
ถก'ฟ้องรัฐบาลบริหารน้ำผิดพลาด?'
คมชัดลึกจัดถก "ฟ้องรัฐบาลบริหารน้ำผิดพลาด ?" "ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ" มองการบริหารจัดการน้ำมีการกักน้ำไว้ส่วนหนึ่งอย่างชัดเจน จำเป็นต้องฟ้องรัฐช่วยผู้ประสบภัย "สภาทนายความ" เผยการดำเนิการฟ้องรัฐมีมานานแล้ว
21พ.ย.2554 รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การฟ้องครั้งนี้เพราะที่เห็นชัดเจนว่ามีการกั้นน้ำ และกักน้ำไว้ส่วนหนึ่ง จึงต้องพึ่งสภาทนายความในการฟ้องรัฐเพื่อช่วยคนจน ซึ่งมติครม. 16 ส.ค. 2554 นายกฯได้มอบนโยายให้ส่วนราชการโดยกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพในการพิจารณาเตือนภัยจังหวัดอื่นที่คาดว่าได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและเตรียมการแก้ไขปัญหา กระทั้งถึงเดือน ต.ค. ก็ยังไม่มีการปฏิบัติ ไม่มีการเตือนภัย ดังนั้นจะฟ้องคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หากรัฐบาลบอกตั้งแต่ต้นว่าจะช่วยเหลืออย่างไร เยียวยาเท่าไหร่ ก็คงไม่เกิดปัญหา เพราะรัฐบาลอาสามาดูแลทุกข์สุขประชาชนแต่กลับดูแลไม่ได้เลย การที่คนมีอารมณ์ต่างกัน เพราะการรับรู้ต่างกันความคาดหวังก็ต่างกัน
นายเกรียงศักดิ์ วรมงคลชัย อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ และรองโฆษกสภาทนายความ กล่าวว่า สภาทนายความทำหน้าที่ในการช่วยเหลือประชาชนมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น แม้จะเป็นภัยธรรมชาติก็ต้องมีการบริหารจัดการไม่ใช่ปล่อยให้ท่วม กทม. เท่าที่รับเรื่องมามีประชาชนร้องเรียนเข้ามาเป็นหนังสือ 37 ราย ทางโทรศัพท์มีปรึกษาเข้ามาจำนวนเป็นร้อย และ จ.นนทบุรี พบว่ามีหมู่บ้านหนึ่งซึ่งขณะนี้น้ำยังไม่ลดและเตรียมที่จะฟ้องอีกถึงพันคน และยังไม่นับในส่วนต่างๆอีก แม้จะเป็นภัยธรรมชาติรัฐก็ต้องดูแล รวมถึงการชดเชยค่าเสียหายต้องเป็นธรรม ซึ่งเงินชดเชย 5 พันอาจจะเป็นเบื้องต้น หากเสียหายมากกว่านั้นก็มีสิทธิเรียกร้อง
แต่ถ้ารัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐไม่จ่ายอาจจะต้องนำมาสู่คดีฟ้องร้อง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าการบริหารจัดการน้ำถูกต้องหรือไม่ ประชาชนที่ยากจนเป็นคนที่น่าสงสารการที่จะเข้ากระบวนการยุติธรรมเป็นได้ยาก ประกอบกับความไม่รู้เรื่องสิทธิของตนเองเป็นอย่างไร ดังนั้นในแง่ประชาชนที่มาร้องเพราะไม่รู้จะไปพึ่งที่ไหน และประชาชนก็คาดหวังว่าที่รัฐบาลปล่อยให้น้ำเข้ามาพื้นที่นี้ท่วม อีกพื้นที่ไม่ท่วม จนเกิดความเสียหายไม่เท่ากัน จึงถือเป็นการฟ้องที่รัฐต้องชดเชยให้ทั้งหมด แต่การบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลทำให้เกิดความน่าสงสัย เพราะมวลน้ำจากนครสวรรค์ก่อนที่จะลงมาต้องรู้ว่ามีเท่าไหร่ แต่กลับเป็นความเสียหายค่อยๆไปในแต่ละพื้นที่
ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติ กล่าวว่า การจัดการภัยพิบัติหากจะให้ได้ผลจริงๆ การตัดสินใจต้องเร็ว ต้องหาทางเลือกให้มากที่สุดให้ได้ ประกอบกับการจัดการหากเลือกที่จะตั้งรับมากกว่ารุกก็จะยากแก่การจัดการ ซึ่งตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ จ.ลพบุรี ท่วม ภาครัฐก็ตั้งรับรอดูท่าที กลายเป็นวิ่งตามน้ำมาเรื่อยๆ และได้รับการตอบสนองว่าเนื่องจากน้ำงวดนี้ เป็นพฤติกรรมปกติแต่ไม่สามารถไปทำอะไรได้กลายเป็นการจัดการรายวัน กลายเป็นน้ำอยู่นานและจัดการไม่ได้อย่างที่คิด การสื่อสารก็ไปคนละทิศทางจนสร้างความสับสนแก่สาธารณะ ซึ่งไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของรัฐอ่อนแอไปหรือไม่ และเมื่อรัฐบริหารจัดการไม่ได้ ภาคประชาชนก็ลุกขึ้นมาจัดการเองเพราะสิ้นศรัทธาในรัฐ และยังมีการเลือกปฏิบัติในบางกลุ่ม ทั้งที่เวลาเกิดภัยพิบัติขึ้นแต่ละกลุ่มจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อให้ผ่านวิกฤติไปได้ ส่วนการชดเชยทำไมจึงให้ 5 พันเท่ากัน ทั้งที่ควรนำมิติของการท่วมที่ยาวนาน และระดับน้ำที่ท่วมมาคำนวณ ต้องมีการหาความจริงแม้น้ำท่วมจะเป็นภัยธรรมชาติ มั่นใจว่าคนที่ฟ้องร้องส่วนหนึ่งไม่ได้มองที่เงินชดเชยแต่ต้องการความจริง น้ำที่ว่ายั้งๆ ไว้จะปล่อยหรือไม่
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การทำงานของรัฐบาลโดยเฉพาะศปภ. รวมถึงการแถลงข่าวของคณะทำงานที่ตั้งขึ้น ก็เป็นการชี้แจงต่อสาธารณชนอยู่แล้ว ส่วนการเยียวยาประชาชนนั้น ต้องยอมรับว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ปฏิบัติกันมาหากจะให้ต่างไปจากเดิมต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งทุกอย่างสามารถชี้แจงต่อสาธารณชนและต้องผ่านสภาฯ คงจะต้องดูสถานการณ์ยังไม่สิ่นสุด ส่วนผู้ที่จะต้องรับผิดชอบนั้น ตนเห็นว่าหลังน้ำลดก็ต้องมีการเยียวยา ฟื้นฟู หากพบข้อบกพร่องต้องให้เป็นที่ประจักษ์ก่อน แต่ขณะนี้ทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่



