ข่าว

อุตฯยานยนต์ชี้ม.ค.ฟื้นเกือบ100%

อุตฯยานยนต์ชี้ม.ค.ฟื้นเกือบ100%

23 พ.ย. 2554

น้ำท่วมทำอุตฯรถยนต์ไทยสูญ 2 แสนลบ. คาดงดโปรฯลดแลกแจกแถม'รถป้ายแดง' ชี้ ม.ค.55 ผลิตฟื้นเกือบ100% ด้านภาคธุรกิจ-อุตฯ จับมือเปิดรับแรงงานหมื่นคน ส่วนพาณิชย์เผย ส่งออกต.ค.ทรุดต่ำรอบ 2 ปี

          นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า ปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติในประเทศญี่ปุน และในไทยที่เกิดขึ้นในปี 2554 ได้ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องสูญเสียรายได้สูงถึง 2 แสนล้านบาท จากกรณีที่ไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้ 4 แสนคัน แบ่งเป็นผลกระทบจากสึนามิในประเทศญี่ปุ่น 1 แสนล้านบาท และน้ำท่วมในไทยอีก 1 แสนล้านบาท ส่งผลให้โรงงานประกอบรถยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายแห่งคงต้องลดโบนัสพนักงานในปีหน้าลงแน่นอน หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยให้โบนัสในอัตราหลายเดือน

          "เมื่อต้นปีสถาบันประเมินการผลิตรถยนต์ในไทยที่ 2 ล้านคัน แต่เจอปัญหาสึนามิที่ญี่ปุ่น ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกต้องลดกำลังการผลิต เพราะขาดแคลนชิ้นส่วน จนต้องตั้งเป้าผลิตใหม่ที่ระดับ 1.8 ล้านคัน แต่ไม่นานก็ต้องมาเจอปัญหาน้ำท่วมในไทยอย่างรุนแรงในประวัติศาสตร์ทำให้ต้องลดเป้าการผลิตเหลือ 1.6 ล้านคัน" นายวัลลภ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ค่ายรถยนต์ยังยืนยันจะไม่ปรับขึ้นราคา แต่ส่วนใหญ่จะคงหรือเลิกโปรโมชั่น ทั้งลด แลก แจก แถม ที่ปกติตัวแทนจำหน่ายจะใช้เป็นกลยุทธ์ในการดึงดูดลูกค้า

          ทั้งนี้ ผลกระทบจากน้ำท่วม คาดว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหม่จะหันไปตั้งโรงงานใน จ.นครราชสีมามากขึ้น เพราะมีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมน้อย และมีแรงงานจำนานมาก ที่สำคัญระยะทางไม่ห่างจากโรงงานประกอบรถยนต์นัก เพราะโรงงานประกอบส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคตะวันออก

          นายวัลลภ กล่าวว่า เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมปีนี้ ค่ายรถยนต์คงจะผลิตรถยนต์ได้ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเดินเครื่องเต็มที่ในเดือนมกราคม 2555 ยกเว้นโรงงานฮอนด้าที่ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมโรจนะที่คาดว่าจะกลับมาผลิตได้ในไตรมาส 2 ปีหน้า โดยในปีหน้าจะมีโรงงานประกอบรถยนต์ 3 ค่ายมาเปิดใหม่ มีกำลังการผลิตเฉลี่ยแห่งละไม่ต่ำกว่า 1 แสนคันต่อปี ขณะที่ค่ายฟอร์ด ผลิตรถยนต์ทั่วไป ค่ายซูซูกิ ผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) และค่ายมิตซูบิชิ ผลิตอีโคคาร์ ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตรวมทั้งหมดจะเกิน 3 ล้านคันต่อปี

          "คาดว่าค่ายต่าง ๆ พร้อมเดินเครื่องเต็มกำลังใน เดือนมกราคม มีกำลังการผลิตน่าจะเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์"

 

เปิดรับแรงงานหมื่นคนป้อนธุรกิจ-อุตฯ

 

          นายไซมอน แมททิวส์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย แมนพาวเวอร์กรุ๊ป เปิดเผยว่า แมนพาวเวอร์กรุ๊ปได้จับมือกับภาคธุรกิจ กลุ่มบริษัท และภาคอุตสาหกรรมกว่า 30 บริษัท ในการจัดโครงการตั้งศูนย์กลางช่วยเหลือแรงงานไทยร่วมฝ่าวิกฤติน้ำท่วม เพื่อเปิดรับแรงงานกว่า 1 หมื่นอัตราทั่วประเทศ โดยแมนพาวเวอร์กรุ๊ปจะเป็นศูนย์กลางในการสรรหาตำแหน่งงานป้อนไปยังหน่วยงานภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม

          "น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ร้ายแรงที่สุดในรอบทศวรรษ ส่งผลให้มีอัตราการว่างงานกว่า 8 แสนคน โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ จ.ปทุมธานี ที่มีสถานประกอบการถึง 10,982 แห่ง และลูกจ้างอีก 406,940 คน ที่ได้รับความเดือดร้อน" นายแมททิวส์ กล่าว

