
ชัยชนะที่บีบให้การเมืองไทยเข้มข้นมากกว่าเก่า :
ชัยชนะที่บีบให้การเมืองไทยเข้มข้นมากกว่าเก่า : ประชาธิปไตยฯที่รัก โดยพิชญ์พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เรื่องของของการเมืองเรื่องพ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษนั้นพูดง่ายๆ ว่า ล้มหรือฝ่อไปโดยไม่ได้มีการสืบค้นต่อว่าตกลงเรื่องราวหลังการประชุม ครม.นั้นเรื่องจริงเป็นอย่างไร
เรื่องราวเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วทำให้เรื่องราวของการร่างพ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษนั้นร้อนเป็นไฟขึ้นมา เริ่มต้นที่การไม่ยอมเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวหลังการประชุม ครม.
ความจริงเรื่องราวของการประชุมครม.นี้ ก็เป็นเรื่องที่ลับอยู่แล้ว นับตั้งแต่รากศัพท์ของ ครม.นั้นก็มาจากการพูดถึงลิ้นชักหรือตู้ที่แปลว่าลับอยู่แล้ว และถ้าจะลองค้นดูก็จะพบว่า ถ้ากล้าเปิดการประชุมจริงๆ ก็ประชุมกันไม่ได้ เหมือนที่ทักษิณเคยพยายามจะทำการประชุมแบบเรียลไทม์ได้
แต่กระนั้นก็ตามการประชุม ครม.นั้นก็มีธรรมเนียมใหม่ในการเปิดเผยมติมาโดยตลอด ดังนั้นเรื่องแบบนี้จึงกลายเป็นเรื่องที่สังคมคาดหวัง และยิ่งนายกฯ คนปัจจุบันเป็นน้องสาวของทักษิณ กอปรกับการที่นายกฯ ไม่เข้าประชุม ก็ยิ่งทำให้ทฤษฎีสมคบคิดนั้นทำงานในหน้าสื่อได้อย่างเต็มที่ โดยขาดการสืบค้นข้อเท็จจริงต่างๆอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามเมื่อจดหมายของทักษิณนั้นออกมา และมีคำสัมภาษณ์ของรองนายกฯ ประชา ที่บอกว่าจะไม่เอื้อให้คนคนเดียว การชุมนุมของพันธมิตรที่ประกาศก่อนหน้านั้นก็มีอันยุติไป ปล่อยให้กลุ่มเสื้อหลากสีและทีมงานที่เชื่อมโยงกับพันธมิตรล่วงหน้าออกมาก่อน
ประเด็นที่สำคัญในเรื่องนี้คงจะมีอยู่สักสามเรื่อง
หนึ่งคือสังคมปัจจุบันนี้มีเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับกฎหมายกับการแก้ไขวิกฤติการเมืองนั้นมีเรื่องต้องเข้าใจอยู่สามเรื่อง
1.การอภัยโทษ ซึ่งโดยความเข้าใจที่ถกเถียงกันนั้น น่าจะมีฐานมาจากการลดโทษ หรืออภัยโทษ กับโทษที่ได้รับไปแล้ว หรืออย่างน้อยมีเงื่อนไขว่าต้องรับรู้ว่าตนมีโทษ และรับว่าตนนั้นผิด สิ่งนี้น่าจะหมายถึงธรรมเนียมที่ผ่านมา มากกว่าจะอ้างว่าเป็นนิติรัฐหรือไม่นิติรัฐ
2.การนิรโทษกรรม ซึ่งน่าจะหมายถึงการยกเลิกฐานความผิดนั้นไปเลย เหมือนกับไม่ได้ทำผิด ซึ่งมักใช้ในแง่ของความผิดทางการเมือง หรือการถูกกล่าวหาและดำเนินคดีที่ปราศจากความยินยอมพร้อมใจของสองฝ่าย (อาทิ ถูกดำเนินคดีข้อหาต่อต้านรัฐบาล เพราะไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลเป็นต้น)
3.การล้มล้างผลพวงของรัฐประหาร ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ซึ่งลงไปถึงรากของการทำให้สถาบันรัฐประหารที่ทำให้เกิดการล้มกฎหมายเพื่อเอาผิดคนคนเดียวได้ โดยกองเชียร์กลุ่มเดียวกับที่ออกมาต้านการแก้กฎหมายเพื่อคนคนเดียว
สองในขณะที่ฝ่ายต้านทักษิณนั้นอาจจะเฉลิมฉลองชัยชนะของการต่อต้านขบวนการช่วยทักษิณ และอ้างว่านี่คือชัยชนะของตน สิ่งที่ต้องมองให้ลึกก็คือ ส่วนหนึ่งของการถอย (ถ้าจริง) นั้นนอกเหนือจากการกำหนดจังหวะส่วนหนึ่งจากทักษิณแล้ว ยังรวมไปถึงความเห็นที่แตกต่างกันภายในหมู่เสื้อแดงด้วย โดยเฉพาะระหว่างแดงรักทักษิณ และแดงต้านรัฐประหาร ในระดับหลักการมากกว่าเรื่องราวของการพยายามเสี้ยมว่า การอภัยโทษเป็นการทิ้งพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกดำเนินคดี ทั้งที่เรื่องการดำเนินคดีเสื้อแดงนั้นน่าจะถูกแก้ด้วยเรื่องของการนิรโทษกรรมมากกว่า และแม้กระทั่งแดงรักทักษิณบางสายก็มองว่าการเข้าตามกรอบอภัยโทษเป็นการยอมรับว่าข้อหาที่ถูกกล่าวหามาตลอดนั้นจริง ดังนั้นไม่ควรเล่นในเกมนั้น
สามชัยชนะของฝ่ายต้านการช่วยทักษิณผ่านการอภัยโทษ อาจทำให้เกิดเอกภาพในหมู่เสื้อแดงเพราะทำให้ข้อเสนอการล้มล้างผลพวงรัฐประหารกลับมามีน้ำหนักมากขึ้น และมุ่งทำลายถึงรากฐานของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยที่มองว่าการรัฐประหารเป็นปีศาจที่จำเป็น หรือสิ่งที่รับได้แบบไม่อยากพูดถึง
งานนี้จะได้รู้กันครับว่าหลักนิติรัฐของใครแท้กว่ากัน?ผมว่าไม่นานเกินรอหรอกครับ



