
หัวโจกปล้นบ้านปลัดคมนาคมมอบตัว
หัวโจกปล้นบ้านปลัดคมนาคมมอบตัว เผยแค้นแม่ถูกบีบให้ลาออกจากงานในตำแหน่งเลขานุการส่วนตัว
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 พ.ย. นายชยธัช หรือเอก จันนะชัย อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาเลขที่ 1789/2554 ลงวันที่ 19 พ.ย.2554 ในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ หรือรับของโจร พร้อมด้วยนางชุติมา จันทร์ผ่อง มารดาซึ่งเคยเป็นเลขานุการส่วนตัวของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แบ่งชุดสอบสวนออกเป็น 2 ชุด โดยชุดแรกสอบปากคำนายชยธัช ขณะที่อีกชุดสอบปากคำนางชุติมา และจากการสอบสวนนายชยธัช ยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
รายงานข่าวจากชุดสืบสวนแจ้งว่า นางชุติมา เคยเป็นเลขานุการส่วนตัวของนายสุพจน์ และเพิ่งถูกไล่ออกจากงานได้เพียง 6 เดือน ซึ่งก่อนลาออกได้ถูกนายสุพจน์พยายามบีบให้ออกจากงานโดยให้คนอื่นมาทำงานแทน ทำให้มีความอึดอัดใจจนไปปรับทุกข์กับลูกก่อนที่จะยื่นหนังสือลาออกจากงานเป็นชนวนให้นายชยธัชมีความเจ็บแค้นจึงได้วางแผนก่อเหตุดังกล่าว
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 20 พ.ย. พ.ต.อ.ธวัช วงศ์สง่า ผกก.สน.วังทองหลาง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ได้ควบคุมตัวนายสมบูรณ์ หรือ บูรณ์ ริยะเทน อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาร่วมกันปล้นทรัพย์บ้านนายสุพจน์ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ 7 จุด ตั้งแต่จุดที่คนร้ายร่วมกันวางแผนปล้น รวมทั้งขณะเข้าไปลงมือก่อเหตุภายในบ้านนายสุพจน์ เลขที่ 77 ซ.ลาดพร้าว 64 แยก 2 แขวงและเขตวังทองหลาง กทม. รวมถึงหลังได้เงินสดและก่อนทำการแบ่งเงิน และแยกย้ายกันหลบหนี โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชม. และขณะเข้าไปทำแผนภายในบ้านนายสุพจน์ เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปโดยเด็ดขาด
พ.ต.อ.ธวัช กล่าวว่า วันนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายสมบูรณ์ ไปทำแผนคำรับสารภาพทั้งหมด 7 จุด โดยจุดแรกเป็นจุดที่คนร้ายวางแผนปล้น จุดที่สองเป็นสถานที่เกิดเหตุภายในบ้านนายสุพจน์ ซึ่งเจ้าหน้าที่คุมตัวนายสมบูรณ์ ขึ้นไปบริเวณห้องชั้น 2 ซึ่งเป็นที่เก็บเงิน เป็นจุดที่คนร้ายลงมือหยิบเงินสดใส่ถุง จุดที่สามเป็นจุดที่หลังจากคนร้ายได้เงินสดและเตรียมที่จะหลบหนี จุดที่สี่เป็นจุดที่คนร้ายมาตกลงแบ่งเงินสดที่ได้จากการปล้นที่บ้านของนายสิงห์ทอง หรือไก่ ใจชมชื่น อายุ 44 ปี ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 45 จุดที่ห้าและหก เป็นจุดที่คนร้ายจอดรถและแยกย้ายกันหลบหนี และทิ้งกระเป๋า ย่านบางนา จุดที่เจ็ดเป็นจุดที่นายบุญสืบ ขับรถนำเงินจำนวน 10 ล้านบาท ไปให้นายวณัญกฤต หรือ จ่อย บุตรกันหา อายุ 40 ปี ที่ย่านหัวตะเข้ ท้องที่ สน.ลาดกระบัง
พ.ต.อ.ธวัช กล่าวด้วยว่า ส่วนความคืบหน้าของคดีก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำพยานแวดล้อมทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงนายสุพจน์ ผู้เสียหายที่ยังไม่ได้มาให้ปากคำ เนื่องจากติดภารกิจ จึงทำให้ยังไม่ทราบมูลค่าทรัพย์สินที่สูญหาย



