ข่าว

'ประชา'โบ้ยพรฎ.อภัยโทษทำต่อรบ.ก่อน

'ประชา'โบ้ยพรฎ.อภัยโทษทำต่อรบ.ก่อน

20 พ.ย. 2554

“ประชา” แจง พรฎ.อภัยโทษดำเนินการต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้ว ลั่น “ทักษิณ” ไม่ได้ประโยชน์ และจะไม่มีรายชื่อยู่ในบัญชีแนบท้ายแน่ พันธมิตรฯงดชุมนุมหลัง“ประชา”ยืนยันยึดร่างเดิม

       ที่ ศปภ. กระทรวงพลังงาน เมื่อเวลา 15.45 น. พล.ต.อ.พระชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงชี้แจงร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เรื่องนี้ดำเนินการในทางลับและทุกปีก็ได้ดำเนินเช่นนี้ ซึ่งในฐานะที่ตนเป็นผู้เสนอ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ ก็จึงจำเป็นทำความเข้าใจว่า เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้ว สมัยที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้พิจารณา พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษ ครบ 7 รอบ ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. 2554 โดยมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาพระราชทานอภัยโทษ เลขที่ 67/2554 ประกอบด้วยคณะกรรมการ 20 คน ได้แก่

          ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานกรรมการ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นรองประธาน นอกจากนี้ยังมีราชเลขาธิการ เลขาธิการศาลสถิตยุติธรรม อธิบดีกรมควบคุมการประพฤติ เป็นต้น มีอำนาจหน้าที่ในการตรากำหนดหลักเกณฑ์พระราชทานอภัยโทษ การให้ข้อเสนอแนะพระราชทานอภัยโทษให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์ ประสานงานระหว่างกรมราชทัณฑ์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามที่รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมมอบหมายแต่งตั้งเมื่อวันที่ 9 มี.ค.2554 ลงชื่อนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

          พล.ต.อ.พระชา กล่าวอีกว่า ต่อมาในวันที่ 3 ส.ค.2554  นางสาวกัญญานุช สอทิพย์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมได้เสนอเรื่องโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสพระชนมพรรษา ครบ 7 รอบ ที่เสนอหลักเกณฑ์พระราชทานอภัยโทษต่อนายพีระพันธุ์ ซึ่งตอนท้ายของเรื่องนายพีระพันธุ์ได้แทงข้อความว่า เห็นชอบในหลักการที่คณะกรรมการได้เสนอหลักเกณฑ์พระราชทานอภัยโทษ มีเนื้อหาสำคัญ 2 ประการ คือ 1.) ให้พระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาด อายุ 70 ปีขึ้นไป โดยไม่มีเงื่อนไข ยกเว้นผู้ต้องโทษประหารชีวิตและคดียาเสพติดให้โทษ และ2.) ให้พระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาด อายุ 60-69 ปี โดยยกเลิกหรือผ่อนคลายเงื่อนไข ที่มีข้อจำกัดที่ทำได้ ยกเว้นโทษประหาร และคดีร้ายแรง

          เขา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตนได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในวันที่ 29 ส.ค.2554 นางสาวกัญญานุช ได้เสนอเรื่องนี้มาที่ตนอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 1 ก.ย.2554  โดยตนได้แทงเรื่องกลับไปวันที่ 16 ก.ย.2554  ว่า รับทราบ ระบุว่า นายพีระพันธุ์ได้เห็นชอบเรื่องนี้แล้วก็ควรดำเนินการต่อไป แล้วเรื่องนี้ได้กลับไปที่คณะกรรมการ ซึ่งได้ร่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ขึ้นมาเสนอตนอีกครั้งในวันที่ 3 พ.ย.2554  โดยตนได้แทงหนังสือกลับไปว่า ให้มอบกรมราชทัณฑ์ไปหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายวิอาญา แล้วจึงกลับมาเสนอโดยด่วน หลังจากที่คณะกฤษฎีกาได้มีความเห็นกลับมาแล้ว ตนจึงได้ให้ความเห็นชอบในร่างฯ และนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 13 พ.ย.และนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 15 พ.ย.2554

          “การดำเนินการร่าง พรฏ.พระราชทานอภัยโทษในทางลับ เพราะอยู่ในระหว่างการพิจารณา แม้ ร่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษจะผ่าน ครม.แล้ว แต่ก็ต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ได้ผลอย่างไรนั้นก็ต้องนำยื่นต่อที่ประชุม ครม.อีกครั้งหนึ่ง” พล.ต.อ.ประชากล่าว

          ส่วนคำถามที่ว่า พ.ร.ฎ.นี้ได้เอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือไม่ พล.ต.อ.ประชา ขอยืนยันว่า ไม่มี และผู้ที่ต้องโทษกฎหมายทุจริตตามกฎหมาย ป.ป.ช. ก็ยังอยู่ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.ฎ.นี้ ไม่น่าห่วงอะไร เพราะเป็น พ.ร.ฎ.ที่ชอบว่าด้วยกฎหมาย ไม่มีส่วนใดขัดต่อกฎหมายประมวลความทางอาญา

          ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.อ.ประชา มีการเตรียมตัวจะชี้แจงเรื่องนี้ในการอภิปรายไม่ไว้วางในวันที่ 27 พ.ย.นี้หรือไม่ พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า เรื่องนี้ ตอบได้ แต่หากระเบียบปฏิบัติราชการที่เป็นเรื่องลับ เพราะเป็นชั้นความลับของเอกสาร ในครม. อยู่ ตนคงเปิดเผยไม่ได้ แต่ผมจะตอบเท่าที่ตอบได้ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและคลางแคลงใจ ทั้งนี้ พล.ต.อ.ประชา กล่าวยืนยันว่า ผู้ที่หนีการรับโทษจะไม่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ

          เมื่อถามว่า การออกชี้แจงครั้งนี้ เกิดจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีหนังสือระบุชัดแล้วว่า จะไม่ขอรับพระราชทานอภัยโทษ พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่า ใครทำหนังสืออะไรถึงใคร แต่การที่ตนออกมา เพราะเห็นมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก จึงตัดสินใจให้ข้อมูลนี้

          ผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำว่า ยืนยันหรือไม่ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ พล.ต.อ.ประชา ได้กล่าวย้ำด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับประโยชน์และไม่มีรายชื่อยู่ในบัญชีดังกล่าวนี้

          ก่อนหน้านี้ในระหว่างชี้แจงหลักเกณฑ์ พล.ต.อ.ประชาระบุเช่นกันว่า ตัวพ.ร.ฏสาระสำคัญไม่ต่างจากปี 2553  เพราะยังคงมีการแนบท้ายรายชื่อนักโทษที่ทำผิดตามกฎหมายป.ป.ช.กฎหมายยาเสพติด และนักโทษประหาร

 

พันธมิตรฯงดชุมนุมหลัง“ประชา”ยืนยันยึดร่างเดิม


           เมื่อเวลา 17.40 น.นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยผ่านรายการ “ชั่วโมงข่าวสุดสัปดาห์” ทางเอเอสทีวี ว่า ตามที่ พล.ต.อ.ประชา ได้ประกาศแล้วว่าจะใช้พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ตามที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ทำมาแล้วในปี 2553 ทุกประการ ซึ่งยังคงเงื่อนไขว่าผู้ที่ต้องโทษด้วยคดียาเสพติดและคอร์รัปชันจะไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เท่ากับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้ไม่ได้รับประโยชน์จากการพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้

           ดังนั้น แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่า เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนท่าที และถอยจากประเด็นนี้แล้ว จึงหมดเงื่อนไขที่จะเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในวันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2554 นี้ ดังนั้น จึงขอประกาศยุติการชุมนุมตามที่นัดหมายแต่เดิม แต่เปลี่ยนเป็นกิจกรรมย่อยพบปะสังสรร จัดเวทีกลางแจ้งที่บ้านเจ้าพระยา วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2554 เวลา 10.00-18.00 น.
      
           นายปานเทพ กล่าวด้วยว่า ขอขอบคุณพี่น้องพันธมิตรฯ ที่เตรียมจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งท่าทีการเคลื่อนไหวของพี่น้องพันธมิตรฯ ครั้งนี้ที่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อม ทำให้รัฐบาลยอมถอย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องรีบเขียนจดหมายเปิดผนึกเมื่อเช้านี้ และต้องขออภัยพี่น้องที่ไม่ได้มาชุมนุมตามความตั้งใจ แต่เราได้เตรียมการจัดกิจกรรมสังสรรค์ไว้ต้อนรับแล้ว


สยามสามัคคีจี้รัฐบาลสนองความต้องการ"ทักษิณ"

​
          นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตส.ว. ฐานะตัวแทนกลุ่มสยามสามัคคี ได้เผยแพร่ความเห็นต่อกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ร่อนจดหมายว่า แถลงการณ์ดังกล่าวถือเป็นท่าทีทางบวก ซึ่งรัฐบาลต้องตอบสนองอย่างเป็นทางการว่าไม่ออก พ.ร.ฎ.ฉบับล็อคสเป็ค และต้องเปิดเผยพ.ร.ฎ.ขอพระราชทานอภัยโทษฉบับที่ไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระเดิมที่ปฏิบัติมาตามนิติราชประเพณีในการพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้สาธารณะชนร่วมตรวจสอบ

          ​นายประสาร ระบุด้วยว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ต้องออกมาขอโทษประชาชน หลังจากที่เป็นผู้เริ่มการจุดชนวน พ.ร.ฎ.หมกเม็ด ซ้ำเติมวิกฤตน้ำท่วม