ข่าว

เฒ่า60คลั่งไล่ยิงพ่อ-ลูกดับกลางถนน

เฒ่า60คลั่งไล่ยิงพ่อ-ลูกดับกลางถนน

24 พ.ย. 2554

เฒ่าวัย 60 คลั่งใช้อาวุธปืน ขนาด 11 มม. ไล่ยิงพ่อ-ลูก เพื่อนบ้านดับกลางถนน ก่อนยิงตัวตายหนีความผิด ขณะที่ญาติเหยื่อแฉ มือลั่นไกเป็นคนเลือดร้อน แถมเคยถ้ำมองลูกสาวผู้ตาย จนถูกแจ้งความขึ้นโรงพักมาแล้ว

          24 พ.ย.54 พ.ต.ท.สังวาล แก่นเรณู พนักงานสอบสวน (สบ.2) สน.บางขุนเทียน ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกอาวุธปืนยิงเสียชีวิต จำนวน 2 ราย เหตุเกิดภายในซอยเอกชัย 10/1 แยก 2 แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กทม. หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชาญ แก้วท่าไม้ ผกก.สน.บางขุนเทียน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน แพทย์โรงพยาบาลศิริราช เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน(พฐ.) และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

          ที่เกิดเหตุบริเวณกลางถนน ซึ่งเป็นทางเข้าที่พักอาศัยเป็นลักษณะทาวน์เฮ้าส์ปลูกติดกันหลายคูหา ช่วงบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 68/66 เจ้าหน้าที่พบศพนายเรวัติ กรกนก อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68/72 สภาพนอนหงายจมกองเลือด สวมเสื้อยืดคอกลมลายพลางสีเขียวอ่อน กางเกงขาสั้น ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 11 มม. เข้าที่กลางหลัง 3 นัด ข้อศอกซ้าย 1 นัด และสีข้างซ้ายอีก 1 นัด รวมเป็น 5 นัด ใกล้กันพบศพ น.ส.สาวิตรี กรกนก อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68/70 สภาพศพนอนหงายจมกองเลือด สวมกางเกงสแลคขายาวสีน้ำตาล เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวทับด้วยเสื้อสูตรสีเขียวอ่อน ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 11 มม. จำนวน 2 นัด เข้าที่กลางหลังและราวนมซ้าย

          ในจุดเกิดเหตุยังพบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า รุ่นนูโว สีเปลือกมังคุด ทะเบียน บยพ 323 กทม.ล้มคว่ำ กระจกมองหลังด้านซ้ายแตกเพราะถูกคมกระสุน ขณะเดียวกันก็มีรถตู้สีดำ ทะเบียน ฮฉ 7470 กทม.จอดใกล้จุดเกิดเหตุ โดยมีรูกระสุน 1 แห่ง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบปลอกกระสุนขนาด 11 มม.ตกเกลื่อนในที่เกิดเหตุจำนวน 6 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้ก่อเหตุพยานเห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านผู้ตาย ชื่อนายยงเกียรติ สังข์วรกุล อายุ 60 ปี หลังก่อเหตุได้หลบหนีเข้าไปในบ้านของตัวเอง บ้านเลขที่ 68/71 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการปิดล้อม โดยมี พ.ต.อ.ชาญ พยามยามเกลื้อกล่อมให้มอบตัว พร้อมกับให้ชาวบ้านใกล้เคียงออกจากที่เกิดเหตุ เพราะเกรงว่าจะมีอันตราย เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีอาวุธปืนอยู่ในมือ แต่ไม่เป็นผล

          กระทั่งญาติของผู้ก่อเหตุมาช่วยเกลี้ยกล่อมอีก นานร่วม 2 ชั่วโมง และนายยงเกียรติ ผู้ก่อเหตุอาศัยจังหวะเจ้าหน้าที่เผลอใช้อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ยิงขมับขัวของตัวเอง กระสุนเข้าขมับขวาทะลุซ้าย ทำให้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู จึงต้องรีบปฐมพบาบาล แล้วนำตัวส่งโรงพยาบาลบางกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล แต่อาการเป็นตายเท่ากัน

