
พญาอินทรีกับการจัดวางผลประโยชน์ใหม่
เปิดโลกวันอาทิตย์ : พญาอินทรีกับการจัดวางผลประโยชน์ใหม่
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาออสเตรเลีย ในกรุงแคนเบอร์รา เมื่อวันพุุธที่ผ่านมา" ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจทางยุทธศาสตร์และรอบคอบ สหรัฐในฐานะประเทศหนึ่งในแปซิฟิค ควรเข้ามามีบทบาทมากขึ้นและในระยะยาว เพื่อร่วมกำหนดอนาคตของภูมิภาค" หลังจากที่ก่อนหน้านั้น ก็ได้ประกาศข้อตกลงทางทหารฉบับใหม่กับออสเตรเลีย ว่าจะส่งเครื่องบินทหารและนาวิกโยธิน มาประจำการในเมืองดาร์วิน ทางภาคเหนือของออสเตรเลีย เพื่อช่วยฝึกอบรมให้กับชาติพันธมิตรในภูมิภาค และปกป้องผลประโยชน์สหรัฐฯในเอเชีย
ข้อตกลงทางทหารกับออสเตรเลีย ถือเป็นการขยายพื้นที่ประจำการทหารอเมริกันในแปซิฟิคระยะยาวเป็นครั้งแรก นับจากสงครามเวียดนาม
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่สร้างความประหลาดใจ เพราะเป็นเพียงการยืนยันในสิ่งที่บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณมานานแล้ว ว่าเมื่อสงครามอิรักกับอัฟกานิสถานซาลง กองทัพสหรัฐฯจะเริ่มหันไปหาแปซิฟิคเป็นที่ยืดเส้นยืดสายใหม่บนความกลัวว่า จีนกำลังแข็งแกร่งทั้งทางเศรษฐกิจและการทหารทุกวันๆ ไม่ใช่แค่แข็งแกร่งทันสมัยขึ้นอย่างเดียว แต่สหรัฐฯอ้างว่า สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลจีนไม่โปร่งใส ทั้งในเรื่องของความก้าวหน้าเทคโนโลยีและเจตนา
นายลีออน พาเนตตา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ หอบเอาประเด็นเหล่านี้มาตอกย้ำระหว่างเยือนเอเชียเมื่อเดือนที่แล้ว พร้อมกับย้ำว่า ถึงจะถังแตกแค่ไหนจากวิกฤติเศรษฐกิจ แต่สหรัฐฯไม่มีวันละทิ้งความวิตกเรื่องจีน และการจะถ่วงดุลการเติบโตทางทหารของจีน ก็จะต้องเป็นการปรับตำแหน่งของกองกำลังสหรัฐฯ ในแปซิฟิค เพื่อส่งสัญญาณให้จีนเห็นว่า สหรัฐฯจะปกป้องสิทธิสากลในการเดินเรือสมุทรอย่างเสรี
เจ้าหน้าที่กระทรวงกาโหม เรียกการประจำการทหารในแปซิฟิค เป็น"การจัดวางผลประโยชน์สหรัฐฯใหม่" และเป็นการจัดวางใหม่ หลังจากที่จีนเคลื่อนไหวสร้างขีปนาวุธต่อต้านเรือ ทดลองเดินเรือบรรทุกเครื่องบิน และมีเครื่องบินรบล่องหนที่อาจคุกคามกองเรือแปซิฟิคได้
นอกจากนี้ จีนยังได้พิสูจน์ให้ว่า มีขีดความสามารถยิงดาวเทียมในอวกาศตกได้ และบุกรุกทางไซเบอร์เข้าสู่ระบบกลาโหมของสหรัฐฯได้
นายโอบามา กล่าวว่า การประจำการทหารในออสเตรเลีย มีความจำเป็นในการรักษาโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาค จะเอื้อต่อการที่สหรัฐฯรับมือกับสถานการณ์อย่างทันท่วงที และเพื่อตอบสนองความต้องการของของหุ้นส่วนในภูมิภาค
สหรัฐฯไม่ใช่หนึ่งในคู่กรณีอ้างกรรมสิทธิใดๆในทะเลจีนใต้ แต่มีเดิมพันและผลประโยชน์มหาศาล หากกรณีพิพาทแย่งชิงบานปลายในน่านน้ำที่เป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้ามูลค่า 1.2 ล้านล้านสหรัฐฯต่อปี นี่จึงเป็นผลประโยชน์ที่สหรัฐฯไม่อาจยอมให้เกิดการสะดุด เพราะผลพวงจากการแย่งชิงพื้นที่
ปัจจุบัน สหรัฐฯมีฐานทัพพร้อมกองกำลัง 85,000 นายในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นนับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การคงกองกำลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลดลงอย่างมากช่วงต้นทศวรรษหลังปี 2533 พร้อมๆกับการปิดฐานทัพขนาดใหญ่ในฟิลิปปินส์ ที่คลาร์ค ฟีลด์ กับ ซูบิค เบย์
ข้อตกลงใหม่กับออสเตรเลียนั้น ในตอนต้น จะเป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนส่งนาวิกโยธินขนาดกองร้อย ประมาณ 200-250 นาย ไปยังฐานทัพในเมืองดาร์วิน เมืองท่าและที่ตั้งทางทหาร ซึ่งมีทะเลติมอร์กั้นกลางจากอินโดนีเซีย ผลัดละ 6 เดือน เป็นที่คาดว่า การเข้ามาประจำการทหารในออสเตรเลีย เป็นจุดเริ่มของการขยายกองกำลังนาวิกฯเป็น 2,500 นายในระยะหลายปีข้างหน้า
นอกจากในเรื่องการเข้ามาตั้งกองกำลังแล้ว สหรัฐและชาติพันธมิตรในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ยังกำลังเจรจาตั้งเขตการค้าเสรี ทีพีพี หรือหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิค ที่ไม่มีจีน ผู้ส่งออกและผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมรายใหญ่สุดของโลกเข้าร่วมด้วย
สำหรับจีนแล้ว พัฒนการต่างๆในรอบสัปดาห์ จึงบ่งบอกถึงสัญญาณการถูกตีวงล้อมทางทหารและเศรษฐกิจ
ก่อนประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ยังไม่มีปฏิกริยาใดจากผู้นำจีน แต่โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ย้ำว่า เป็นสหรัฐฯต่างหาก ที่จะใช้กำลังทหารเข้ามามีอิทธิพลในเอเชีย หนังสือพิมพ์ กลอบอล ไทมส์ ของทางการ เตือนในบทบรรณาธิการว่า ออสเตรเลียควรรอบคอบในการอนุญาตให้สหรัฐเข้าไปใช้ฐานทัพ เพื่อทำอันตรายจีน และเสี่ยงพาตัวเองไปอยู่กลางดงกระสุน
จึงเป็นจุดเริ่มของการจับตาว่า นี่จะเป็นความเสี่ยงของการเผชิญหน้ากับจีน คล้ายๆกับสงครามเย็นหรือไม่
---------------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : พญาอินทรีกับการจัดวางผลประโยชน์ใหม่)



