
หลักคิด'บิ๊กบัง'ลืมอดีตคิดปัจจุบันสร้างอนาคต
หลักคิด'บิ๊กบัง'ลืมอดีตคิดปัจจุบันสร้างอนาคต : สัมภาษณ์พิเศษพล.อ.สนธิบุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความ ปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร โดย ปัญญา ทิ้วสังวาลย์
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ คมชัด ลึก ถึงการเสนอญัตติด่วนเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องที่คิดมานานตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 จากการพูดคุยร่วมกับนักวิชาการ นักธุรกิจ เพราะเห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลาง จึงขอให้นักวิชาการและนักธุรกิจมาเป็นตัวประสานในการทำให้คนในชาติเกิดความปรองดอง แต่เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองขึ้นก่อน ทำให้การผลักดันเรื่องการปรองดองแห่งชาติต้องหยุดไป
จากปัญหาของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในช่วงนี้จึงเห็นว่าคนไทยในส่วนลึกของหัวใจยังรักกันอยู่ ไม่มีการแบ่งสี จึงทำให้มองว่านำวิกฤติตรงนี้มาเป็นโอกาสในการทำให้สังคมไทยรู้รักสามัคคีกัน จึงได้พูดคุยกันในสภาถึงการปรองดอง โดยพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเป็นรายบุคคล รวมถึงพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับการปรองดอง ทุกคนก็เห็นดีด้วย เพราะปัญหาความขัดแย้งเกิดจากปัญหาการเมือง ปัญหาการเมืองที่ผ่านมาก็ไปใช้องค์กรต่างๆ เข้ามาหาวิถีทางแก้ไขแต่ก็แก้ไม่ได้ จึงตัดสินใจใช้สภา เพราะเห็นว่าการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง จึงเสนอยื่นญัตติด่วนการศึกษาการปรองดองแห่งชาติต่อสภา" พล.อ.สนธิ กล่าว
พล.อ.สนธิกล่าวต่อว่า ทางสภาได้เสนอตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา 38 คน มีตัวแทนจากคณะรัฐมนตรี และจากพรรคการเมืองตามสัดส่วน เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์งานเดินไม่เร็ว จึงนำบทสรุปของ คอป.ที่มี นายคณิต ณ นคร เป็นประธานมาต่อยอด ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า โดยร่วมกันศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้สังคมไทยปรองดองกันได้ ภายใต้แนวคิดหลักคือ ลืมอดีต คิดปัจจุบัน และสร้างอนาคต เชื่อว่า ถ้าทุกคนมีความตั้งใจให้เกิดการปรองดอง เห็นแก่บ้านเมือง และมาร่วมมือกันจะสามารถทำให้กลุ่มเสื้อสีต่างๆ หมดไปได้
ประธานกรรมาธิการปรองดองยืนยันว่า แนวคิดการปรองดองแห่งชาติกับพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษของรัฐบาลเป็นคนละเรื่องกัน เพราะกระบวนการปรองดองทำในรูปของสภานิติบัญญัติไม่เกี่ยวกับฝ่ายบริหาร อาจมีคนมองการทำเรื่องปรองดองอาจมีการซูเอี๋ยกัน เป็นธรรมชาติของคนไทย มีสื่อเสนอว่าตนเดินทางไปดูไบ ทั้งที่ไม่เคยไปมานานแล้ว เมื่อเริ่มจะทำอะไรมีคนไม่เห็นด้วยก็ต้องถูกโจมตีถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความจริงเป็นอย่างไรเรารู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่
"ผมไม่เคยเจอกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และไม่รู้ว่าจะเจอกันตรงไหน ต่างประเทศก็ไม่เคยไป ถึงไปก็ไปน้อยที่สุด ปีหนึ่งไม่กี่แห่ง การติดต่อทางโทรศัพท์ก็ไม่เคย เพราะไม่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกัน"
