
ตำรวจ'กองพันพัฒนา'ไอเดียรับศึก...พิบัติภัย
สัมภาษณ์พิเศษ : ตำรวจ 'กองพันพัฒนา' ไอเดียรับศึก...พิบัติภัย : โดย...พัฐอร พิจารณ์โสภณ
สถานการณ์อุทกภัยในปี 2554 แม้ว่าบางพื้นที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง บางพื้นที่ยังจ่อมจมกับความทุกข์จากกระแสน้ำมายาวนาน แต่ทว่าบางพื้นที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงบ้างแล้ว และอีกไม่นานคงเข้าสู่ภาวะฟื้นฟูเต็มรูปแบบ เมื่อถึงเวลานั้นคงต้องร่วมแรงร่วมใจลุยงานหนักกันอีกครั้ง โดยเฉพาะ "ตำรวจ" หลังจากเสียงสะท้อนอื้ออึงถึงการทำงานตั้งแต่เริ่มประสบอุทกภัยใหม่ๆ ซึ่งไม่ค่อยดีนัก นับจากนี้ไปอาจต้องมีการปรับเสริมเพิ่มหน่วยงานเช่น "กองพันพัฒนา" เหมือนกับหน่วยงานทางทหาร...ซึ่งถูกมองว่าเป็นฮีโร่น้ำท่วมในครั้งนี้!!
พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ หรือ "ผู้การแต้ม" ผบก.น.1 ในฐานะโฆษกภาคสนามในสถานการณ์น้ำ ถอดบทเรียนจากน้ำท่วมครั้งนี้ และมองว่าถึงเวลาที่ตำรวจจะมีหน่วยพลพัฒนา เพราะมั่นใจว่า คนไทยยังคงต้องรับศึกพิบัติภัยต่างๆ และยืดเยื้อแน่นอน
**ทำไมตั้งแต่เกิดน้ำท่วมชาวบ้านมักถามถึงตำรวจ?
ผมยืนยันว่าตำรวจทำงานนะ ช่วงน้ำท่วมมีตำรวจเป็นแสนคนลงไปช่วยผู้ประสบภัย แต่ต่างคนต่างทำกันไปโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นตำรวจ เพราะไม่ได้สวมถอดเครื่องแบบ แต่ใส่ชุดธรรมดามาลุยน้ำ ชาวบ้านบางคนนึกว่าตำรวจเราเป็นคนต่างด้าวก็มี (ฮา) คือ ตำรวจทำงานแต่ประชาชนไม่รู้ แต่หลังน้ำลดชาวบ้านเริ่มเห็นภาพตำรวจลงไปดูแลช่วยเหลือประชาชน เพราะมีการสกรีนเสื้อตำรวจขึ้นมา พอใส่เสื้อตำรวจแล้วก็ทำให้เรียกใช้ได้ง่าย ชาวบ้านจึงเริ่มเห็นพวกเราบ้าง
**แต่ตำรวจก็ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้
ก็ยอมรับว่า เราเสียเปรียบ เพราะไม่มีเครื่องมือหนัก ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีรถสิบล้อ หกล้อ ที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชน เหมือนทหาร ซึ่งเขามีทหารเกณฑ์มีกองกำลังมากมาย ส่วนกำลังตำรวจโรงพักหนึ่งก็มีแค่ 100 คน แบ่งเป็นจราจร 60 สายตรวจ 20 สายสืบอีกประมาณหนึ่ง ที่ผ่านมาตำรวจได้ร่วมกับหลายหน่วยงานช่วยเหลือประชาชน และตอนกลางคืนตำรวจยังต้องออกตรวจดูแลทรัพย์สินของประชาชนที่ถูกน้ำท่วมอีก
**จากวิกฤติจึงทำให้เห็นปัญหาแล้วตำรวจจะปรับตัวอย่างไร
คิดว่าในอนาคตตำรวจควรจะมีหน่วย "กองพันพัฒนา" ขึ้นมา ซึ่งเป็นหน่วยงานของตำรวจโดยตรง มีกำลังพลและอุปกรณ์ ตลอดจนงบประมาณที่จะมาสนับสนุน เวลาเกิดเหตุจะสามารถปฏิบัติได้ทันที ไม่ต้องรออาศัยหรือไปเช่ารถจากที่อื่นมาเพื่อใช้ ผมมองว่าตำรวจน่าจะมีกองพลพัฒนาแบบทหาร มีเครื่องตัก มีรถทุกอย่างให้เหมือนเขา ตอนนี้ผมเสนอ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ไปบ้างแล้วว่า มันจำเป็นต้องมีรถบรรทุกสิบล้อ หกล้อ รถบัสขนคน จะได้ไม่ต้องไปเช่า ไปขอชาวบ้านหรือขอความร่วมมือกับเอกชน ในความคิดผมต่อไปทุกโรงพักควรจะต้องมีเรือที่สามารถจุคนได้อย่างน้อย 15 คนติดโรงพักไว้ โรงพักละ 1 ลำก็ยังดี เวลาพื้นที่ไหนถูกน้ำท่วมก็สามารถที่จะช่วยระดมเรือจากแต่ละโรงพักมาช่วยได้
**สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ขณะนี้ตำรวจทำอะไรบ้าง
ตำรวจนครบาลเราทำตามแผนการช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งการทำงานเป็น 3 พื้นที่ใหญ่ๆ คือ 1.ในพื้นที่น้ำท่วม หากน้ำท่วมมาก ต้องเข้าไปช่วยเหลือ อพยพ เอาของไปช่วย 2.ในพื้นที่น้ำท่วมไม่มาก รถยังสามารถวิ่งได้ จะเน้นการจัดการเส้นทางจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องคอยบอกเส้นทางเลี่ยง และ 3.ในพื้นที่น้ำยังไม่ท่วม เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไปดูแลทรัพย์สินป้องกันเหตุสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ที่ไม่มีกำลังพล เราก็ยกกำลังพลไปช่วยเสริม แต่หน้าที่ที่สำคัญที่สุด คือ การป้องกันอาชญากรรมของทั้งผู้ประสบภัย-ไม่ประสบภัย และการบริการประชาชน ตลอดจนการจัดการจราจรต่างๆ
**มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างไรในศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
ศปภ.แต่งตั้งให้เป็นส่วนหน้าช่วยเหลือ สนับสนุนการปฏิบัติช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยให้มีหน้าที่ประสานงาน สื่อสารประชาสัมพันธ์ ในภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ก็มีการลงไปดูพื้นที่ไปดูว่ามีพื้นที่ไหนที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อนหลังอย่างไร เป็นเหมือนทีมเซอร์เวย์พื้นที่ ขณะเดียวกัน ก็ต้องช่วยดูแลศูนย์ ศปภ. บช.น. ซึ่งมีกำลังพลในชุดปฏิบัติกว่า 1,000 คน พร้อมเครื่องไม้เครื่องมือในการช่วยเหลือพื้นที่ต่างๆ
**โดยส่วนตัวเอง ก็ยังช่วยร้องเพลงเปิดหมวกขอรับบริจาคช่วยน้ำท่วมอีก
ตอนนั้น มีการจัดร้องเพลงเปิดหมวก เรี่ยไรเงินบริจาคได้ 2 ล้านกว่า ก็นำเอาไปซื้อถุงยังชีพ ไปช่วยในพื้นที่ประสบภัย แต่หน้าที่งานประจำก็ยังทำอยู่นะ มีการตรวจตราร้านทอง ธนาคาร ดูแลทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ร้านสะดวกซื้อ ตลอดจนดูแลผู้ประสบภัยที่มีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือ และดูแลเกี่ยวกับการจราจรที่คนขึ้นไปจอดในพื้นที่ ดูการป้องกันเหตุดูการจัดการจราจรด้วยตั้งแต่น้ำยังไม่เข้ามากรุงเทพฯ ซึ่งมีการเตรียมพร้อมตั้งจุดช่วยเหลือไว้ก่อนที่จะเกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ
**การลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทำให้เห็นอะไรบ้าง
อันดับแรกคงเป็นเห็นภาพความรัก ความสามัคคี การช่วยเหลือกัน จากปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ว่าตอนนั้นพวกเขายังช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ชาวบ้านเขาอยากจะรู้จะมีแนวทางการช่วยเหลือในอนาคต พวกเขารู้สึกเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพอผมลงไปก็ช่วยพูดให้กำลังใจ คลายเครียดให้พวกเขาได้บ้าง ต้องยอมรับว่า ขณะนี้บ้านเราวิกฤติทุกคนได้รับความเดือดร้อน เมื่อสุขก็สุขด้วยกัน
**ชาวบ้านกังวลเรื่องปัญหาอาชญากรรมมากน้อยเพียงใด
ชาวบ้านที่ประสบภัยส่วนใหญ่ เขาก็คอยช่วยเหลือเป็นหูเป็นตากันอยู่ อย่างเวลามีคนมาขนย้ายทรัพย์สินที่ถูกน้ำท่วม หากพบว่าต้องสงสัยเขาก็ช่วยกันแจ้งตำรวจเข้ามา แต่น้ำท่วมครั้งนี้ หลายคนไม่อยากออกจากบ้าน เพราะกลัวขโมยจะขึ้นบ้าน อย่างไรก็ตาม ตำรวจเรามีแผนป้องกันในการระดมสายตรวจเรือ สายตรวจรถ Big Foot สายตรวจเจ็ตสกี ในการช่วยตรวจสอบอาชญากรรมในช่วงน้ำท่วมการป้องกันโจรที่มากับน้ำ แต่หลังจากน้ำลดแล้ว คาดว่าอาชญากรรมจะเพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจไม่ดี มีคนตกงานเยอะ ตำรวจต้องหาแนวร่วมประชาชน ช่วยกันแจ้งเบาะแส เป็นหูเป็นตาให้กันและกัน
**ตำรวจได้บทเรียนอะไรจากน้ำท่วมใหญ่บ้าง
ถึงจะมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้น แต่ในอีกมุมมองหนึ่งเป็นเรื่องที่ดี ได้บทเรียนในการเตรียมตัว เตรียมการเครื่องไม้เครื่องมือในเรื่องต่างๆ ให้มีการพร้อมรับมือสิ่งที่ยังไม่มาถึงในอนาคต เราต้องปรับตัวในการทำงานจะมาเน้นในเรื่องของปราบปรามอาชญากรรมอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีการช่วยเหลือประชาชนด้วย ซึ่งตำรวจต้องมีหน้าที่บริการประชาชนด้วย น้ำท่วมครั้งนี้ยังทำให้เห็นถึงความรักสามัคคีของคนในชาติ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรเราก็รักกัน แต่ผมขอประณามสาปแช่งคนที่ไม่รักกัน คนที่ขัดแข้งขัดขาทำให้ประเทศชาติวุ่นวาย และฉวยโอกาสกับคนที่ได้รับความเดือดร้อน
................
(หมายเหตุ : สัมภาษณ์พิเศษ : ตำรวจ 'กองพันพัฒนา' ไอเดียรับศึก...พิบัติภัย : โดย...พัฐอร พิจารณ์โสภณ)



