ข่าว

'กรณ์'จี้'รัฐ'เร่งสร้างความชัดเจน

'กรณ์'จี้'รัฐ'เร่งสร้างความชัดเจน

21 พ.ย. 2554

'กรณ์' จี้ 'รบ.' เร่งสร้างความชัดเจน โปร่งใส แผนฟื้นฟูอุทกภัย ทำความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ผุดไอเดียเพิ่ม 'โซนอุตสาหกรรมใหม่' เลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ อัดยุทธศาสตร์ 'ยิ่งลักษณ์' ทำแต่เรื่องอื่น เมินแก้น้ำท่วม

          21 พ.ย. 54 นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒฯ) ระบุว่าจีดีพีในไตรมาส 4 ปีนี้จะติดลบ 3.7 % และทั้งปีจะขยายตัว 1.5 % ว่า ถ้าติดลบขนาดนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าจะฟื้นฟูได้เร็วมากน้อยแค่ไหน เพราะมองเห็นชัดเจนว่าเกิดจากสถานการณ์น้ำท่วมจึงทำให้ประชาชนไม่บริโภค และอุตสาหกรรมหยุดผลิต ดังนั้นถ้าฟื้นฟูได้เร็วแค่ไหนก็กลับมาคืนได้เร็วเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจะต้องมานั่งวิเคราะห์ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร

          ส่วนแนวทางที่รัฐบาลวางไว้เรื่องการฟื้นฟูจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้เร็วแค่ไหน นายกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นภาพชัดเจน แต่ในวันอังคารที่ 22 พ.ย. พรรคจะไปพบกับสมาคมท่องเที่ยว ซึ่งเท่าที่เห็นจากคำให้สัมภาษณ์ของสมาคมนี้ ยังรู้สึกว่าไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวหรืออุตสาหกรรมต่างๆ และนิคมอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาว่าสัญญาณไม่ชัดเจน ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ภาคเอกชนรอความชัดเจนจากรัฐบาลที่จะช่วยได้ ก็คือเรื่องสินไหมรวมทั้งปัญหาการซื้อประกันสำหรับปีหน้า ซึ่งตอนนี้มีสัญญาณที่ชัดเจนจากภาคอุตสาหกรรมว่าปีหน้าเขายังจะไม่พิจารณา ซึ่งหากเป็นอย่างนี้ก็จะเป็นปัญหากับนักลงทุนใหม่ที่จะเข้ามาลงทุน เพราะไม่สามารถเข้ามาได้เนื่องจากไม่มีสิทธิ์ที่จะซื้อประกัน เพื่อคุ้มครองจากบริษัทประกัน ดังนั้นเรื่องเหล่านี้รัฐบาลต้องทำให้ชัดเจน

          ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้ถ้ารัฐบาลจะใช้วิธีทุ่มงบประมาณทำเมกะโปรเจ็กต์ ในการฉุดจีดีพีขึ้นมาจะเป็นวิธีที่ถูกหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า อย่าไปทุ่มเพื่อฉุดจีดีพี เพราะจีดีพีกลับขึ้นมาแน่นอนถ้าภาคเอกชนกลับมาสู่สภาพปกติ ส่วนการใช้เงินในการลงทุนด้านสาธารณูปโภคทำเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้เกิดขึ้นอีก ซึ่งก่อนที่จะเริ่มบอกว่าจะใช้เงินทำอะไรเท่าไหร่ รัฐบาลต้องวิเคราะห์ให้ตกผลึกก่อนว่าแนวทางที่จะทำคืออะไร สิ่งเดียวที่เรารับรู้ก็คือการถมทะเลตามที่รัฐบาลหาเสียงไว้และยังไม่ได้ยินว่าเขาจะทำตามที่หาเสียงไว้หรือไม่ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นอะไรก็ค่อยมาว่ากันแล้วค่อยมาคิดถึงเรื่องงบประมาณเพราะสถานะทางการเงินของประเทศเรารองรับการใช้เงินตามความจำเป็นได้จึงไม่เป็นปัญหา แต่ขอให้ใช้เงินอย่างถูกทิศทางและไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เริ่มมีความชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลอาจจะใช้เงินคงคลัง นายกรณ์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องของเงินคงคลังแต่เป็นเรื่องของหนี้สาธารณะ แต่สุดท้ายเงินที่เขาใช้ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นที่รู้กันว่าจากข้อสรุปที่จัดให้เป็นงบขาดดุล 4 แสนล้าน ก็ไม่มีทางอื่นนอกจากการกู้ และถ้าเขาต้องการลงทุนในสาธารณูปโภคเพิ่มเติม พวกตนไม่ติดใจ ตราบใดที่มีความชัดเจนและโปร่งใสว่าที่กู้เพิ่ม จะนำไปทำอะไรและเกิดประโยชน์อะไร กลับคืนมาต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

          ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทะลุเพดานที่กำหนดไว้จนทำให้ประเทศเสียหายหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะโครงการเหล่านี้ไม่ใช่ว่ามีโครงการออกมาแล้ว จะใช้งบประมาณทั้งหมด ซึ่งกว่าจะเบิกจ่ายเสร็จต้องใช้เวลา 2-3 ปี น่าจะใช้เงินในงบปะมาณได้ด้วย ไม่จำเป็นต้องออกพ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ.กู้เงิน การที่จะเร่งออก พ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ. ตนคิดว่ามันแสดงให้เห็นถึงความกระสันที่จะใช้เงิน เพราะข้อเท็จจริงแล้วอย่างโครงการจะสร้างทางน้ำใหม่ ใช้เวลา 3-5 ปี ในการเบิกจ่ายก่อสร้างในงบประมาณได้อยู่แล้ว ถึงจะออกพ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ.กู้เงินก็ต้องวางอยู่ตรงนั้นกว่าจะเบิกจ่ายได้ เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา จึงต้องมีความเชื่อมั่น ชัดเจน โปร่งใส ถ้าไม่มีตรงนี้ต่อให้โครงการดีขนาดไหนก็ไม่ได้รับความเชื่อมั่น

          ผู้สื่อข่าวถามถึง การตั้งนายวีระพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯ มาเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ทำให้ความเชื่อมั่นเป็นอย่างไร นายกรณ์ กล่าวว่า ต้องดูสาระ เขาก็ยังไม่มั่นใจว่ารัฐบาลยังไม่ได้เข้าไปแทรกแซง หรือกำหนดทิศทาง ต้องดูแนวทางการทำงานเขาจะทำกันอย่างไร

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าบริษัทเอกชนแยกประเภทประกันและเพิ่มวงเงินมากขึ้น จะเป็นไปได้หรือไม่ โดยรัฐบาลต้องส่งสัญญาณชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้ โดยไปเจรจากับบริษัทแม่ให้เกิดความชัดเจน นายกรณ์ กล่าวว่า เขาต้องมั่นใจว่าระดับความเสี่ยงเขาบริหารได้ ถ้าเรายังไม่รู้ว่าจะป้องกันอย่างไรหรือไม่ ยังไม่ยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะอะไร เกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดหรือเรื่องปริมาณน้ำที่มากเกินไป ตนคิดว่าถ้าจะให้ใครไปเจรจาก็ไม่ส่งผลอะไร

          “ส่วนการฟื้นฟู ระยะเวลา 6 เดือนสามารถทำได้มาก และเป็นโอกาสเพราะภาคเอกชนไม่ได้คิดเพียงแค่จะเอาเครื่องจักรแบบเดิมกลับมาใช้ใหม่ แต่ก็เป็นโอกาสที่ภาคเอกชนจะลงทุนใหม่ที่จะยกระดับความสามารถของกระบวนการการผลิต นั่นคือเครื่องจักรก็คงทันสมัยขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าทำได้ดีก็จะทำให้เศรษฐกิจระยะยาวดีขึ้นด้วย แต่ที่ชัดเจนในตอนนี้ ยังมีอีกประเด็นที่นักลงทุนต้องนำมาใช้ในการประเมินความเสี่ยง ว่าควรจะลงทุนด้วยการเทหมดหน้าตักหรือลงทุนเพียงบางส่วน ซึ่งความจริงแล้วน่าจะต้องมีการคิดโซนอุตสาหกรรมใหม่ ที่อาจมีระดับความเสี่ยงของธรรมชาติที่น้อยกว่านี้ ไม่ได้อยู่ในฟลัดเวย์ หรือมีโอกาสที่จะประสบภัยในลักษณะที่เป็นปัญหา” นายกรณ์ กล่าว

          ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่าบางบริษัทย้ายฐานการผลิตไปบ้างแล้วจริงหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็น และคิดว่าคงไม่ใช่เหตุผลจากน้ำท่วมครั้งนี้ ยังไม่ถึงกับทำให้นักลงทุนต้องปรับเปลี่ยนแผน แต่ใครที่ลงทุนอยู่แล้วตนก็เชื่อว่ายังลงทุนอยู่ ส่วนในอนาคตขึ้นอยู่กับรัฐบาล

          ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีพื้นที่ที่ไม่ใช่ฟลัดเวย์แล้วมาทำเป็นนิคมฯ แล้วพื้นที่นิคมเก่าที่อาจอยู่บนพื้นที่ทางน้ำผ่านจะทำอย่างไรกับนิคมเหล่านั้น นายกรณ์ กล่าวว่า ควรที่จะมีมาตรการเฉพาะที่ทำให้คนมั่นใจมากขึ้นว่า ถ้าน้ำมาอีกรอบรัฐบาลต้องทำอยู่ แต่ความจริงก็รู้อยู่ว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่หน้างาน ปัญหาคือน้ำลงมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ซึ่งตนคิดว่าต้องแก้ทั้งในเรื่องของกระบวนการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการแก้ทางการเมืองด้วย บางส่วนที่มีปัญหาการเมืองก็ต้องแก้ด้วยการเมือง บางส่วนที่มีปัญหาทางเทคนิคก็ต้องแก้ทางเทคนิค

          ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ จ.นนทบุรี ที่เป็นปัญหาใหญ่ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กลับเลือกอยู่บ้านไม่ลงมาแก้ปัญหา นายกรณ์ กล่าวว่า ตนคิดว่ายุทธศาสตร์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชัดเจนคือไปทำเรื่องอื่น อย่ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วม และหวังว่าคนจะลืมไปเองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีหน้าที่รับผิดชอบด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น และวันนี้ตนก็ไม่ได้คาดหวังกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอนนี้ก็ตัวใครตัวมัน ใครเสียงดังกว่าก็ชนะ ซึ่งไม่ใช่การบริหารจัดการ

          ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังดำเนินการอย่างนี้ จะกระทบบทบาทความเป็นนายกฯ ในสายตาประชาชน นายกรณ์ กล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้วกระแสกดดันชัดเจนเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว แต่เงื่อนไขทางการเมือง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งคำถามจริงๆ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะฝืนกระแสความต้องการของประชาชนได้อย่างไร