ข่าว

เรื่องชายแดนของเมืองกรุง

เรื่องชายแดนของเมืองกรุง

22 พ.ย. 2554

เรื่องชายแดนของเมืองกรุง : ประชาธิปไตยฯที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

         เรื่องกระสอบทรายยักษ์ (big bag) นั้น กลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วทำท่าว่าจะต่อเนื่องไปอีกสักพัก ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เดือดร้อนจริง หรือเป็นเพราะว่าทาง/กระแสข่าวนั้นเป็นไปเช่นนั้น เพราะเริ่มมีความสำเร็จในเรื่องของการบริหารจัดการวิกฤติอุทกภัยในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา
   
          ประเด็นสำคัญของข่าวก็สรุปง่ายๆ ได้ว่า น้ำไม่ท่วมเมืองกรุงเทพฯ ชั้นในแล้ว ทั้งนี้อาจจะด้วยเหตุผลสำคัญสักสองสามข้อ นั่นคือหนึ่งไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม น้ำทะเลไม่หนุน น้ำที่มีอยู่เริ่มแผ่ออกมากกว่าเน้นอยู่ในพื้นที่เดียว ระบบสูบน้ำของกรุงเทพฯ สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และที่สำคัญก็คือการมีกระสอบทรายยักษ์ที่ทำให้น้ำที่ทะลักมาอย่างสูงและแรงนั้นชะลอลง
   
          แต่ขณะเดียวกันก็จะเห็นความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน (คือส่วนหนึ่งน้ำลดลงเรื่อยๆ หรือแห้ง กับอีกฝั่งหนึ่งน้ำไม่ลด) ระหว่างพื้นที่เหนือกระสอบทรายยักษ์ และประตูระบายน้ำ ทั้งที่ส่วนหนึ่งนั้นพื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ หรือเป็นพื้นที่รอยต่อของกรุงเทพฯ กับปริมณฑล
   
          เรื่องนี้ทำให้คิดย้อนไปถึงประเด็นที่เราเคยพูดถึงมานาน และเรารู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวสักสองเรื่อง หนึ่งก็คือ เรื่องของการเมืองเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ (hydro-politics) ที่เกี่ยวเนื่องกับการเปิดปิดประตูเขื่อนต่างๆ ของชาวบ้านเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน และสองคือ เรื่องของการเมืองเกี่ยวกับชายแดน (border-politics) ที่เกี่ยวเนื่องกับการทำความเข้าใจกับความลื่นไหลและแรงตึงเครียดกับการกำหนดเส้นแดนของพื้นที่
   
          กระแสตอนต้นสัปดาห์ที่แล้วในหน้าสื่อยังคงเป็นเรื่องของการมองว่าคนที่อยู่เหนือแนวกระสอบทรายยักษ์นั้นเป็นชาวบ้านที่ไม่มีความอดทน และไม่มีความรู้พอที่จะเข้าใจว่า การรื้อคันกระสอบทราย (รวมทั้งทำลายหูประตูระบายน้ำ) นั้น นอกเหนือจากจะทำให้สถานการณ์น้ำทะลักเข้ามา (มีการทำนายว่าทำให้ทะลักเข้ามาลึกเท่าไหร่) จนถึงกรุงเทพฯ ชั้นใน ยังจะแสดงให้เห็นว่าน้ำในฝั่งเหนือแนวกระสอบทรายก็ไม่ได้ลดลง
   
          ข่าวยังต่อเนื่องไปถึงการพยายามเปิดโปงว่ากระแสการรื้อคันกั้นน้ำต่างๆ นั้น เกี่ยวเนื่องกับบรรดานักการเมืองของพรรครัฐบาลเอง (ขณะที่ไม่มีการทำข่าวนักการเมืองของพรรคฝ่ายค้านที่อยู่ในพื้นที่อื่นที่ถูกน้ำท่วมในกรุงเทพฯ เช่นกันว่าเขาได้ทำหน้าที่อะไรบ้าง หรือไม่มีการทำข่าวสภา กทม.ใดๆ ทั้งสิ้น)
   
          อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพัฒนาการของข่าวต่อไปเรื่อยๆ สิ่งที่พบก็คือ เราเริ่มเห็นทุกข์ยากของชาวบ้านเหนือแนวกั้นน้ำอย่างชัดเจน และพบว่าเขาต้องการเจรจาเพื่อหาทางเยียวยา ชดเชย มากกว่าที่จะเอาแต่ใจดังที่ได้มีภาพในตอนแรก แต่ประเด็นต่อมาก็คือ ใครล่ะที่จะต้องเป็นผู้เจรจา ระหว่าง ศปภ. และ กทม.
   
          ประเด็นที่ผมคิดว่ามีความชัดเจนมากขึ้นก็คือ ความเหลื่อมล้ำของพื้นที่มีจริง ทัศนคติที่เต็มไปด้วยอคติมีจริง การเกี่ยงกันจัดการมีจริง แล้วเราจะมองเรื่องนี้ในมุมอื่นเพื่อตั้งหลักหาทางออกได้อย่างไรบ้าง?
   
          ผมเสนอว่า เราคงต้องตั้งหลักคิดว่าต่อไปนี้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้นอาจจะต้องเป็นหน้าที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล มากกว่ากรุงเทพฯ อย่างดี อย่าลืมว่าเรามีโครงสร้างหน่วยงานมากมายที่ทำงานในพื้นที่เมืองที่ขยายไปกว่าเมืองในทางบริหาร ในนามของ "กรุงเทพฯ และปริมณฑล" อาทิ การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง เลขหมายโทรศัพท์ที่ขึ้นด้วย 02 หรือ ขสมก. เป็นต้น ดังนั้นเราอาจจะต้องมีคณะกรรมการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่มี กทม และจังหวัดอื่นๆ ทำงานร่วมกัน
   
          และในอีกด้านหนึ่งเราต้องมองในพื้นที่ย่อย นั่นคือต้องเอาพื้นที่ที่เป็นแกนมาตั้งมากกว่าพรมแดน อาทิ ถ้ามีปัญหาสองฝั่งพรมแดนก็ให้เอาตรงนั้นเป็นศูนย์กลาง เช่นพื้นที่รอยต่อกรุงเทพฯ และนนทบุรี ก็ต้องมองว่าตรงนั้นคือศูนย์กลางมากกว่าการผลักภาระด้วยแนวป้องกันน้ำ การมีกรรมการร่วมของสองพื้นที่นั้นเป็นไปตามธรรมชาติของพื้นที่ที่ผู้คนเขาใช้ชีวิตกันในแต่ละวัน
   
          สรุปว่าเรื่องการเมืองเรื่องทรัพยากรน้ำและชายแดนนั้นอยู่ใกล้เรามากกว่าที่คิดครับ