
บอร์ดฟื้นฟูเคาะงบ 1.2หมื่นล้านชงครม.
บอร์ดฟื้นฟูเคาะงบ 1.2 หมื่นล้าน เยียวยาโครงสร้างพื้นฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเสนอครม.ไฟเขียวอังคาร 29 พ.ย. เหล่าทัพไม่น้อยหน้าขอรัฐเบื้องต้น 1.2 หมื่นล้าน บูรณะอาวุธ-ยุทโธปกรณ์ที่ถูกน้ำท่วม รวมถึงซ่อมแซมเรือ-รถที่ใช้บรรทุกชาวบ้าน "ทัพฟ้า" เล็งใช้หมื
หลายหน่วยงานที่ประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้น้ำท่วมขังและได้รับความเสียหายจำนวนมาก ได้ทำการสำรวจและเตรียมของบประมาณจากภาครัฐเพื่อทำการซ่อมแซมฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อไป
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (กคฐ.) ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติงบประมาณจำนวน 12,983.62 ล้านบาท เพื่อใช้ในการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาด้านโครงสร้างพื้นฐานให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1.กรมเจ้าท่า จำนวน 1,515.600 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำในแม่น้ำ 2.กรมการขนส่งทางบก จำนวน 261.991 ล้านบาท 3.การรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 2,666.932 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงทางและคันทางที่เสียหายจากกระแสน้ำกัดเซาะ ปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม
ชงยงยุทธนำเข้าครม.อังคาร 29พ.ย.
4.กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 384.909 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสถานที่และครุภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์ 5.อนุกรรมการด้านการศาสนาและโบราณสถาน กระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 1,593.468 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูโบราณสถาน ซ่อมแซมวัด มัสยิด โบสถ์คริสต์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นต้น 6.อนุกรรมการด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 1,462.45 ล้านบาท และ 7.อนุกรรมการด้านแหล่งน้ำและระบบชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 5,092.82 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ
"หลังจาก กคฐ.อนุมัติแล้วจะต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ เพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ที่มี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน พิจารณาอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน ก่อนจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณอนุมัติอีกครั้งในวันอังคารที่ 29 พฤศจิกายนนี้ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ครม.ได้อนุมัติงบฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานครั้งแรกไปแล้วจำนวน 17,937 ล้านบาท" พล.อ.อ.สุกำพล ระบุ
กองทัพของบ1.2หมื่นล.ฟื้นฟู
ที่กระทรวงกลาโหม วันเดียวกัน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์สนับสนุนการปฏิบัติการของกระทรวงกลาโหม (กปก.) เพื่อเตรียมแผนการฟื้นฟูภายหลังน้ำลดในพื้นที่ 27 จังหวัด โดยจะกำหนดกรอบการทำงานงบประมาณ และยุทโธปกรณ์ที่จะใช้ในการฟื้นฟู เพื่อให้เป็นไปตามแผนการฟื้นฟูของรัฐบาลที่ได้ตั้งคณะกรรมการและกลไกในการปฏิบัติการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการดังกล่าวด้วย
พล.อ.เสถียร ทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมรับทราบถึงคำสั่งการแต่งตั้งคณะทำงานฟื้นฟูที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นมา 10 คณะ ซึ่งรัฐบาลเน้นย้ำเกี่ยวกับโครงสร้างในการปฏิบัติการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในครั้งนี้ นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศูนย์ดังกล่าว โดยมี รมว.กลาโหม เป็นประธาน และมี ผบ.เหล่าทัพ เป็นคณะกรรมการ และมีปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นเลขานุการ ซึ่งมีการหารือแนวทางฟื้นฟูของหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ ที่ตั้งหน่วยทหาร ตลอดจนการฟื้นฟูอาชีพ และจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พร้อมให้การสนับสนุนประชาชน
ทัพฟ้าเล็งกู้ดอนเมืองต้นธ.ค.นี้
"กลาโหมจะเสนอของบเบื้องต้นจำนวน 12,288 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทัพอากาศซึ่งเสียหายมากที่สุด ทั้งสถานที่ราชการ ยานพาหนะ ชุดช่าง เครื่องบินที่ชำรุด ไม่สามารถลากไปไหนได้ในพื้นที่ดอนเมือง จำนวน 10,503 ล้านบาท กองทัพเรือ 312 ล้านบาท กองทัพบก 1,273 ล้านบาท และกองทัพไทยอีก 139 ล้านบาท โดยจะผ่านไปยังคณะกรรมการโครงการสร้างพื้นฐาน ที่มี พล.อ.อ.สุกำพล เป็นประธาน" ปลัดกระทรวงกลาโหม ระบุ
แหล่งข่าวระดับสูงของกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า คณะทำงานได้เชิญเจ้าหน้าที่เทคนิคจากต่างประเทศมาร่วมสำรวจความเสียหายและประมาณการในขั้นต้นว่าต้องฟื้นฟูเร่งด่วนในเบื้องต้น 10,563 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐาน 3,100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนพฤศจิกายน พื้นที่ฟื้นฟูเร่งด่วนน่าจะเขียนทีโออาร์ได้เสร็จ แต่ต้องอยู่ที่งบประมาณด้วยว่ารัฐบาลจะอนุมัติให้เท่าไร ซึ่งอาจเปลี่ยนไป เพราะสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่นิ่ง คาดว่าจะเริ่มลงมือซ่อมแซมได้ราวต้นเดือนธันวาคม
