ข่าว

'30หน่วยงานรัฐ'อุปสรรคแก้ปัญหาน้ำ

'30หน่วยงานรัฐ'อุปสรรคแก้ปัญหาน้ำ

22 พ.ย. 2554

'30หน่วยงานรัฐ'อุปสรรคแก้ปัญหาน้ำ : โต๊ะรายงานพิเศษ

          มหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่กำลังสร้างวิกฤติให้ประเทศไทยครั้งนี้ ทำให้หลายหน่วยงานตั้งคณะกรรมการและกลุ่มนักวิชาการขึ้นมาหลายชุด เพื่อศึกษาวิธีรับมืออย่างจริงจังทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หนึ่งในนั้นคือการระดมสมองผู้เชี่ยวชาญปัญหาน้ำท่วมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการขอความร่วมมือจากเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่เคยประสบภัยน้ำท่วมจนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปเกือบ 2,000 คน เมื่อ พ.ศ.2499 พื้นที่เนเธอร์แลนด์เกือบร้อยละ 30 อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้มีการคิดค้นระบบระบายน้ำและเทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมหลากหลายรูปแบบ เช่น เขื่อน คันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ กังหันระบายน้ำ ฯลฯ
   
          ดร.จอร์จ ฟาน แดร์ เมอเลน (Dr.George G. van der Meulen) ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองและการจัดการน้ำ จาก สถาบันซีเคไอ (Compuplan Knowledge Institute of Applied geo-Informatics : CKI)หนึ่งในทีมงานจากเนเธอร์แลนด์ ที่เข้ามาศึกษาปัญหาน้ำท่วมในเมืองไทยกว่า 30 ปี เปิดใจให้สัมภาษณ์แก่ “คม ชัด ลึก” ถึงปัญหาน้ำท่วมในเมืองไทย พร้อมตอบคำถามสำคัญที่คนไทยทั่วประเทศอยากรู้ว่า สถานการณ์เลวร้ายที่สุดผ่านพ้นไปหรือยัง ? ระบบป้องกันน้ำท่วมแบบใดที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศของไทย ? และคนไทยควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดมหันตภัยน้ำท่วมขึ้นอีกในอนาคต ?   

          หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 ที่หาดใหญ่กับนครราชสีมา รัฐบาลไทยได้เชิญ "ดร.จอร์จ" และผู้เชี่ยวชาญจากเนเธอร์แลนด์เข้าร่วมวางแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยพิบัติโดยท้องถิ่น ในชื่อ “โครงการวางแผนจัดการที่ดินและน้ำเพื่อเมืองอย่างบูรณาการ” โดยเลือกพื้นที่นำร่อง 4 แห่งคือ อ.ท่าขาม จ.สุราษฎร์ธานี, อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช, อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา และ อ.เมืองน่าน ขณะกำลังสำรวจข้อมูลเบื้องต้นเกิดภัยน้ำท่วมใหญ่ขึ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก ทีมงาน 8 คนจาก 5 องค์กรถูกเรียกตัวให้มาระดมสมองหาวิธีแก้ไขน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน
   
          ดร.จอร์จ ยอมรับว่าการแก้ปัญหาในช่วงแรกทำได้ช้าเพราะมีหน่วยงานรัฐเกี่ยวข้องหลายส่วน แต่ไม่มีเจ้าภาพในการตัดสินใจ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ น้ำจึงทะลักเข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพ ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ผ่านช่วงเลวร้ายที่สุดหรือยังนั้น จากการวิเคราะห์แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญทั้งคนไทยและต่างชาติ ทำให้พบ 3 คำตอบที่แตกต่างกัน
   
          "กลุ่มแรกเชื่อว่ามันผ่านไปแล้วตั้งแต่น้ำท่วมทะลักเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ แม้ว่าจะยังไม่ถึงชั้นในสุดย่านธุรกิจสำคัญก็ตาม ช่วงนี้ปัญหาเริ่มผ่อนคลายจากการระบายน้ำที่ได้ผล ส่วนกลุ่มที่ 2 เชื่อว่ายังสถานการณ์เลวร้ายยังไม่ผ่านพ้นไป แต่เป็นช่วงเริ่มต้น เพราะคนภาคกลางต้องจมน้ำต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 9 เดือน เนื่องจากพื้นดินอุ้มน้ำไว้เต็มที่แล้ว แต่น้ำยังล้นเขื่อน น้ำเต็มแม่น้ำลำคลองและน้ำเต็มท้องทุ่ง ดังนั้นน้ำยังท่วมต่อเนื่องอีกหลายเดือน ส่วนกลุ่มที่ 3 วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ยังต้องลุ้นอีก เพราะแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา หรือเขื่อนยาวกว่า 77 กม.ที่ยาวต่อเนื่องตั้งแต่ฝั่งธนบุรีจนถึงฝั่งพระนครนั้นอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการพังทลายมาก มันอ่อนแอจากการถูกคลื่นซัดต่อเนื่องมานานหลายเดือน วันไหนเขื่อนริมเจ้าพระยาแตก วันนั้นถึงจะเรียกว่าสถานการณ์เลวร้ายสุด” ดร.จอร์จ วิเคราะห์
   
          สำหรับวิธีป้องกันปัญหาน้ำท่วมในอนาคตนั้น ดร.จอร์จวิเคราะห์ว่า จากประสบการณ์กว่า 30 ปีที่เขาวนเวียนเข้าออกประเทศไทยเพื่อศึกษาเรื่องน้ำท่วมนั้น พบว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นทุกปีแต่เปลี่ยนพื้นที่ไปเรื่อยๆ เช่น ที่โคราช หาดใหญ่ ภาคเหนือ ฯลฯ แต่ไม่เคยหนักเท่าปีนี้มาก่อน ดังนั้นการสร้างแนวป้องกันน้ำต้องทำพร้อมกัน ตั้งแต่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ริมฝั่งทะเลและแม่น้ำสายสำคัญๆ ในภูมิภาคต่างๆ ควรสร้างแนวกั้นน้ำหรือ เส้นทางระบายน้ำที่เรียกว่า ฟลัดเวย์ (Floodway) รูปแบบใดก็ได้ แต่ต้องให้เหมาะสมกับภูมิประเทศบริเวณนั้น อาจมีความจำเป็นต้องย้ายชุมชนบางแห่งริมแม่น้ำออกไป เพื่อนำพื้นที่มาเป็นสร้างแนวกั้นน้ำ ดังนั้นควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนด้วย
   
          ส่วนการป้องกันมหันตภัยน้ำท่วมในอนาคต ดร.จอร์จ ยอมรับว่าทำยากที่สุด เนื่องจากประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมมากถึง 30 องค์กร การทำงานแยกส่วนไม่ได้คิดและตัดสินใจร่วมกัน หากจะแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ให้วิกฤติเหมือนที่เกิดขึ้นครั้งนี้ สิ่งแรกที่ควรทำ คือ ตั้งหน่วยงานหลักขึ้นมาดูแล จะเป็นกระทรวงหรือหน่วยงานรัฐแบบใดก็ได้ เช่นที่เนเธอร์แลนด์เรียกว่า Ministry of Infrastructure and the Environment เป็นหน่วยงานเฉพาะที่ดูแลและตัดสินใจแก้ไขภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้น 
   
          "ที่สำคัญต้องวางแผนระยะสั้นและระยะยาวต่อเนื่อง มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน เช่น แผนระยะยาว 50 ปี หรือ 100 ปี จะสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมอย่างไร ส่วนระยะสั้น 2 ปี  5 ปี 10 ปี ต้องสร้างให้สอดคล้องกับแผนระยะยาว วันนี้รัฐบาลไทยตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุดแล้ว เน้นการฟื้นฟู แต่ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าทำไมน้ำท่วมหนักปีนี้ มีข้อผิดพลาดตรงไหนบ้าง หลักการวิจัยต้องหาต้นเหตุก่อน แล้วค่อยคิดหาวิธีป้องกัน จากนี้ไปคงต้องติดตามว่ารัฐบาลมีแผนดำเนินการอย่างไร ผมหวังว่าแม้พรรคการเมืองเปลี่ยน แต่แผนน้ำท่วมที่จัดทำขึ้นต้องไม่เปลี่ยนตาม” ดร.จอร์จ กล่าวแนะนำทิ้งท้าย