
'เทพไท'อัด'ทักษิณ'ตีสองหน้า
'เทพไท' อัด 'ทักษิณ'ตีสองหน้า ยกเหมือนนักย่องเบาถูกเจ้าของบ้านจับได้ ขอรัฐบาลช่วยปราม หวั่นม็อบชนม็อบซ้ำเติมวิกฤติประเทศ เกือบครึ่งไม่เห็นด้วยแก้พ.ร.ฎ.อภัยโทษ
20 พ.ย.54 นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนจดหมายไม่ขอรับประโยชน์จากร่างพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษว่า เป็นพฤติกรรมตีสองหน้า และเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ว่าเรื่องดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่ได้รับรู้มาก่อน เพราะกระบวนการออกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี แต่ตัวนายกรัฐมนตรีที่หลีกเลี่ยงการเข้าประชุม ครม.
ทั้งนี้ เชื่อว่า เป็นการโยนหินถามทาง เพื่อจะฉวยโอกาสช่วงที่มีกระบวนการต่อต้านขึ้นมาจำนวนมาก ก็เลยแสดงอาการเข้าเกียร์ถอย เพื่อที่จะหนีการเผชิญหน้าไม่ต่างอะไรกับนักย่องเบา ที่จะเข้าไปขโมยทรัพย์สิน เมื่อเจ้าของรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ก็โยนของที่ขโมยทิ้งไป เพื่อจะให้ตัวเองพ้นจากความผิด
ปชป.ขอรัฐบาลช่วยปรามหวั่นม็อบชนม็อบ
นายเทพไท กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ประกาศนัดชุมนุมคนเสื้อแดงว่า รัฐบาลควรจะไปห้ามปรามคนของตัวเองไม่ให้เคลื่อนไหวในลักษณะม็อบชนม็อบ เพราะจะเกิดความเสียหายกับบ้านเมือง และรัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ไม่อยากให้รัฐบาลชุดนี้ใช้วิธีการเดียวกันกับในยุครัฐบาลทักษิณ ที่ใช้ชายชุดดำจากกรมอุทยานมาชุมนุมชนกับม็อบของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นมาแล้วในหลายครั้ง
ทั้งนี้ อยากจะเรียกร้องให้คนในพรรคเพื่อไทย ยุติความเคลื่อนไหวในลักษณะที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งจะซ้ำเติมความบอบช้ำของบ้านเมือง เพราะในขณะนี้เรากำลังประสบปัญหาอุทกภัย นักท่องเที่ยวที่จะนำเงินเข้าประเทศลดลง เมื่อเกิดการชุมนุมและความรุนแรงทางการเมืองอีก บรรยากาศการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของประเทศต่อชาวต่างชาติก็จะหมดไป ซึ่งจะสร้างผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายเทพไท กล่าวต่อว่า การชุมนุมของกลุ่มที่คัดค้านการออก พรฎ.อภัยโทษ ถือว่าเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญของประชาชนที่รัฐบาลจะต้องรับฟัง แต่รัฐบาลไม่ควรแก้ปัญหาในลักษณะปากว่าตาขยิบ อยู่เบื้องหลังการชุมนุมมวลชนของตนเองมาสนับสนุนรัฐบาล ควรจะใช้ช่องทางสื่อสารมวลชนที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐชี้แจงทำความเข้าใจกับคนทั้งประเทศ ว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่ต้องออก พรฎ.อภัยโทษ และ พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้รับประโยชน์จาก พรฎ.อภัยโทษ ดังกล่าวหรือไม่ และนายกรัฐมนตรีต้องชี้แจงกับประชาชนให้ชัดเจน
พธม.เหนือระดมพลเข้ากรุงร่วมคัดค้านอภัยโทษ
นายสมโชคจันทร์ทอง ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือตอนบน เปิดเผยว่า ขณะนี้แกนนำในภาคเหนือส่วนหนึ่งได้เดินทางเข้ากรุงเทพมหานครแล้ว เพื่อเตรียมร่วมกับพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย แสดงพลังคัดค้านการออก พ.ร.ฎ.ขอพระราชทานอภัยโทษ ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งในส่วนของแกนนำ
"ขวัญชัย”เปิดเวทีเสื้อแดงสนับสนุนพ.ร.ฎ.อภัยโทษ
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สนามทุ่งศรีเมือง เทศบาลนครอุดรธานี นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ได้เปิดเวทีปราศรัย เพื่อสนับสนุนพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)ขอพระราชทานอภัยโทษ โดยมีนายศราวุธ เพชรพนมพร ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เขต 1 นายสุรชาติ ชำนาญศิลป์ อดีต ส.ส.อุดรธานี 7 สมัย แกนนำคนเสื้อแดง 20 จังหวัดภาคอีสาน สมาชิกชมรมคนรักอุดร และคนเสื้อแดง ที่ทยอยเดินทางมาร่วมรับฟังปราศรัย ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด โดยจะเริ่มแสดงดนตรีก่อน จนเวลาประมาณ 16.30 น. จึงเริ่มเปิดเวทีปราศรัย
เกือบครึ่งไม่เห็นด้วยแก้พ.ร.ฎ.อภัยโทษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง "การแก้ไขพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษโดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์” โดยจากคำถามที่ว่า การรับทราบของประชาชนถึงการแก้ไข “พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ”ของรัฐบาล โดยสำรวจ จำนวน 1,273 หน่วยตัวอย่าง ปรากฏว่า ประชาชนกว่า 62.92 %ทราบเรื่องการแก้ไข พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ขณะที่ 33.78 % ระบุว่าไม่ทราบ และ 3.30 ระบุว่าไม่แน่ใจ
เมื่อถามถึง ความคิดเห็นของประชาชนต่อเหตุผลที่แท้จริงของรัฐบาลในการแก้ไข “พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ” 44.62%เชื่อว่าเจตนาที่แท้จริงเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นโทษและกลับเข้าประเทศส่วนที่เชื่อว่าต้องการแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสม และ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ขณะที่ 27.02% ระบุว่าไม่แน่ใจ 13.20 % เห็นว่าเป็นการสร้างความปรองดองของคนในชาติ 8.17% เห็นว่าต้องการแก้ไขกฎหมายให้ดีขึ้น 6.83% เห็นว่าเพื่อเป็นการถวายเป็นพระราชกุศล
ต่อคำถามที่ว่า ความคิดเห็นของประชาชนต่อผลกระทบในภาพรวมหาก “พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ”ดังกล่าวผ่านการพิจารณา 42.18% เห็นว่า เกิดความขัดแย้งวุ่นวายของคนกลุ่มสีต่างๆ ขณะที่ 27.57 ระบุว่าไม่แน่ใจ 27.42% ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้รับการอภัยโทษและกลับเข้าประเทศ 16.42% เห็นว่า จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่เอื้อให้กับผู้ที่กระทำผิดมีความเกรงกลัว ต่อกฎหมายน้อยลง
และคำถามที่ว่า ความคิดเห็นของประชาชนในภาพรวมต่อการแก้ไข“พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ” ปรากฏว่า 46.11 % ไม่เห็นด้วย เห็นด้วย 30.40% และ ไม่แน่ใจ 23.92%