ส่วนแนวทางปรองดองโดยล้างความผิดบุคคลต่างๆในช่วงที่ผ่านมา พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ทางคณะกรรมาธิการไม่ได้หมายความว่าจะไปออกพระราชกำหนด หรือพระราชบัญญัติ เพียงแต่คิดว่าจะทำอย่างไรที่จะนำแนวคิดที่ไม่ตรงกันให้คิดไปในแนวทางเดียวกัน โดยให้องค์กรที่คณะกรรมาธิการมอบหมายงานให้สรุปข้อเสนอ เพื่อจะนำข้อเสนอดังกล่าวมาหารือ ส่วนรัฐบาลจะทำอะไรก็คนละส่วนกัน
ขณะที่มีหลายคนผิดหวังกับบทบาทของ"พล.อ.สนธิ" ที่วันนี้ไม่ใช่ "พล.อ.สนธิ" คนที่ทำการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน สถานการณ์วันนั้นเป็นอย่างไร เมื่อทำแล้วประชาชนคิดอย่างไร เพราะความเป็นประชาธิปไตยจะต้องมองดูความต้องการของประชาชนโดยแท้จริง ทุกคนรู้จัก พล.อ.สนธิ จริงหรือเปล่า เป็นจุดที่จะต้องมอง คนในเสื้อเหลืองเองมอง พล.อ.สนธิ ดีหรือไม่ ก็มองไม่ดีเหมือนกันเป็นธรรมดา ถามว่าเขาเหล่านั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเราคิดอย่างไร ถือเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย ต่างคนต่างมองไม่เหมือนกัน หรือวิเคราะห์ก็ไม่ตรงกัน เพราะแต่ละคนรู้ในข้อมูลกันคนละอย่าง เหมือนกับคนตาบอดคลำช้าง ธรรมดา อย่าไปท้อ ถ้าอยากเห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อยควรจะทำ
"ที่มาวันนี้อยากเห็นการปรองดองในประเทศ ดังนั้นเมื่อเรามีอำนาจหน้าที่ในการทำให้เกิดการปรองดองตามแนวทางทางการเมือง ส่วนจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ได้คาดหวัง แต่ขอให้มีความตั้งใจจริงที่อยากเห็นความปรองดองของประเทศ"
สำหรับจุดยืนบนสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน "พล.อ.สนธิ" กล่าวว่า ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่มีความรักประเทศไทยอยากเห็นประเทศมีความสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง ประชาชนรักใคร่ปรองดอง หลายประเทศเป็นแบบนั้น ทำไมเราถึงเป็นไม่ได้ มีความขัดแย้งเป็นสิบๆ ปี ไม่เลิกเสียที ในการทำไม่ง่าย แต่เป็นหน้าที่และจุดยืนของเรา เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามา และทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติเมื่อทำได้ก็ต้องทำ
พล.อ.สนธิคิดว่า ประเทศไทยจะไม่เกิดปฏิวัติรัฐประหารเหมือนในอดีต เพราะบทเรียนในอดีตรู้อยู่แล้วว่าไม่มีประโยชน์ ทุกคนรู้กันหมดแล้ว ไม่มีใครอยากย้อนไปในอดีต
ผมไม่ต้องการที่จะมาเป็นฮีโร่แต่ที่ผมทำคือการเป็นตัวประสาน หรือ เป็นตัวกลางที่เข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศไทย โดยผมมีเจตนาที่บริสุทธิ์ไม่ได้คำนึงถึงใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนจะต้องลืมอดีตให้หมดและหันหน้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหา ถ้าเราไม่ลืมอดีต ก็เดินไม่ได้ เราจะต้องลืมอดีต คิดปัจจุบัน และสร้างอนาคต ถ้าลืมไม่ได้ทุกอย่างก็จบ บ้านเมืองต้องมาก่อน คนที่ไม่เข้าใจก็ต้องยอมรับ ต้องมองภาพรวม ถ้าไม่สร้างการปรองดอง การพัฒนาประเทศของเราให้ยิ่งใหญ่ก็สร้างไม่ได้"
ส่วนที่มีคนมองว่าการลุกขึ้นมาของ"บิ๊กบัง" ครั้งนี้เพื่อต้องการกลับมามีอำนาจอีกครั้ง"พล.อ.สนธิ" กล่าวว่า คนมองไม่เข้าใจการเมือง คนที่มีพรรคการเมืองได้เข้ามาสองคนในสภา ถามว่าจะมีความยิ่งใหญ่ได้อย่างไร แต่ที่เข้ามาเพราะอยากเห็นประเทศเจริญรุ่งเรือง และอยากบอกว่าไม่ต้องการอะไร ทุกคนต้องคิดให้รอบคอบ อย่ามองที่คน ต้องมองที่ประเทศ



