
รวบยกแก๊งลักมอเตอร์ไซค์ขายพม่า
รวบยกแก๊งลักมอเตอร์ไซค์ขายพม่า : ตะลุยข่าว โดยโต๊ะรายงานพิเศษ
ตำรวจหลายหน่วยงานใน บช.ภ.2 สนธิกำลังทลายเครือข่ายแก๊งโจรกรรมรถจักรยานยนต์ข้ามชาติรายใหญ่ รวบผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนไทย 6 คน ได้แก่ นายทรงพล ป้อมสาหร่าย อายุ 37 ปี นายวิศิษย์ ทรัพย์มาก อายุ 35 ปี นายประเสริฐ อับดุลเลาะ อายุ 48 ปี นายคงศักดิ์ เลาะประสิทธิ์ อายุ 29 ปี นายสุชิน ราษฎร์ประเสริฐ อายุ 42 ปี และ นายสาคร มีบาง อายุ 33 ปี พร้อมชาวพม่าอีกที่ร่วมก่อเหตุอีก 2 คน ได้แก่ นายนุ หรืออ๊อด มูหะหมัด อายุ 56 ปี และนายมิว อายุ 33 ปี ซึ่งการโจรกรรมแต่ละครั้ง มักเลือกทำเลที่มีผู้คนพลุกพล่านตามย่านตลาดนัด โดยใช้เวลาก่อเหตุเพียงคันละ 30 วินาทีเท่านั้น!!
หลังจากแก๊งโจรกรรมรถจักรยานยนต์แก๊งนี้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียง พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รรท.ผบช.ภ.2 สั่งการให้ พล.ต.ต.โกศล บัวเวส รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.นิวัฒน์ รัตนธรรมวัฒน์ รอง ผบช.ภ.2 และ พล.ต.ต.กิตติพงษ์ เงามุข ผบก.สส.ภ.2, พ.ต.อ.สมนึก จันทร์เกตุ ผกก.สภ.บางละมุง, พ.ต.ท.ศุภชัชจ์ เปี่ยมมนัส รอง ผกก.ปป. พร้อมชุดสืบสวน สภ.บางละมุง สภ.เมืองพัทยา และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนของ บก.สส.ภ.2 ร่วมกันสืบสวน
จนนำไปสู่การจับกุมคนร้ายได้ยกแก๊ง 8 คน พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลางอีก 13 คัน โดยของกลางทั้งหมดเป็นรถจักรยานยนต์แบบผู้หญิง เกียร์ออโตเมติก และเกียร์ธรรมดา ถูกโจรกรรมมาจากพื้นที่ต่างๆ ใน จ.ชลบุรี จ.ระยอง และ จ.จันทบุรี แยกเป็นของกลางที่ถูกขโมยในพื้นที่ สภ.บางละมุง 6 คัน, พื้นที่ สภ.เมืองพัทยา 3 คัน, พื้นที่ สภ.แสนสุข 1 คัน และพื้นที่ไม่ทราบแน่ชัดอีก 3 คัน พร้อมแผ่นป้ายทะเบียน, แผ่นป้ายภาษี, สำเนาทะเบียนรถจักรยานยนต์ที่ถูกโจรกรรม รวมถึงอุปกรณ์งัดแงะ ประเภทคีมปากยาวดัดแปลงให้ปลายแหลมและแบน ไขควงแบน เครื่องมือซ่อมรถจักรยานยนต์ดัดแปลงไว้ใช้สำหรับงัดแงะลักรถจำนวนมาก
เบื้องหลังการจับกุม เมื่อชุดสืบสวนได้รับคำสั่งพยายามหาเบาะแสรวมถึงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับแก๊งโจรกรรมรถจักรยานยนต์ จนกระทั่งทราบข้อมูลในเชิงลึกจากสายลับ และพบประวัติพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยสอดคล้องกันว่า นายทรงพล มีพฤติการณ์เป็นหัวหน้าแก๊งโจรกรรมรถจักรยานยนต์รายใหญ่ในพื้นที่ สภ.เมืองพัทยา และ สภ.บางละมุง โดยจะนำรถจักรยานยนต์ที่โจรกรรมมาให้พรรคพวกเพื่อนร่วมแก๊งนำไปขายต่อให้แก่ผู้รับซื้อในเขตพื้นที่ จ.ชลบุรี และบางส่วนส่งไปขายต่อยังประเทศพม่า ผ่านทาง อ.แม่สอด จ.ตาก โดยร่วมกับพวกในแก๊งที่เป็นชาวพม่าช่วยนำรถส่งไปขายต่อ
เมื่อข้อมูลเริ่มชัดเจน ชุดสืบสวนวางกำลังสับเปลี่ยนหมุนเวียนสะกดรอยตามการใช้ชีวิตประจำวันของนายทรงพล โดยใช้ระยะเวลานานเกือบ 3 วัน จนกระทั่งชุดสืบสวนพบเห็นนายทรงพลกำลังโจรกรรมรถจักรยานยนต์เพิ่งแล้วเสร็จ 1 คัน จึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานเพื่อขอตรวจค้นจับกุมได้คาหนังคาเขา
ชุดสืบสวนจึงขยายผลการสอบสวน นายทรงพลรับสารภาพว่า ก่อเหตุโจรกรรมรถจักรยานยนต์ของประชาชนมาแล้วมากกว่า 50 คัน โดยรับใบสั่งจากนายทุนที่มีโกดังใหญ่แห่งหนึ่งย่านบางนา กรุงเทพฯ เป็นผู้สั่งว่าต้องการรถจักรยานยนต์ยี่ห้อใด รุ่นใด จึงตระเวนหาตามตลาดนัดใหญ่ๆ ในพื้นที่ จ.ชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียง หลังจากโจรกรรมรถจักรยานยนต์ได้ก็นำไปขายให้เพื่อนร่วมแก๊งที่รับซื้อทั้งเงินสดและเงินผ่อน ในราคาคันละ 2,000-3,000 บาท และนำไปให้นายนุ ชาวพม่าเพื่อนำส่งไปขายต่อโดยมีเพื่อนร่วมแก๊งช่วยกันส่งรถจักรยานยนต์ไปยังจุดพักรถจักรยานยนต์ ก่อนที่จะถูกลำเลียงไปยังประเทศพม่า
"อุปกรณ์โจรกรรมก็ทำขึ้นเองโดยใช้คีมปากยาวที่ปลายด้ามจับของคีมฝนให้แหลมและแบน เมื่อพบรถจักรยานยนต์ที่ต้องการแล้ว จะใช้อุปกรณ์ที่ทำขึ้นมาเองแทงใส่สวิตช์กุญแจให้กุญแจพัง สามารถปลดล็อกคอบังคับเลี้ยว และสามารถสตาร์ทเครื่องติด แล้วขี่รถจักรยานยนต์ได้หลบหนีไปซ่อนไว้ โดยใช้เวลาโจรกรรมเพียงแค่ 30 วินาทีต่อคัน เมื่อได้ยอดรถจักรยานยนต์ครบตามใบสั่งก็จะทยอยไปไว้ที่จุดพักรถในกรุงเทพฯ ซึ่งจะมีช่างกุญแจคอยทำกุญแจ เพื่อใช้เปิดเบาะนั่ง และลองสตาร์ทเครื่องยนต์ ถ้าสตาร์ทติดก็ลำเลียงขึ้นไปยัง อ.แม่สอด จ.ตาก ก็จะมีผู้รับซื้ออีกทอดหนึ่ง" นายทรงพลระบุ
พล.ต.ต.กิตติพงษ์ ยอมรับว่า แก๊งนี้ถือว่าเป็นแก๊งใหญ่ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ตอนนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างขยายผลจุดพักรถที่เป็นโกดัง รวมถึงปลายทางที่รถจักรยานยนต์ที่ถูกโจรกรรมถูกนำไปขาย
"อยากให้เจ้าของรถและผู้ครอบครอง อย่าใช้กุญแจรถจักรยานยนต์เพื่อล็อกคอบังคับเลี้ยวเพียงอย่างเดียว เพราะเดี๋ยวนี้คนร้ายมักมีอุปกรณ์ที่ทำขึ้นเองง่ายต่อการโจรกรรม ทางที่ดีควรจะหากุญแจล็อกบริเวณขาตั้งคู่ หรือบริเวณโซ่รถ และบริเวณจานเบรกหน้า ก็ทำให้คนร้ายไม่สามารถโจรกรรมรถจักรยานยนต์ได้" พล.ต.ต.กิตติพงษ์แนะนำ



