ข่าว

'ยงยุทธ'ถก7ผู้ว่าฯลั่นก่อน5ธ.ค.ดีขึ้น

'ยงยุทธ'ถก7ผู้ว่าฯลั่นก่อน5ธ.ค.ดีขึ้น

24 พ.ย. 2554

"ยงยุทธ"ถก 7 ผู้ว่าฯพื้นที่น้ำท่วม ย้ำจะเป็นผู้ดูแลอย่างบูรณาการทั้งหมด พยายามให้สถานการณ์น้ำคลี่คลายก่อน 5 ธันวาคม

        ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 พ.ย. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาปรึกษาหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ โดยเปิดให้สื่อมวลชนเข้าทำข่าวด้วย ทั้งนี้นายยงยุทธได้เชิญพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ฐานะผอ.ศปภ. นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่สาธารณภัยร้ายแรง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่ากทม. และผู้ว่า 6 จังหวัดปริมณฑลคือนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครปฐม ฉะเชิงเทรา ร่วมด้วย


         นายยงยุทธเริ่มกล่าวเปิดการหารือว่าเป็นการทำงานอีกวาระของรมว.มหาดไทยหลังจากสื่อบอกว่าไม่ทำงานซึ่งตนยืนยันว่าตนทำงาน ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำ ทั้งนี้สิ่งที่คุยกันอยากให้ถึงประชาชนจึงเปิดให้สื่อเข้ามาฟังด้วย


         ด้านผู้ว่าฯกทม.กล่าวขอบคุณที่เชิญมาร่วมประชุม โดยยืนยันภารกิจหลักในการดูแลกทม.และประชาชนกทม. แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ความสนใจหรือกังวลในจังหวัดอื่นๆ แต่โดยพระราชบัญญัติ 2528 และคำสั่งนายก 19/2554 ถือว่าเป็นหน้าที่หลักของกทม.คือดูแลกทม และคำสั่งพูดชัดเจนว่าให้กทม.เปิดประตูน้ำให้อยู่ในระดับไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับกทม.ขณะเดียวกันก็ร่วมงานกับศปภ.ตลอด จุดยืนคือเราพูดกันได้ว่าเปิด-ปิดแค่ไหนอย่างไร แต่ขับเคลื่อนต้องเป็นระบบ เพราะระบบระบายน้ำของกทม.ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กทม. ต้องขึ้นอยู่กับหน่วยงานอื่นด้วย การจะเปิดกว้างหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเหนือน้ำและปลายน้ำทำอะไรบ้าง จุดยืนมีแค่นี้ คือถ้าจะปรับเปลี่ยนต้องปรับเปลี่ยนทั้งระบบ เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนมากเกินไปนัก ทั้งนี้สถานการณ์ส่วนใหญ่คลี่คลายแล้ว


         ในส่วนของกทม.ยินดีหารือกันด้วยเหตุผลทั้งกรณีปทุมธานีที่อยู่ตรงข้ามเขตสายไหม นนทบุรีที่อยู่ตรงข้ามเขตบางพลัดและทวีวัฒนาก็มีทางออกบนพื้นฐานของความร่วมมือ วันนี้ก็มีชาวนนทบุรีจำนวนหนึ่งมาขอบคุณผม ส่วนปทุมธานีผมก็ข้ามไปพบชาวบ้าน แต่ไม่มีอะไรถ้าเปิดโอกาสคุยกันก็มีทางออกร่วมกันม.ร.ว.สุขุมพันธ์กล่าว


         ขณะที่นายชิดพงษ์ฤทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการนครปฐม กล่าวว่า นครปฐมมีพื้นที่รับน้ำ 4 แสนไร่เศษ ระดับน้ำเฉลี่ย 80 โดยประมาณ และสามารถบริหารจัดการได้ ทั้งนี้น้ำไหลเข้ามา 12 วันที่ ที่ผ่านมาจำนวน 30 ล้านลบ.ม.ต่อวัน แต่สามารถระบายออกได้ 50 ล้านลบ.ม.ต่อวัน จึงลดระดับลงเฉลี่ย 25 ซม. ถ้าเป็นเช่นนี้ อีก 2 สัปดาห์น้ำจะลด ขณะที่นายจุลภัทร แสงจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว เหลือเพียง 8% ของพื้นที่จังหวัดทั้งหมดที่ยังท่วม และจะฟื้นฟูตั้งแต่พรุ่งนี้(25พ.ย.)เป็นต้นไป แต่ทั้งนี้ขอให้ส่วนกลางส่งเครื่องสูบน้ำ 600 เครื่อง เพื่อดำเนินการกู้เทศบาลอ้อมน้อยต่อไป