          ทั้งนี้ บริษัทที่เข้าร่วมโครงการการจัดตั้งศูนย์กลางช่วยเหลือแรงงานไทยร่วมฝ่าวิกฤติน้ำท่วม เช่น บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน), บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมทั้งทางภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคกลาง ที่ให้ความช่วยเหลือในการเปิดรับแรงงานทั่วประเทศ

          นายแมททิวส์ กล่าวอีกว่า แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าหากลุ่มพันธมิตรเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการหาตำแหน่งว่างงานให้แก่ผู้ประสบภัย โดยทำการประสานงานในกลุ่มภาคธุรกิจ  ภาคอุตสาหกรรม ถึงความต้องการในการรับแรงงาน หาตำแหน่งที่เหมาะสม อัตราค่าจ้างที่เป็นธรรม ตลอดจนสวัสดิการต่าง ๆ ที่เหมาะสมให้แก่กลุ่มแรงงานที่ต้องการเข้าทำงาน

          ด้าน น.ส.สุขกมล โสภาโชติ ผู้จัดการแผนกแรงงานสัมพันธ์ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ตัวแทนจากบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฟอร์ดมีการเปิดรับแรงงาน 500 อัตรา ซึ่งแรงงานที่ต้องการสมัครเข้าทำงานสามารถสมัคร โดยผ่านกระบวนการสรรหาตามปกติของบริษัท โดยเริ่มต้นเป็นลูกจ้างชั่วคราว และถ้าทำงานครบตามกำหนด 4 เดือน สามารถสอบเป็นพนักงานประจำได้ทันที 

 

ยอดส่งออกต.ค.ทรุดต่ำรอบ2ปี พิษน้ำท่วมนิคมฯอุตสาหกรรมสำคัญหยุดผลิต

 

          นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยตัวเลขการส่งออกเดือนตุลาคม 2554 ว่า มีมูลค่าส่งออก 17,192 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 0.3% แต่หากคิดในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 520,221 ล้านบาท ลดลง 0.4% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 2 ปี อีกทั้งมองว่าแนวโน้มการส่งออกของไทยยังจะลดลงต่อเนื่องไปอีก ทั้งเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม 2554 และคาดว่าการส่งออกจะลดลงถึงไตรมาส 1 ของปี 2555

          สำหรับผลกระทบที่ทำให้การส่งออกในเดือนตุลาคมลดลง มาจากนิคมอุตสาหกรรมกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมทำให้ไม่สามารถส่งออกได้ อีกทั้งกว่าจะฟื้นฟูกลับมาดำเนินการด้านการส่งออกได้ก็ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูนาน ซึ่งส่งผลให้การส่งออกในไตรมาส 4 ของปี 2554 นี้จะลดลง 15% อย่างไรก็ตาม การส่งออกทั้งปีก็ยังคงเป้าที่ 15%

          "การส่งออกที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นผลมาจากนิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และกว่านิคมอุตสาหกรรมจะฟื้นฟูกลับมาผลิตได้ก็ต้องใช้เวลานานกว่า 6 เดือน" นายศิริวัฒน์ กล่าวและว่า การส่งออกอุตสาหกรรมสำคัญในเดือนตุลาคมได้ลดลง 11.8% เช่น เลนส์ ลดลง 37.8% แต่การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังขยายตัวต่อเนื่อง 35.8% อาทิ ยางพารา ขยายตัวถึง 59.8% และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ขยายตัว 44.2% แต่ในส่วนของข้าวมูลค่าการส่งออกลดลง 4.7%

          อย่างไรก็ตาม การส่งออกในช่วง 10 เดือนของปี 2554 มีมูลค่า 196,769 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.8% และหากคิดในรูปของเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 5,911,774 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.1%

          ทั้งนี้ ตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงยังคงขยายตัว 10.1% โดยเกาหลีใต้ขยายตัว 22.5% จีน 21.1% ส่วนตลาดหลัก ขยายตัวลดลง 4.0% เป็นการลดลงของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา 11.1% และ 5.5% ตามลำดับ และตลาดศักยภาพรองขยายตัวลดลง 9.1% ซึ่งเป็นการลดลงของทวีปออสเตรเลีย 27.9%

          ขณะที่ตัวเลขการนำเข้าเดือนตุลาคม 2554 มีมูลค่า 18,201 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.5% หากคิดในรูปเงินบาทการนำเข้ามีมูลค่า 557,671 ล้านบาท เพิมขึ้น 20.6% ส่วนการนำเข้าในระยะ 10 เดือน 2554 มีมูลค่า 192,498 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.1% หากคิดในรูปเงินบาทการนำเข้ามีมูลค่า 5,854,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.0% ส่งผลให้เดือนตุลาคม 2554 ไทยขาดดุลการค้า 1,009 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดในรูปเงินบาทขาดดุลมูลค่า 37,450 ล้านบาท ส่วนในระยะ 10 เดือนแรกของปีนี้ ไทยยังคงเกินดุลการค้ารวม 4,271 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 57,235 ล้านบาท