ข่าว

ทีมปล้นปลัดคค.มอบตัวไร้เงิน9ล.

ทีมปล้นปลัดคค.มอบตัวไร้เงิน9ล.

23 พ.ย. 2554

"ประพันธ์" ทีมปล้นบ้านปลัดคมนาคมพร้อมพี่ชายเป็นทนายเข้ามอบตัวแล้วปัดร่วมทีม ไร้เงิน 9 ล้านตามที่ตร.ออกมาระบุ เจ้าตัวอ้างถูกตร.โทรสืบข้อมูลนึกเพื่อนอำ ไม่รอดตร.ตั้งข้อหาร่วมทีมปล้นควบคุมตัวฝากขังต่อไป "เพื่อไทย" ขยายผลสาวที่มาเงินปลัดคมนาคม เผยมี 2 นักการ

             กรณีคนร้ายบุกปล้นเงินบ้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม กว่า 200 ล้านบาท จนตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 ราย พร้อมเงินสดกว่า 16 ล้านบาท และยังมีผู้ต้องหาหลบหนีไปได้อีก 4 ราย ล่าสุดญาติของนายสิงห์ทอง หรือไก่ ใจชมชื่น นำเงินที่นายสิงห์ทองไปฝากไว้จำนวน 1 ล้านบาทมาคืนตำรวจเนื่องจากเกรงว่าจะมีความผิดนั้น

               ความคืบหน้า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 พ.ย.2554  ที่ บก.สส.บช.น. พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า เมื่อเย็นวันที่ 22 พ.ย.ได้รับการติดต่อจากญาติของนายสิงห์ทองว่าจะนำเงินสดจำนวน 1 ล้านบาท ที่นายสิงห์ทองนำมาฝากไว้มาคืนให้ เนื่องจากกลัวว่าจะมีความผิด ขณะนี้ได้ส่งมอบเงินดังกล่าวไปให้ตำรวจ สน.วังทองหลางเก็บดูแลรักษาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

               ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าตำรวจส่งเรื่องยอดเงินที่ผู้ต้องหาขโมยไปเป็นจำนวน 50 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 200 ล้านบาทให้กับ ป.ป.ช.นั้น จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมดให้การตรงกันว่า ตอนที่นำเงินที่เข้าไปปล้นออกมานับเพื่อแบ่งเงินกันนั้นมีทั้งหมด 2 กอง กองแรกจำนวน 15 ล้านบาท อีกกองจำนวน 35 ล้านบาท รวมเป็น 50 ล้านบาท และยังมีเงินในกระสอบอีกจำนวนมากที่ผู้ต้องหาอ้างว่านายวีระศักดิ์ หรือโก้ เชื่อลี อายุ 36 ปี หัวหน้าแก๊งเป็นคนเอาไป ตรงนี้ไม่ทราบว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใด ทำให้ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเงินที่ผู้ต้องหาเข้าไปปล้นนั้นเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่กันแน่ ต้องรอให้ได้ตัวนายวีระศักดิ์ก่อนทุกอย่างจึงจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

               ผบก.สส.บช.น. กล่าวต่อไปว่า ส่วนนายประพันธ์ หรือพันธ์ เรืองเครือ อายุ 42 ปี ที่หนีไปพร้อมกับเงินสด 9 ล้านบาท แล้วติดต่อว่าจะเข้ามอบตัว จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากนายประพันธ์เข้ามาอีกเลย และตำรวจก็ไม่สามารถติดต่อนายประพันธ์ได้เช่นเดียวกัน ได้สั่งให้ลูกน้องเร่งติดตามตัวแล้วรวมถึงผู้ต้องหาคนอื่นๆ ด้วย ส่วนเรื่องการติดตามเรื่องสายรัดเงินจากธนาคารต่างๆ ที่รัดเงินของกลางไว้นั้น ทาง ป.ป.ช.จะเป็นคนเข้าไปตรวจสอบ ตำรวจไม่ได้เข้าไปดูในเรื่องนี้

               มีรายงานด้วยว่า ช่วงสาย พล.ต.ต.รณศิลป์ ได้เดินทางไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าน่าจะเข้าไปพบ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รอง ผบ.ตร. เพื่อรายงานความคืบหน้าคดีปล้นเงินบ้านนายสุพจน์ และเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่สามารถรวบมาได้ รวมถึงการติดตามตัวผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่ โดยเฉพาะนายวีระศักดิ์ หัวหน้าแก๊งตัวการสำคัญที่หนีข้ามไปประเทศลาว

               ต่อมา เวลา 13.30 น. ที่ บก.สส.บช.น. นายประพันธ์ พร้อมด้วย นายประจวบ เรืองเครือ อายุ 59 ปี พี่ชายและเป็นทนายความอยู่ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี เดินทางเข้ามอบตัวกับ พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ รอง ผบช.น. เจ้าหน้าจึงนำตัวเข้าไปสอบสวนโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้น พล.ต.ต.อิทธิพล แถลงข่าวว่า นายประพันธ์ได้เดินทางเข้ามอบตัวหลังถูกออกหมายจับพร้อมกับพี่ชายซึ่งเป็นทนายความ โดยไม่มีเงินสดที่อ้างว่ามีอยู่จำนวน 9 ล้านบาทมาด้วย เนื่องจากนายประพันธ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีปล้นบ้านนายสุพจน์ แต่ยอมรับว่ารู้จักกับนายบุญสืบ จริงเนื่องจากทำงานอยู่ที่เดียวกัน

               รอง ผบช.น. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายประพันธ์ แต่ในทางตำรวจก็ต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากทางตำรวจมีข้อมูลทั้งพยานบุคคล และพยานวัตถุที่เชื่อว่านายประพันธ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ไม่เช่นนั้นศาลคงไม่อนุมัติออกหมายจับให้ แต่คดีนี้เป็นคดีที่ละเอียดอ่อนจึงต้องทำการสอบสวนอย่างรอบคอบ และต้องแถลงข่าวให้สื่อมวลชนและประชาชนทราบ เพราะทุกคนยังสงสัยในเรื่องของจำนวนเงินที่ถูกปล้นไปว่ามีเท่าไหร่กันแน่จะได้ไม่ถูกครหา

               แต่จากการสอบปากคำผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้แล้วทั้งหมดให้การว่ามีเงินที่ปล้นไปนำมาแบ่งกัน 50 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ายอดทั้งหมดที่แท้จริงมีเท่าไหร่กันแน่ ต้องติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ยังถูกออกหมายจับอีก 3 คนให้ได้เสียก่อน ส่วนนายประพันธ์ เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร หลังสอบปากคำเสร็จก็จะให้พนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง มารับตัวไปสอบปากคำเพิ่มเติม และควบคุมตัวไว้ ก่อนนำตัวไปฝากขังที่ศาลในวันที่ 24 พ.ย.

               ด้าน นายประพันธ์ กล่าวว่า ขอให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการปล้นในครั้งนี้ เพราะไม่เคยรู้จักกับพวกที่ถูกจับกุมและถูกออกหมายจับมาก่อน มีเพียงนายบุญสืบที่รู้จักเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะทำงานอยู่แผนกสโตร์การบินไทยด้วยกัน วันเกิดเหตุตนก็วิ่งเรือรับจ้างอยู่ที่ อ.ลำลูกกา คลอง 3 ไม่ได้ไปไหน

               แต่ที่ก่อนหน้านี้ได้บอกตำรวจว่ามีเงินอยู่ที่ตัว 9 ล้านบาทนั้น เพราะคิดว่านายบุญสืบโทรศัพท์มาอำ โดยหลังเกิดเหตุนายบุญสืบได้โทรศัพท์เข้ามาหาตนแล้วบอกว่า ให้เอาเงิน 9 ล้านบาทไปคืนเขาได้แล้ว ตนคิดว่านายบุญสืบอำเล่นเลยตอบกลับไปว่า “เฮ้ยมีแค่ 8.5 ล้านบาทเท่านั้น” ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าตนเองถูกออกหมายจับและพัวพันกับเรื่องดังกล่าว แล้วต่อมาก็มีโทรศัพท์เข้ามาอีกโดยสอบถามเรื่องเงินตนก็คิดว่าเป็นนายบุญสืบโทรศัพท์มาอำอีก ก็เลยบอกไปว่ามีเงินอยู่ที่ตนเองและกำลังจะเอาเงินไปปล่อยกู้จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะมาทราบภายหลังว่าคนที่โทรมาหานั้นเป็นตำรวจไม่ใช่นายบุญสืบ เลยรีบปรึกษาพี่ชายซึ่งเป็นทนายความว่าจะทำอย่างไรดี เลยได้ข้อสรุปว่าจะติดต่อขอมอบตัวสู้คดี ส่วนที่นายบุญสืบซัดทอดว่าตนมีส่วนรู้เห็นและมีเงินอยู่ที่ตัวนั้น ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรทำไมถึงพูดอย่างนั้น ซึ่งตนก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกับนายบุญสืบมาก่อน ขอยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง

               ขณะที่ นายประจวบ กล่าวว่า สาเหตุที่พาน้องชายเข้ามอบตัวช้า เนื่องจากเพิ่งทราบว่าน้องชายถูกออกหมายจับจึงต้องใช้เวลาในการเตรียมเอกสารและหลักทรัพย์เพื่อขอยื่นประกันตัว ตอนแรกตั้งใจจะติดต่อเข้ามอบตัวตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา จึงได้ประสานกับ พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. ว่าจะพาน้องชายเข้ามอบตัว แต่พอเห็นว่าน้องถูกออกหมายจับเลยต้องเลื่อนเวลาออกไปก่อน พอพร้อมแล้วจึงรีบมาทันที โดยได้เตรียมหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินมูลค่า 2 แสนกว่าบาท ไว้ประกันตัวในชั้นศาล ส่วนในทางคดีก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะสืบสวนสอบสวนต่อไป ใครผิดก็ว่าไปตามผิด และไม่คิดที่จะฟ้องกลับทางตำรวจ เพราะถือว่าทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง

               ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่ผู้สื่อข่าวซักถามนายประพันธ์มีท่าทางตื่นเต้น และพูดจาติดขัด ก่อนจะโยนให้พี่ชายซึ่งเป็นทนายความตอบคำถามแทน นอกจากนี้ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบปากคำนายประพันธ์อยู่นั้น ได้มีการนำหลวงพ่อโสธรทองคำขนาดใหญ่หน้าตักประมาณ 9 นิ้ว มาตั้งไว้ตรงหน้านายประพันธ์ด้วย เนื่องจากนายประพันธ์ยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองและกล้าที่จะสาบาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำพระพุทธรูปเข้ามาวางไว้ตรงหน้า โดย พล.ต.ต.อิทธิพลได้เขียนคำสาบานของนายประพันธ์ไว้ในกระดาษด้วยว่า “ตั้งนะโม 3 จบ แล้วบอกชื่อที่อยู่ตัวเอง และลูกเมีย จากนั้นสาบานว่า "ถ้าข้าพเจ้าไม่เกี่ยวข้องกับคดีการปล้นบ้านปลัดกระทรวงคมนาคม และการที่นายสืบบอกว่าข้าพเจ้ารับเงินสดไป 9 ล้านบาท หากข้าพเจ้าเกี่ยวข้องขอให้ข้าพเจ้า บิดา แฟนสาว บุตรสาว ญาติพี่น้อง ทุกๆคน จงพบแต่ความวิบัติ ฉิบหายวายป่วงทั้งโคตร พบกับความเจ็บป่วยตลอดไป”


"เพื่อไทย"ขยายผลสาวที่มาเงินปลัดคมนาคม

               นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม แต่งตั้งนายธงทอง จันทรางสุ เป็นประธานตรวจสอบกรณีปล้นบ้านปลัดคมนาคม ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตว่าเงินที่ถูกปล้นนั้นน่าจะมีที่มาไม่ถูกต้องว่า ตนในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการทุจริต 172 โครงการในรัฐบาลที่แล้วของพรรคเพื่อไทย จะตรวจสอบคู่ขนานอีกทางหนึ่งด้วยแบบเจาะลึก เพราะเห็นว่าทรัพย์สินของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อมนั้นน่าจะโยงใยไปถึงโครงการเมกะโปรเจคต์ที่ไม่ชอบมาพากลในรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งมีข่าวคราวเรื่องการชักเปอร์เซ็นต์ กินหัวคิวมาโดยตลอด โดยจะประสานไปยังคณะกรรมาธิการสภาฯ ชุดต่างๆ เพื่อให้ร่วมตรวจสอบอย่างจริงจัง

               ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งส่วนหนึ่ง แต่ใต้ภูเขาน้ำแข็งนั้นน่าจะยังมีอีกเยอะ ทราบว่านักการเมืองบางคนกำลังกังวลต่อกรณีการถูกตรวจสอบของนายสุพจน์ ซึ่งหากมีหลักฐานสืบสาวไปถึง นักการเมืองบางคน ที่ทราบว่ามีอย่างน้อย 2 คนที่เกี่ยวข้องกับโครงการเมกะโปรเจคต์ของรัฐบาลนั้นอาจจะถึงขั้นช็อกโลก เพราะถ้าไปตรวจสอบในบ้านนั้นอาจพบเงินชนิดที่รถสิบล้อก็ขนไม่หมด