          ต่อมา พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบก.น.9 พร้อมด้วย พ.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม รองผบก.น.9 เดินทางมาดูที่เกิดเหตุ พร้อมกับสอบถามพยาน ทราบว่า ผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิต 2 รายก่อนหน้านั้นเป็นพ่อกับลูกกัน แต่อยู่ทาวน์เฮาส์คนละหลัง โดยมีบ้านของผู้ก่อเหตุอยู่ตรงกลางระหว่างบ้านของ น.ส.สาวิตรี และนายเรวัติ โดยผู้ก่อเหตุคือนายยงเกียรติเป็นคนที่มีอารมณ์โมโหร้าย ไม่ค่อยถูกกับเพื่อนบ้าน และมักมีปัญหากับเพื่อนบ้านเป็นประจำ ทั้งเรื่องเปิดเพลงเสียงดัง ทั้งที่จริงก็ไม่ได้ดังมาก รวมถึงเรื่องการเปิด-ปิดประตูบ้าน และเวลามีปัญหาปากเสียงก็จะเอาปืนออกมาข่มขู่

          ผู้เห็นเหตุการณ์ยังบอกอีกว่า ก่อนเกิดเหตุตนกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน เห็นนายเรวัติ ขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านแล้วมาจอดรอรับ น.ส.สาวิตรี ลูกสาว เพื่อส่งไปทำงานตำแหน่งหัวหน้าแผนกคลังสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต ในห้างเดอะมอล์ท่าพระ เนื่องจากพ่อลูกคู่นี้มาอยู่ที่ทาวน์เฮาส์แห่งนี้ทีหลัง จึงมีบ้านของผู้ก่อเหตุเว้นตรงกลาง เวลามารับลูกสาว ต้องผ่านหน้าบ้านนายยงเกียรติ ผู้ก่อเหตุ และระหว่างที่นายเรวัติ กับ น.ส.สาวตรี นั่งรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปไม่ถึง 10 เมตร ตนก็ได้ยินเสียงปืนยิงไล่หลังหลายนัด จนทำให้รถจักรยานยนต์ล้มลง ก่อนที่พ่อลูกทั้งสองจะเสียชีวิตในที่สุด

          จากการสอบสวน นางชลทิศ เสรีสันติกุล อายุ 52 ปี ญาติผู้ตายซึ่งอาศัยอยู่ในซอยเดียวกันให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนไหว้พระอยู่ในบ้าน และได้ยินเสียงปืนดังติดต่อกันหลายนัด ดังนั้น จึงได้ออกมาตรวจสอบ และพบร่างพ่อกับลูกสาวเหยื่อกระสุน นอนแน่นิ่งอยู่กลางถนน โดย นายยงเกียรติ ถืออาวุธปืนเข้าไปกบดานในบ้านพักอย่างใจเย็น ส่วนสาเหตุเชื่อว่า มาจากชนวนเรื่องก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว น.ส.สาวิตรี เกิดจับได้ว่าถูก นายยงเกียรติ เพื่อนบ้านจอมโหดแอบถ้ำมองเวลาอาบน้ำ จึงได้แจ้งความกับตำรวจ สน.บางขุนเทียน เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายยงเกียรติ โดยสุดท้ายตำรวจก็ทำได้แค่เปรียบเทียบปรับ จากนั้น นายยงเกียรติ ก็มีเรื่องระหองระแหงกับ น.ส.สาวิตรี และเพื่อนบ้านหลังอื่นๆ ที่พักอาศัยอยู่ในซอยเดียวกันเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องพูดคุยกันเสียงดัง หรือปิดประตูบ้านดัง ก็จะเป็นประเด็นทำให้ นายยงเกียรติ ถืออาวุธปืนออกมาข่มขู่อยู่บ่อยครั้ง บางคราวถ้ามีปากเสียงกันรุนแรง ก็จะชักปืนออกมายิงขึ้นฟ้าประกาศศักดิ์ดา จนเพื่อนบ้านต้องเรียกตำรวจมาระงับอยู่เป็นประจำ