         นายขจรศักดิ์ สิงโตกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ปทุมธานีอยู่ใกล้กทม. มีโรงงาน บ้านอยู่อาศัยจำนวนมาก โดยมีหมู่บ้านจัดสรรราคาแพงจำนวนมาก น้ำท่วมฉับพลันทำให้รถจมเสียหาย บ้านเรือนเสียหายระดับสูง ผ่านไปหนึ่งเดือนประชาชนก็คิดว่าน่าจะกลับมาดูแลบ้านเขา แต่ปรากฏว่ายังผิดหวังเพราะลดลงบ้างแต่ยังสูงเป็นเมตรกว่า ๆ ซึ่งชาวบ้านจัดสรรจึงมาร้องเรียนมาขอพบตนก็ให้พบก็พูดจากันด้วยดี ขอให้ทางการดูแลช่วยสูบน้ำให้น้ำลดโดยเร็ว เพราะถ้าปล่อยตามธรรมชาติคงใช้เวลาอีกนาน และอยู่ระหว่างการปฏิบัติตามที่รับปากไว้ นอกจากนี้กลุ่มที่เสียหายหนักอีกจุดคือคือ เมืองเอกและมหาวิทยาลัยรังสิต ที่มีข่าวจากดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ โพสต์ลง ไว้ ตนคิดว่ารัฐบาลก็ต้องช่วยแก้ปัญหามวลชน เพราะเรามีปัญหาเรื่องมวลน้ำอยู่แล้ว จึงขอเครื่องสูบน้ำและกระสอบทรายเพื่อนำมาแก้ปัญหา


         จากนั้นพล.ต.อ.ประชากล่าวเสริมว่า ประเด็นของเมืองเอกที่ให้ศปภ.เร่งระบายนั้น ขออธิบายว่าบ้านเมืองเอกหรือต.หลักหก มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่เป็นปัญหาเพราะติดกับคลองประปาและคลองเปรมประชากร ดังนั้นการนำน้ำออกจากเมืองเอกต้องระวังคลองประปาเพราะเกรงว่าน้ำจะลงไปคลองประปาแล้วมีปัญหา อันนั้นกทม.จะวิกฤติแน่ และนอกจากนี้คลองรังสิตยังสูงกว่าเมืองเอก ดังนั้นวิธีเดียวคือใช้เครื่องสูบน้ำ ที่จะระดมสูบลงคลองรังสิต และจะหารือว่าจะลงคลองเปรมประชากรได้อย่างไรแต่ไม่ให้กระทบคลองประปา


         นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่าในส่วนของสมุทรปราการ เหลือ% ของพื้นที่ เพราะน้ำลดลงทุกวัน ทั้งนี้บทบาทของจังหวัดคือการเร่งระบายสู่ทะเล เพราะมีการวางระบบระบายน้ำอย่างดีทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก ปากแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถระบายได้ 300-350 ล้านลบ.ม.ต่อวัน และมีคลองลัดโพธิ์ในพระราชดำริช่วยอีก มีสถานีสูบอีก 124 เครื่อง มีการขุดคลองลำเลียงน้ำลงทะเลเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามถือว่าสมุทรปราการปลอดภัยแล้ว เช่นเดียวกับ นายกิตติ ทรัพย์วิสุทธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา รายงานว่า ฉะเชิงเทรา เรารับน้ำจาก 3 แห่ง วันละ 15-20 ล้านลบ.ม. แต่ไม่ทำให้น้ำเพิ่มขึ้นถือว่าปกติ เพราะการผันน้ำมีประสิทธิภาพสูงพอ และตอนนี้สามารถผันน้ำออกจากนาข้าวให้ประชาชนทำนาได้แล้ว


         ขณะที่นายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า ขณะนี้น้ำยังท่วมขังอีกมาก ปริมาณน้ำวันนี้ 380 ล้านลบ.ม. แต่ประสิทธิภาพที่เราจะสูบน้ำออกลงแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนนั้น ในส่วนของท่าจีนสูบลงได้วันละ 29 ล้านลบ.ม. เจ้าพระยา 9 ล้านลบ.ม. รวม 38 ล้านลบ.ม. และจากการประสานงานกับกทม.ที่เปิดประตูระบายน้ำทั้งหมด จากเดิมเปิด 75 ซม. เราสามารถผลักดันน้ำได้อีก 1.8 ล้านลบ.ม./วัน และเมื่อยกเพิ่มอีก 25 ซม. จะได้ 1.15 ล้านลบ.ม.ต่อวัน รวมแล้วจังหวัดนนทบุรีมีประสิทธิภาพในการผลักดันน้ำได้วันละ 45 ล้านลบ.ม.ต่อวัน โดยประมาณ


         ทั้งนี้มีน้ำเข้ามาจังหวัดนนท์จากทุ่ง21 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ซึ่งจะทำให้นนทบุรีดันน้ำออกได้ 20 ล้านลบ.ม.ต่อวัน เท่ากับว่าใช้เวลาดูด 19 วัน ตอนนี้ก.ทรัพย์ส่งเครื่องสูบน้ำให้ 200 ตัว ก็จะช่วยเพิ่มในการสูบได้อีก 4.8 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ทำให้การสูบเร็วขึ้น คิดว่าสถานการณ์จะดี และพรุ่งนี้น้ำทะเลก็จะขึ้นแต่ไม่มาก ซึ่งประสิทธิภาพการสูบอาจจะลดลง นอกจากนี้ยังประสานกับกรมชลประทานที่ได้ไปขุดลอกสวะในคลองบางบัวทองและมหาสวัสดิ์ก็จะช่วยผลักดันน้ำได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามขอสนับสนุนเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักน้ำเพิ่มเติม ก็น่าจะแห้งเร็วขึ้น


         นายวิเชียรกล่าวอีกว่า มีประชาชนยื่นข้อเรียกร้อง 4 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือขอให้ใช้รถใช้ถนนได้ตามปกติไปวันที่ 1 ธ.ค. ทางจังหวัดก็ได้ขอให้กรมทางหลวงชนบทช่วยกู้ถนนทั้งพระรามห้า กาญจนาภิเษก บางกรวย-ไทรน้อย ส่วนถนนซอย ก็จะบล็อคเป็นโซนๆ เมื่อน้ำลดแล้วคันโผล่ก็จะซ่อมคันและสูบน้ำลงเพื่อช่วยระบาย นอกจากนี้อยากเสนอกรมชลฯว่าในส่วนของคลองพระพิมลราช เมื่อน้ำลดจนเห็นแนวคันแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้ามาเติมก็ขอให้กรมชลประทานปิดคลองพระพิมลราชและสูบน้ำเหนือคลองพระพิมลให้ลงเจ้าพระยาและท่าจีน


         ด้านนายอานนท์กล่าวว่า ตามที่คณะทำงานได้รับมอบหมายให้หารือกันเมื่อเช้าในภาพรวมระยะสุดท้ายของน้ำท่วมคราวนี้ หลายพื้นที่คลี่คลายไปแล้ว แนวคิดที่อยู่ในภาวะวิกฤติจะปรับให้เหมาะสมอะไรเข้มงวดตึงเกินไปก็จะยืดหยุ่นให้และบูรณาการให้มากขึ้น นอกจากนี้ข้อมูลภาพใหญ่ ระดับน้ำทะเลจะขึ้นตามวงรอบของดวงจันทร์แต่มีปัจจัยคือลมหนาวที่พัดเข้ามาในประเทศ ทำให้ดึงน้ำเข้ามาในอ่าวไทยตอนบนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงกว่าคาดการณ์ 1-2 ซม. ทำให้การสูบยืดยาวออกไป แต่ไม่ได้สำคัญที่ทำให้ท่วมขังมาก


         นายอานนท์กล่าวอีกว่า ประเด็นที่หารือในศปภ.เมื่อช่วงเช้าวันนี้ มีการพิจารณาโครงสร้างน้ำท่วมขัง ซึ่งเดิมมองภาพรวมของประเทศผ่านระบบคลอง เขื่อน ประตูน้ำ แต่ตอนนี้เข้ากระบวนการน้ำท่วมขัง โครงสร้างนั้นอาจไม่เหมาะสม จึงมีโครงสร้างที่เหมาะสมในการจัดการน้ำที่ท่วมขัง รวมถึงการดูแลคุณภาพน้ำด้วย ซึ่งที่ผ่านกลไกการปกครอง ที่มีศปภ.จังหวัดในแต่ละจังหวัด ควรมีการประชุมเป็นระยะในการเชื่อมโยงปัญหา เพื่อให้การประสานงานคล่องตัว


         ขณะที่นายปรีชากล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมสนับสนุนเครื่องสูบน้ำให้กับทุกจังหวัดประมาณ 1,700 เครื่อง ซึ่งคาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้ก่อนสิ้นเดือนธันวาคม จากนั้นนายยงยุทธ กล่าวว่า ตนขอให้ผู้ว่าทุกจังหวัดขอเครื่องสูบน้ำเข้ามาได้โดยยกหูโทรศัพท์มาขอก่อน แล้วจากนั้นให้ทำหนังสือมาทีหลังได้ ตนมจะรับเป็นคนบูรณาการประสาน เพราะเหลืออีกไม่กี่จังหวัด


         เมื่อถามว่าควรมีกำหนดเวลาการซ่อมถนนหรือไม่นายยงยุทธ กล่าวว่า ก่อนที่จะถึงวันมหามงคล อะไรต่างๆ ควรดูดีขึ้น และพระบารมีของพระองค์คงจะช่วยส่วนหนึ่งทำให้เกิดความสงบร่มเย็นกลับมาอย่างเดิมได้


         ถามว่าก่อนวันที่ 5 ธ.ค.จะมีการสัญจรไปมาได้แม้ว่าน้ำจะไม่แห้งสนิทก็ตามใช่หรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ทำกันสุดชีวิตอยู่แล้ว ทุกหน่วยทุกองค์กร กทม.พยายามทำสุดชีวิตก็แล้วกัน


         ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการแถลงข่าวนายยงยุทธได้คล้องแขนจับมือกับทุกโดยผู้สื่อข่าวถามว่าจับมือแล้วยังจะขัดแย้งกันอีกหรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ก่อนจับก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไร จากนั้นผู้สื่อข่าวก็แซวว่าจับแล้วน้ำไม่ลดจะเป็นข่าวใหญ่กว่านี้อีก