
'อภิสิทธิ์'จี้'รัฐ'เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน
'อภิสิทธิ์' เข้าพบสภาหอการค้า จี้ 'รัฐบาล' เร่งเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน อัดเลิก'เมกกะโปรเจค' แล้วนำเงินแก้ปัญหาให้ถูกจุด แนะเจรจาทวิภาคีกับ 'กัมพูชา' ก่อนนำผู้สังเกตุการณ์เข้ามา
23 พ.ย.54 เวลา 13.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยแกนนำ และส.ส.พรรค อาทิ นายกรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรค นายวีระชัย วีระเมธีกุล นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เข้าหารือและรับฟังความคิดเห็นจากสภาหอการค้าไทย โดยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง โดยภายหลังการหารือนายอภิสิทธิ์เปิดเผยว่า การมาครั้งนี้เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการ ภาคเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติมาตรการเยียวยาหลายอย่างในหลักการ แต่ก็เป็นห่วงขั้นตอนการปฏิบัติ ทางหอการค้าจึงอยากให้ฝ่ายค้านช่วยติดตาม และอยากให้ดูมาตรการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี รวมถึงความชัดเจนเรื่องแนวทางการใช้เงิน เพื่อฟื้นฟู รวมถึงป้องกันปัญหาในอนาคต เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนเห็นว่าการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่ภัยพิบัติ น่าจะสามารถชดเชยได้เลยโดยอัตโนมัติ ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบแบบขั้นบันได ตั้งแต่ 5,000-15,000 บาทต่อครัวเรือน ตามเวลาที่ถูกน้ำท่วมขัง ซึ่งจะใช้เม็ดเงินเพียง 30,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสามารถที่จะนำเงินจากโครงการรถคันแรกมาใช้ในส่วนนี้้ได้อย่างพอเพียง
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากการพูดคุยยังคงเป็นห่วงผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่รัฐบาลเลื่อนเวลาจากเดือน มค.เป็นเม.ย. ซึ่งหากเห็นว่า เอกชนรับภาระไม่ไหว รัฐบาลก็ควรเข้าช่วยเหลือ โดยชะลอการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือนำเงินกองทุนประกันสังคมมาชดเชยให้กับแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติทั้งหมด ซึ่งในส่วนนี้เป็นกฎหมายที่รัฐบาลชุดที่แล้วเคยเสนอ จึงอยากให้หยิบมาทบทวน เพราะจะเป็นการช่วยนายจ้างที่ไม่ได้ต้องการเลิกจ้าง แต่ไม่สามารถผลิตสินค้าในขณะนี้ได้ รวมทั้งในกฎหมายฉบับยังยกเว้นให้ลูกจ้างที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ ไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม
“รัฐบาลควรยกเลิกโครงการเมกกะโปรเจค แล้วนำเงินมาแก้ปัญหาให้ถูกจุด เพราะนโยบายบางอย่างของรัฐบาลนั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมกลับไม่ได้รับประโยชน์ เช่นโครงการพักชำระหนี้ ซึ่งให้เฉพาะลูกหนี้ก่อน 30 มิ.ย. นอกจากนี้ยังเห็นว่ารัฐบาลควรจะเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพราะมีข่าวว่านักลงทุนต่างชาติเตรียมย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเวียดนาม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
'อภิสิทธิ์'แนะ'รัฐ'เจรจาทวิภาคีกับ'กัมพูชา'ก่อนนำผู้สังเกตุการณ์เข้ามา
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงกรณีที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ออกมาแสดงจุดยืนว่าไม่ต้องการที่จะถอนกำลังทหาร ในพืนที่ทับซ้อนเพราะเกรงว่ามีปัญหาในเรื่องการเสียดินแดนว่า ตนได้ให้ความเห็นกับทางรัฐบาลไปแล้ว และเป็นแนวทางที่รัฐบาลที่แล้วกำหนดไว้ 2 เรื่องหลัก คือ 1. การจะทำให้มีการลดความตรึงเครียดตกลงกันในเรื่องของการถอนกำลัง ควรจะต้องทำเป็นข้อตกลงกับทางกัมพูชา และข้อตกลงแน่นอนจะต้องทำให้โปร่งใส ให้เห็นว่าไม่ได้มีผลกระทบต่ออธิปไตย การจะไปดำเนินการฝ่ายเดียวโดยไม่ทราบว่าอีกฝ่ายทำอะไร ไม่เป็นผลดี 2.อย่าเอา เรื่องของผู้สังเกตการณ์ของประเทศที่สาม มายุ่งเกี่ยวกับขั้นตอนที่จะตกลงกับกัมพูชา ในการที่จะถอนกำลังหรือไม่ เพราะไม่มี่ใครที่บอกว่าจะต้องมีคนมาดูการถอนทหาร ตรงนี้ได้เน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ถ้าตกลงกับกัมพูชาได้แล้ว ค่อยเอาฝ่ายที่ 3 ที่อยากสังเกตการณ์มา
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลนี้อ้างเหตุผลว่า รัฐบาลที่แล้วไม่มีการประท้วงมติของศาลโลก นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จริงๆแล้วเป็นการตัดสินใจของเรา และ รัฐบาลที่แล้วก็ระมัดระวัง จึงได้ตั้งคณะทำงาน เพื่อที่จะไปเจรจากับทางกัมพูชา ว่า ขั้นตอนการดำเนินงานหากจะมีการถอนกำลังทางทหาร จะต้องดำเนินการอย่างไร และการที่กองทัพมีท่าทีออกมาแบบนี้ ความชัดเจนของทางรัฐบาลควรจะเป็นไปตามนั้น เพราะรัฐบาลเองก็อ้างว่า วันที่มาขอความเห็นจากสภาฯได้มีการพูดคุยกับหลายฝ่ายแล้ว ซึ่งรมว.กลาโหมก็อยู่ในเหตุการณ์น่าจะทราบดี ส่วนเวลานี้แนวทางรัฐบาลเป็นอย่างไรตนยังไม่ทราบ
“ผมได้ให้ข้อคิดไปแล้ว แต่หลักการใหญ่ที่พูดมาตลอด ตั้งแต่ก่อนการประชุมคือ ก่อนที่รัฐบาลจะเดินหน้าต่อคือ ควรมีการเจรจาทวิภาคก่อน และ อย่าเพิ่งเอาผู้สังเกตการณ์จากประเทศที่ 3 เข้ามา รัฐบาลที่แล้วดำเนินการทุกอย่าง ปกป้องสิทธิประโยชน์และอธิปไตยของประเทศ จากเดิมที่กัมพูชาไปขอให้ศาลสั่งให้เราถอนทหารฝ่ายเดียว ในที่สุดศาลก็ไม่ได้สั่งและขณะเดียวกันเมื่อมีคำสั่งศาลมาแล้วเราก็ระมัดระวัง รัดกุมรอบคอบที่จะบอกว่า เป็นเรื่องที่เราต้องไปคุยกับกัมพูชา” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว



