนันท์ พิตรปรีชา หนึ่งในอาสาสมัครออกแรงกายช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม และเฉียดเป็นผู้ประสบภัยในคราวเดียวกัน แสดงความคิดเห็นปิดท้ายด้วยน้ำเสียงปนเบื่อหน่ายว่า แค่ตั้งความหวังลมๆ แล้งๆ เหมือนเช่นในเพลง "ทุกข์รวมไทย" ที่เพิ่งจะแต่งเสร็จไปหมาดๆ นี้ ไม่ว่าคนไทยจะมีความคิดเห็น มีทัศนคติต่างกันอย่างไร ทั้งประสบภัยและไม่ประสบภัย บทเรียนครั้งนี้ ต้องพักเรื่องต่างๆ ไว้ก่อน แล้วมาร่วมใจร่วมมือกันในการสร้างสรรค์และฟื้นฟู
"ขณะเดียวกันก็อยากเห็นการจัดระบบความคิดในทุกๆ เรื่องตั้งแต่เรื่องเฉพาะหน้า เช่น การประสานงานระหว่างกลุ่มผู้มีน้ำใจ กลุ่มอาสาสมัคร และกลุ่มผู้ประสบภัย ส่วนภาพรวมใหญ่ๆ คงเป็นเรื่องไม่อยากให้ทุกคนต่างทำต่างออกความเห็น เนื่องจากการทำงานจะไม่ได้ข้อสรุป อยากให้ทุกคนคิดถึงสิทธิเสรีภาพ และหน้าที่ความรับผิดชอบ อยากจะเห็นการลด ละ เลิก นิสัยใหม่ประจำชาติ คือ บ่น ด่า โวย ตำหนิ เรียกร้อง เพราะจะทำให้โลกสงบเยอะเลย จากนั้นจะได้เริ่มต้นกันใหม่ ทำไปบ่นไปไม่เห็นเป็นไร แต่คนส่วนใหญ่ บ่น ด่า อย่างเดียว มันคือ ภาระสังคม สุดท้ายอยากเห็นผู้ประสบภัยที่ตั้งหลักได้แล้ว ลุกขึ้นมาช่วยคนที่ยังจมน้ำอยู่ อยากให้เปลี่ยน "แบ็งคอก บิ๊ก คลีนนิ่ง เดย์" เป็น "วันส่งน้ำใจให้คนนอกบิ๊กแบ็กมากกว่า" นักเขียนรางวัลซีไรต์ ฝากทิ้งท้าย
อยากเห็น ไม่อยากเห็น หรือปิดหูปิดตาแกล้งมองไม่เห็น คุณเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด...



