
'รื้อ'หรือ'กั้น'ใครกันได้เสีย
มาตรการดังกล่าวส่งผลเสียต่อทั้งสองฝ่าย ซึ่งจริงๆ แล้วรัฐบาลต้องชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบถึงผลกระทบที่จะได้รับก่อนที่จะทำ ซึ่งการสื่อสารในส่วนนี้ขาดหายไป...
สภาพอากาศร้อนระอุในช่วงบ่ายที่ว่าเดือดแล้ว ยังไม่อาจสู้อุณหภูมิบริเวณคันกั้นน้ำรอบกรุงที่ชาวบ้านฝั่งเหนือและใต้แนวคันกั้นน้ำต่างกำลังเครียด และอยู่ในสถานการณ์เผชิญหน้ากัน บางจุดเลยเถิดเกิดการบุกทำลายแนวคันเจ้าปัญหา และเหตุการณ์แบบนี้คาดว่าน่าจะมีตามมาอยู่เป็นระยะ... ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังมองไม่เห็นทางออก จะ"กั้น" หรือจะ "รื้อ"ใครได้ใครเสีย มาฟังความเห็นของสังคมกันบ้าง โดยเริ่มจาก "เอมี่" โสมรัศม์ รัตนวานิช สาวหน้าใสวัย 20 ปลายๆ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย บริษัท ลิ้งค์เลเทอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรู้สึกเห็นใจทั้งสองฝ่าย สำหรับฝ่ายที่อยู่ใต้แนวคันกั้นน้ำปริมาณน้ำก็จะลดลง ส่วนประชาชนที่อยู่เหนือแนวคันกั้นน้ำกลับต้องผจญอยู่กับปัญหาน้ำท่วมขังนานนับเดือนซึ่งน่าเห็นใจมาก "ถ้าการรื้อแนวคันกั้นน้ำไม่ว่าจะเป็นจุดไหนก็ตาม หากจะช่วยให้ปริมาณน้ำอีกฝั่งลดลงบ้าง ได้แบ่งเบาความเดือดร้อนจากอีกฝ่ายที่น้ำท่วมขังมานานนับเดือน เอมี่คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ควรมีการจัดการให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม คือถ้าจะมีการรื้อแนวออกจริงก็ควรบอกให้อีกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบรู้ตัวก่อนด้วย เพื่อจะได้หาทางตั้งรับ ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจะได้ลดลงด้วย" สาวนักกฎหมายให้ความเห็น
ด้านสาวเสียงดี "เหลียน" โสรัส อมาตยกุล กลับเห็นต่างโดยบอกว่า รู้สึกสลดใจกับการรื้อบิ๊กแบ็กของประชาชน ตอนนี้หลายๆ ฝ่ายควรจะหันมามองถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักก่อน เพราะกรุงเทพฯ ชั้นในถือเป็นฐานเศรษฐกิจหรือหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ที่ผ่านมานิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เกิดความเสียหายไปมากกว่า 1,000 ล้านบาทแล้ว หากยังไม่กั้นน้ำที่จะไหลเข้ามาอีกนิคมอุตสาหกรรมที่เหลืออาจจะเสียหายเป็นหมื่นล้านก็ได้ "ตอนนี้อยากให้ทุกคนมองถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นอันดับแรกก่อน น้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายมาแล้วหลายจังหวัด โดยเฉพาะต่างจังหวัดซึ่งเขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้ำมาเป็นเดือนๆ แต่คนกรุงเทพฯ น้ำท่วมแค่ 2 อาทิตย์ กลับทนไม่ไหวประท้วงจะปิดโทลล์เวย์กันแล้ว อยากจะให้ทุกคนมีความอดทนกันสักนิด เพราะตอนนี้ทุกหน่วยงานทุกองค์กร พยายามระดมความช่วยเหลือไปให้อย่างเต็มกำลัง ดังนั้นอย่ามองแต่ตัวเองเป็นหลัก ต้องมองภาพรวมของประเทศทั้งหมดก่อน เพิ่มความหนักแน่นในจิตใจของตัวเอง แล้วเราจะผ่านวิกฤติการณ์เลวร้ายเหล่านี้ไปได้" เหลียน กล่าว
