
คนนครฯหนีตายวุ่น!คลื่นยักษ์สูง3ม.ถล่ม
เกิดคลื่นยักษ์สูง 3 เมตร เข้าซัดชายหาดท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ชาวบ้านและเรือประมงอพยพหนีตาย
24 พ.ย.54 ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดคลื่นยักษ์ขนาดความสูงประมาณ 3 เมตรเศษ โถมเข้าซัดบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทย บริเวณบ้านในถุ้ง, บ้านบางใบไม้ หมู่ 5 และ หมู่ 4, หมู่ 9 ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เมื่อเวลา 08.00 น.ที่ผ่านมา เป็นระยะทางยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ความแรงของคลื่นได้ซัดเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร ที่อยู่บริเวณชายหาดจำนวน 40 ครัวเรือน และร้านอาหารนับสิบร้าน จมน้ำทะเล ราษฎรต้องรีบอพยพหนีตายโดยด่วน
นายอภินันท์ เชาวลิต นายก อบต.ท่าศาลา ได้นำเจ้าหน้าที่ อปพร. หน่วยกู้ภัยท่าศาลา และมูลนิธิประชาร่วมใจท่าศาลา รีบเข้าช่วยเหลืออพยพราษฎรออกจากบ้าน ไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว
ขณะที่ บริเวณชายหาดมีเรือประมงจำนวน 350 ลำ จอดเรียงรายอยู่ ชาวประมงและเจ้าของเรือต้องรีบเข็นเรือขึ้นมาอยู่บนฝั่งอย่างชุลมุน โดยคลื่นซัดน้ำทะเลสูง 3 เมตรขึ้นมาบนฝั่งห่างจากทางหลวงสาย 401 เพียง 50 เมตรเท่านั้น โดยคลื่นยักษ์ได้ซัดชายฝั่งทะเลอ่าวไทยบริเวณดังกล่าวเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง คลื่นจึงสงบลง และน้ำทะเลได้ลดลงอย่างรวดเร็วทันที เบื้องต้น อบต.ท่าศาลา ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจความเสียหายแล้ว คาดว่าบ้านเรือนราษฎรพังบางส่วนประมาณ 40 หลัง กำลังหาทางช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ชาวบ้าน4ตำบลหนีกันจ้าละหวั่นหลังน้ำป่าเขากาเดาะทะลักกลางดึก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 21 พย.ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่หลายอำเภอในจังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 ตำบล คือตำบลลางา, ตำบลสะกำ, ตำบลถนน, ตำบลลูโบ๊ะยีไร อ.มายอ จ.ปัตตานี เข้าท่วมเกือบ ทุกหมู่บ้าน ซึ่งเป็นน้ำไหลมาจากภูเขากาเดาะ รอยต่อเขาบูโด ประกอบกับน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อย่างฉับพลัน เข้าท่วม หมู่บ้านประชาชนหลายพันครอบครัวต้องขนย้ายสิ่งของอย่างเร่งด่วน หลายร้อยครอบครัวต้องอพยพไปอยู่บ้านญาติ ส่วน รถยนต์ต้องรีบนำขึ้นมาตั้งที่สูง บางคนต้องเคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่ มีบ้านของชาวบ้านในย่านชุมชน อาศัยริมถนนประมาณ 10 กว่าหลัง ขนของหนีไม่ทัน ต้องปล่อยให้น้ำเข้าไปในบ้านข้าวของเสียหายหมด ต้องหนีขึ้นขั้น 2
นอกจากนั้นน้ำได้ท่วม ถนนในหมู่บ้าน โรงเรียน มัสยิด สำนักงาน อบต. หลายแห่งจมอยู่ในน้ำ ถนนสายหลัก ระหว่างอ.มายอ- บ้านปาลัส น้ำได้ท่วมระยะทาง 5 กม.การสัญจรไปมาลำบาก รถเล็กไม่สามารถผ่านไปได้ ซึ่งทั้งคืนชาวบ้านต้องเฝ้าระวังและขนย้ายสิ้งของอย่างต่อเนื่อง
ขณะนี้ทางอำเภอร่วมกับ อบต.และตำรวจ ทหาร เข้าช่วยเหลืออพยพประชาชนที่เดือดร้อน ขณะเดียวกัน ทางอำเภอได้นำรถตักขุดถนนชลประทาน ที่ขวางทางน้ำไม่สามารถระบายน้ำได้ ขุดทะลุประมาณ 2 เมตรเพื่อระบายน้ำออก
ความคืบหน้าล่าสุด ระดับน้ำก็ยังคงท่วมเอ่อล้นในพื้นที่ราบลุ่มหลายพื้นที่ ทำให้ถนนบางสายที่จะเข้าไปยังหมู่บ้าน ตำบล บางแห่ง ถนนในหมู่บ้านถูกตัดขาด ใช้การไม่ได้ ขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าระวังจุดเสี่ยงภัยดินโคลนถล่ม เข้าประจำพื้นที่เสี่ยงภัยแล้วหลายจุด
น้ำท่วมขัง 4 อำเภอ สุราษฎร์ฯเดือดร้อนแล้ว 26 หมู่บ้าน
นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้มีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก่ อ.วิภาวดี, อ.ท่าฉาง อ. คีรีรัฐนิคม และ อ.ไชยา ส่งผลให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน รวม 5 ตำบล 26 หมู่บ้าน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอไชยา บ้านเรือนราษฎรถูกดินโคลนถล่มและพายุหมุนพัดพังเสียหาย รวม 4 หลัง ในจำนวนนี้เสียหายบางส่วน 3 หลัง และพังเสียหายทั้งหลัง จำนวน 1 หลัง คือ บ้านของนายชัยยัญ จันทร์ผ่อง เลขที่ 120/3 หมู่ที่ 7 ต.ปากหมาก อ.ไชยา มีผู้พักอาศัยอยู่ในบ้าน จำนวน 3 คน ปลอดภัย ส่วนความเสียหายอื่นๆ อยู่ระหว่างการสำรวจ เบื้องต้นทางจังหวัดได้ออกตรวจเยี่ยมและสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ ขนาด 6 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง เพื่อสูบน้ำช่วยเหลือผู้ประสบภัย
"ตนได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังน้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และคลื่นลมแรง ตลอดเดือนพฤศจิกายน นี้ พร้อมสั่งการให้ทุกอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ เครื่องจักรกล เรือท้องแบน และกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเตรียมความพร้อมตลอด 24 ช.ม. หากมีเหตุสาธารณภัยเกิดขึ้นให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันที่" นายธีระยุทธ กล่าว
น้ำท่วมนราฯขยายวงกว้าง สุไหงโก-ลก อพยพชาวบ้าน
สถานการณ์ที่ จ.นราธิวาส หลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ ส่งผลให้มีน้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรของขยายวงกว้างใน 3 อำเภอ คือ อ.สุไหงโก-ลก อ.ระแงะ และ อ.เมือง ที่ อ.สุไหงโก-ลก น้ำป่าซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่บนเทือกเขาสันกาลาคีรีในพื้นที่ อ.สุคิริน ได้ไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำในแม่น้ำสุไหงโก-ลก ซึ่งล้นตลิ่งอยู่แล้วมีปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บ้านเรือนที่อยู่ตลอดแนวริมตลิ่งถูกน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะชุมชนหัวสะพาน ซึ่งตั้งอยู่เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก มีระดับน้ำท่วมขังสูงโดยเฉลี่ย 150-170 ซ.ม.
ทั้งนี้ บ้านเรือนของราษฎรถูกน้ำท่วมถึงหลังคา ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหารชุด ฉก.นราธิวาส 36 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ได้อพยพราษฎรที่อาศัยอยู่ในชุมชนดังกล่าว จำนวน 121 คน ไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพใต้อาคารเอนกประสงค์ของโรงเรียนเทศบาล 4 แล้ว
ส่วน อ.ระแงะ บ้านเรือน ที่ปลูกสร้างอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มและริมตลิ่งของคลองตันหยงมัส มีน้ำท่วมขังจากการเอ่อล้นของน้ำในลำคลองขยายวงกว้าง 4 หมู่บ้าน คือหมู่ 1 บ้านตันหยงมัส หมู่ 2 บ้านวัดร่อน หมู่ 3 บ้านไทยและหมู่ 4 บ้านแกแม ของต.ตันหยงมัส ซึ่งมีราษฎรอาศัยอยู่จำนวนกว่า 450 ครัวเรือน รวม 895 คน โดยมีระดับน้ำท่วมขังสูงโดยเฉลี่ย 50-70 ซ.ม.
ด้าน อ.เมือง น้ำจากแม่น้ำบางนราที่ล้นตลิ่ง ได้ไหลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านต่างๆเป็นวงกว้างในพื้นที่ ต.มะนังตายอ ต.ลำภู ต.บางปอ ต.กะลุวอ และต.กะลุวอดเหนือ รวม 47 หมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก โดยมีปริมาณน้ำท่วมสูง 80-90 ซ.ม. ถนนภายในหมู่บ้านจำนวนกว่า 20 สาย ถูกน้ำท่วมขังจนยานพาหนะทุกชนิดไม่สามารถผ่านไปมาได้
พายุฝนกระหน่ำต้นไม้ล้มขวางถนนเอเซีย 41 อัมพาต
นายกิตติคุณ เอี่ยมเจริญ หัวหน้าหมวดการทางหลังสวน แขวงทางหลวงชุมพร กรมทางหลวง รับแจ้งว่า ได้เกิดต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มขวางปิดเส้นทางถนนเอเซีย 41 พื้นที่ หมู่ที่ 4 ต.บ้านควน อ.หลังสวน จ.ชุมพร จุดเกิดเหตุอยู่ที่ถนนสายเอเซีย41 หลัก กม.ที่ 577 ทั้งช่องทางลงภาคใต้ และ ฝั่งตรงข้ามขาขึ้น กทม. บริเวณด้านหน้าโรงเรียนมิตรภาพที่ 178 มีต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวน 10 ต้นล้มลงบนถนนในจุดดังกล่าวทำให้ขวางเส้นทางการจราจรทั้งขาขึ้นและขาล่องภาคใต้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ใช้เลื่อยยนต์ตัดต้นไม้ออกเพื่อเปิดการจราจร ให้รถสามารถผ่านไปได้ตามปกติ