          ด้านนายบัณฑิต กรกนก อายุ 60 ปี พี่ชายเรวัติ ผู้ตาย กล่าวว่า นายยงเกียรติ คนใจร้อนและถือเป็นบุคคลอันตรายมากโดยเฉพาะระยะหลังเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ใน บ้าน ปล่อยให้ภรรยาออกไปขายซีดีที่ตลาดนัดคลองถมเพียงลำพัง ซึ่งตนเชื่อว่าที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคงไปมีเรื่องกับกลุ่มผู้ค้าในตลาดเลย ไม่สามารถเดินทางไปขายของได้ ที่ผ่านมาตนเคยเตือนน้องชายและหลานสาวไม่ให้เข้ามายุ่งกับบุคคลคนนี้เนื่อง จากมักเห็นปืนเป็นของเล่นเวลามีปากเสียงกับใครก็จะชักปืนยิงขึ้นฟ้าอยู่เสมอ กระทั่งมาเกิดเหตุสลดขึ้น โดยตนเชื่อว่าเมื่อช่วงเช้าขณะที่ นายเรวัติ ขับรถ จยย.ออกจากบ้านมารับ น.ส.สาวิตรี เพื่อไปส่งทำงานที่ห้างเดอะมอลล์ ก็คงจอดรถรอแล้วไม่ได้ดับเครื่องยนต์ หรือไม่ น.ส.สาวิตรี ก็อาจจะปิดประตูบ้านดังจน นายยงเกียรติ เกิดความรำคาญอีกจึงคว้าปืนออกมาไล่ยิงจนรถ จยย.ล้มคว่ำเหยื่อกระสุนกลายเป็นศพทั้งคู่

          ขณะที่ พล.ต.ต.ภัคพงศ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ นายยงเกียรติ มือปืนยังอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดอาการเป็นตายเท่ากัน จึงได้ให้กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บางขุนเทียน ไปเฝ้าเอาไว้และสั่งการให้พนักงานสอบสวน รีบทำเรื่องอายัดตัวเพื่อรอสอบปากคำพยานรวมทั้งเร่งรวบรวมหลักฐานไปขออำนาจ ศาลอาญาธนบุรี ออกหมายจับตามฐานความผิดคดีฆ่าผู้อื่น เอาไว้ก่อนส่วนอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนเซมิออโตเมติกแบบพกซุกซ่อน ยี่ห้อโคล์ท รุ่นดีเฟนเดอร์ ไลท์เวท ขนาด 11 ม.ม. ความจุกระสุน 7 บวก 1 นัด ตำรวจได้ยึดไว้รอการตรวจสอบแล้วว่าครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่หาก เป็นการครอบครองโดยผิดกฎหมายก็จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป

          พล.ต.ต.ภัคพงศ์ กล่าวอีกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากที่ผู้ก่อเหตุเป็นคนอารมณ์ร้อน โมโหร้าย และมีเรื่องบาดหมางกับเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน หลังก่อเหตุก็หลบเข้าไปอยู่ในบ้านก่อนจะยิงตัวเองเพื่อฆ่าตัวตาย อาจเป็นเพราะหนีความผิด หรือเพิ่งคิดสำนึกได้ว่าทำเรื่องร้ายแรงลงไป พอไม่มีทางออกก็ต้องคิดสั้นด้วยการฆ่าตัวตาย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เกิดเหตุมีบรรดาเพื่อนบ้านผู้ตายที่อยู่ใกล้เคียงต่างมีสีหน้าตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีภรรยารวมถึงลูกหลานเดินทางมาดูที่จุดเกิดเหตุพร้อมกับร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ และรำพึงว่าทำไมถึงใจร้ายโหดเหี้ยมทำกับครอบครัวเราได้ถึงขนาดนี้