ขณะที่นักบริหารหนุ่ม "อาร์ท" วิทูวัฒน์ อังศนานนท์ แห่งบริษัท เอชทูโอ ไฮโดร จำกัด มองว่าแท้จริงแล้วทุกฝ่ายควรมีความมั่นใจในระบบที่วางไว้ และไว้ใจให้รัฐบาลแก้ปัญหา ที่สำคัญต้องไม่มีการแบ่งแยกว่าใครเป็นฝ่ายไหน แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดเจนว่าฝ่ายหนึ่งมองว่าทำไมตัวเองต้องถูกน้ำท่วมขังฝ่ายเดียวขณะที่อีกฝั่งแห้งหรือน้ำน้อยกว่า "ผมว่าอยู่ที่วินัยในการใช้ชีวิต บ้านผมอยู่ย่านประชาชื่นวันหนึ่งมีเสียงตามสายจากผู้นำชุมชนว่า รัฐบาลกำลังจะเปิดประตูระบายน้ำ ใครไม่เห็นด้วยให้มารวมตัวกันเยอะๆ แล้วไปกดดันเพื่อไม่ให้เราท่วม ผมก็อยู่ใต้น้ำเหมือนกันบ้านก็ยังไม่ท่วมแต่ไม่ไปกับเขา เพราะเชื่อในระบบที่เขากำลังแก้อยู่ ที่เชื่อแบบนี้เพราะความคิดส่วนหนึ่งถูกปลูกฝังมาตั้งแต่โตที่อเมริกาเขาสอนให้เชื่อ ตอนพายุเฮอริเคนเข้าโจมตีอเมริกา ฝรั่งก็มีขัดแย้งกันนะไม่ใช่ไม่มี แต่ส่วนใหญ่ให้โอกาสรัฐบาลแก้ปัญหา สำหรับบ้านเราทราบว่าปัญหามีหลายระดับก็รู้ว่าเหนื่อยกันมามาก แต่ก็เชื่อว่าถ้าคนไทยเข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจกัน อดทนหน่อยทั้งสองฝ่าย ปัญหาก็จะไม่บานปลาย" นักบริหารหนุ่ม แสดงความปรารถนา สถานการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมมีทั้งฝ่ายได้และเสียประโยชน์
สาวนักเรียนนอก "มีมี่" อนงค์นาฏ อำนวยพล มองว่า เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย เพราะบ้านที่อยู่นอกคันกั้นน้ำจะได้รับผลกระทบจากน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำซึ่งประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอาจจะยอมรับความแตกต่างตรงนี้ไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐบาลต้องชี้แจงรายละเอียดในส่วนนี้ให้แก่ประชาชนทั้งสองฝ่ายได้รับทราบ เพื่อสร้างความเข้าใจและบรรเทาทุกข์ของผู้ที่อยู่นอกคันกั้นไปด้วย "การกั้นบิ๊กแบ็กทำให้มีความเหลื่อมล้ำกันมากเกินไป เห็นแล้วสงสารบ้านที่เขาน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มาตรการดังกล่าวส่งผลเสียต่อทั้งสองฝ่าย ซึ่งจริงๆ แล้วรัฐบาลต้องชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบถึงผลกระทบที่จะได้รับก่อนที่จะทำ ซึ่งการสื่อสารในส่วนนี้ขาดหายไป ทำให้ประชาชนหลายๆ ฝ่ายเกิดความไม่พอใจ แล้วแสดงความโมโหออกมาด้วยการรื้อบิ๊กแบ็ก บ้านมี่อยู่แถวรัชวิภาซึ่งโชคดีมากที่หมู่บ้านสูง และคนในหมู่บ้านร่วมมือร่วมใจกันช่วยป้องกันกันอย่างดี ทำให้น้ำไม่ท่วมในหมู่บ้านแต่รอบนอกน้ำท่วมไปแล้ว ตรงนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สถานการณ์แบบนี้หากเราร่วมมือร่วมใจกัน ทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน ดีกว่าจะมองว่าใครได้เปรียบและเสียเปรียบกว่ากัน" มีมี่ กล่าว หลากมุมมองท่ามกลางการหาข้อยุติ ก็ได้แต่หวังว่าปัญหาจะลงเอยได้ด้วยดีอย่างที่หลายคนคาดหวัง...