เอกชนจ๊ากเสียหาย1.12ล้านล้าน
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานเสวนา “ทิศทางเศรษฐกิจไทยภายหลังสถานการณ์น้ำท่วม” ว่า ภาพรวมของความเสียหายจากน้ำท่วม ส.อ.ท.ประเมินความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นมูลค่า 1.12 ล้านล้านบาทแล้ว เช่น ภาคอุตสาหกรรมเสียหายแล้ว 474,750 ล้านบาท, รายได้จากการส่งออกสูญเสียไป 148,413 ล้านบาท, ความเสียหายของธุรกิจเอสเอ็มอี 2.4 หมื่นล้านบาท, ภาคการท่องเที่ยวและการจัดนิทรรศการเสียหาย 7.4 หมื่นล้านบาท, ภาคการเกษตรเสียหาย 5-7 หมื่นล้านบาท, ภาคครัวเรือนที่เป็นทั้งบ้านจัดสรรและบ้านทั่วไปเสียหาย 8 หมื่นล้านบาท, ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน 3.5 หมื่นล้านบาท, ค้าส่งค้าปลีก 7 หมื่นล้านบาท, ภาคโลจิสติกส์ 2 หมื่นล้านบาท เป็นต้น
"ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2554 นายจ้างที่ประสบปัญหาน้ำท่วม และยังไม่สามารถเดินเครื่องการผลิตได้ แต่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่แรงงานกว่า 6.6 แสนคน เป็นเงินรวมแล้ว 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อดูแลแรงงานไม่ให้เกิดความเดือดร้อน" รองประธานส.อ.ท.ชี้แจง
นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการส.อ.ท.กล่าวว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อมติครม. เห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท นำร่องใน 7 จังหวัด และที่เหลือปรับขึ้นเฉลี่ยที่ 40% มีผลวันที่ 1 เมษายน 2555 เนื่องจากเป็นการเร่งปรับขึ้นค่าแรงในช่วงที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นการซ้ำเติมภาคธุรกิจอย่างหนัก คาดว่าผลที่ตามมาอาจมีผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดกิจการ รวมถึงการเลิกจ้างแรงงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต
แนะกระจายนิคมไปทั่วทุกพื้นที่
นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ปริมาณน้ำฝนในปีนี้ใกล้เคียงกับปี 2538 แสดงว่าผู้ที่เกี่ยวข้องมีการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด เพราะในปี 2538 นิคมต่างๆ ไม่ถูกน้ำท่วม แต่ปีนี้น้ำมาเร็วมากจนท่วมนิคมทั้ง 7 แห่ง
นายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการบริหารทีมกรุ๊ป เตรียมเสนอรัฐบาลสร้างมอเตอร์เวย์สำหรับทางน้ำจาก จ.ชัยนาท และพระนครศรีอยุธยา ออกสู่อ่าวไทย เพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยมีความลึกประมาณ 8 เมตร คาดใช้เงินลงทุน 3 แสนล้านบาท ซึ่งจะสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ในระยะยาว
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวถึงแผนการรับมือในอนาคตว่า รัฐบาลควรจะกระจายความเสี่ยง โดยการส่งเสริมให้นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ไปตั้งกระจายในทุกพื้นที่ เพราะบทเรียนจากครั้งนี้การกระจุกตัวของภาคอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ทำให้เมื่อเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่จะกระทบต่อฐานเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด
จี้รัฐปชส.ดึงท่องเที่ยวฟื้นชาติ
นายธเนศ วรศรัณย์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากปัญหาน้ำท่วมคาดว่า ปีนี้นักท่องเที่ยวจะลดลงจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 19.5 ล้านคน เหลือ 18.5 ล้านคน มีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 7 แสนล้านบาท ลดลงไปประมาณ 5% ส่วนในปีหน้าคาดว่าจะมียอดนักท่องเที่ยวประมาณ 20 ล้านคน แต่ธุรกิจท่องเที่ยวจะต้องฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 1 การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดที่สุดจะต้องดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ 3 แห่ง ให้มากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งมีสัดส่วนของนักท่องเที่ยวสูงกว่า 90% และพื้นที่เหล่านี้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมน้อย
"รัฐควรจะทุ่มงบประชาสัมพันธ์ให้ต่างชาติเข้าใจอย่างถูกต้องว่าอุทกภัยครั้งนี้สร้างความเสียหายในเพียงบางพื้นที่ และต้องออกมาให้การรับรองว่า การเข้ามาท่องเที่ยวในไทยปลอดภัยจากโรคระบาดจากน้ำท่วม ไม่ขาดแคลนสินค้าอุปโภคและบริโภค และการคมนาคมขนส่งสะดวกสบาย ซึ่งถ้ารัฐทำได้อย่างนี้การท่องเที่ยวก็จะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว" นายธเนศกล่าว
ฝ่ายค้านแนะปูเยียวยาขั้นบันได
ด้านการเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. ในฐานะโฆษกครม.เงา พรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมครม.เงา ว่า ครม.เงามีมติในเรื่องน้ำท่วมว่า เห็นควรเสนอแนะกรณีเงินช่วยเหลือน้ำท่วม โดยอยากให้ทำเป็นขั้นบันได เช่น กรณีน้ำท่วมขัง 7 วันจะได้รับเงิน 5,000 บาท ส่วนคนที่ถูกน้ำท่วมบ้าน 7 วันถึง 1 เดือนจะได้รับเงินเยียวยา 1 หมื่นบาท ส่วนใครที่ถูกน้ำท่วมเกิน 1 เดือน จะได้รับเงิน 1.5 หมื่นบาท อยากให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยด่วน นอกจากนี้อยากให้กทม.และศปภ.ร่วมกันพูดถึงหลักเกณฑ์ต่อประชาชนให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง



