
โสมขาวชุมนุมต้าน'เอฟทีเอ-สหรัฐ'
ตำรวจปราบจลาจลเกาหลีใต้ สลายการชุมนุมผู้ประท้วงต่อต้าน เอฟทีเอ มีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อย 15 คน
24 พ.ย.54 ชาวเกาหลีใต้ราวสองพันคน ได้ก่อการประท้วงเมื่อวันพุธ เพื่อต่อต้านการให้สัตยบรรณรับรองข้อตกลงการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ กับสหรัฐ โดยผู้ประท้วงได้ไปชุมนุมกันอยู่ที่โซล พลาซ่า ในกรุงโซล เมืองหลวงของประเทศ และพากันร้องตะโกนคำขวัญต่อต้าน เอฟทีเอ ก่อนที่ความตึงเครียดจะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อตำรวจพยายามสลายผู้ประท้วง และใช้สายฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประท้วงเดินขบวนไปตามถนนสายต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง และมีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อย 15 คน
ผู้ประท้วงอ้างว่า ข้อตกลง เอฟทีเอ เป็นอันตรายต่ออุตสาหกรรมเกษตรกรรมของประเทศ เมื่อสินค้านำเข้าราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาด และนับเป็นเรื่องน่าอับอายและเป็นการทรยศต่อชาติ เพราะจะสร้างความเสียหายให้กับสินค้าที่ผลิตโดยพลเมืองของชาติ พวกเขาต้องการให้ประธานาธิบดีลีมยอง บั๊ค และพรรคแกรนด์ เนชั่นแนล ของเขา เปิดการเจรจากับสหรัฐใหม่
สภาผู้แทนราษฎรของเกาหลีใต้ ได้ให้สัตยาบรรณรับรองข้อตกลงการค้าเสรี ตั้งแต่วันอังคาร หลังจากบรรดา ส.ส.ในพรรครัฐบาล แกรนด์ เนชั่นแนล ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับให้โหวต ท่ามกลางเสียงตะโกนและการกระทบกระทั่งจากฝ่ายค้าน แต่ในที่สุดก็ผ่านด้วยมติ 151 ต่อ 7 เสียง
พรรคแกรนด์ เนชั่นแนล ของประธานาธิบดีลี ครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจำนวน 295 ที่นั่ง แต่ไม่สามารถจัดการโหวตก่อนหน้านี้ได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะความวิตกว่าจะสร้างความเดือดดาลให้กับสาธารณชน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า
บรรดา ส.ส.ของรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างก็งัดข้อกันในเรื่องการทำข้อตกลงการค้าเสรี ตั้งแต่สภาคองเกรสส์ของสหรัฐ และประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า อนุมัติข้อตกลงนี้ตั้งแต่เดือนที่แล้วหลังจากมีการอภิปรายกันยาวนานหลายปี
บรรดา ส.ส.ฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ ระบุว่า ข้อตกลง เอฟทีเอ ครั้งนี้ จะสร้างความพึ่งพอใจให้กับสหรัฐ มากกว่าแรงงานของเกาหลีใต้ และข้อตกลงนี้ ยังจะเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ นับตั้งแต่มีการทำข้อตกลงการค้าเสรีในอเมริกาเหนือ ร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโก เมื่อปี 2537
มูลค่าการค้าระหว่างเกาหลีใต้ ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดอันดับที่ 4 ของเอเชีย และสหรัฐ เมื่อปีที่แล้ว สูงถึง 6 หมื่นล้านดอลล่าร์ หรือราว 2 ล้าน 7 แสนล้านบาท



