
วีรสตรีหรือทรราชหญิง?
'วีรสตรีหรือทรราชหญิง?' โดย 'ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์'
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพร้อมกับเสียงยกย่องเชิดชูว่า เป็น “นารีขี่ม้าขาว” เพื่อเข้ามาแก้ไขวิกฤตของบ้านเมือง
ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เองให้สัมภาษณ์และประกาศหลายครั้งหลายหนในช่วงแรกๆเมื่อถูกถามว่า จะช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่หลบหนีคดีอยู่หรือธุรกิจของครอบครัวชินวัตรหรือไม่ว่า จะไม่ทำเพื่อคนใดๆคนหนึ่งหรือเห็นแก่ประโยชน์ของครอบครัวและตนเองมากกว่าผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
แต่มาถึงวันนี้ สาธารณชนอาจจะมึคำตอบแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ทำตามที่ประกาศสัญญาประชาคมไว้หรือไม่
เพราะในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา มีการประชุมลับเพื่อให้ความเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ)พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ….อย่างเร่งรีบ และไม่มีการแถลงผลประชุมในเรื่องนี้แต่อย่างใด
แต่มีข่าวยืนยันว่า เนื้อหาใน พ.ร.ฎ.เอื้อประโยชน์ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้จำคุก 2 ปี ฐานกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ(คดีซื้อที่ดินบริเวณถนนรัชดาภิเษกจากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน) ให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้โดยไม่ต้องรับโทษหรือถูกจำคุก
นอกจากนั้นยังมีข้อพิรุธหลายประการ อาทิ
หนึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลีกเลี่ยงการเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งนี้โดยอ้างว่า ไปเยี่ยมประชาชนที่จังหวัดสิงห์บุรีและต้องค้างคืน ไม่สามารถเดินทางกลับได้ทัน ทั้งๆที่อยู่ห่างจาก กทม.ประมาณ 160 กม.เท่านั้น เพื่อที่จะได้อ้างว่า ไม่รู้รายละเอียดในเนื้อหา พ.ร.ฎ จะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ
สอง ในการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีไม่เคยประชุมลับและแถลงผลการประชุมทุกครั้งเพราะเป็นการถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถซึ่งเป็นเรื่องมหามงคลที่ควรให้สาธารณชนรับรู้
สาม ไม่มีการส่งร่าง พ.ร.ฎ.ให้แก่คณะกรรมการร่างกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเหมือนที่ผ่านมา แต่ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแทน
อย่างไรก็ตามในการตรา พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษต้องอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ป.วิอาญา)ซึ่งปัจจุบันคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 187 และ 191 และ ป.วิอาญามาตรา 261ทวิ
ดังนั้นในการตรา พ.ร.ฎ. เนื้อหาจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญและ ป.วิอาญามาตรา 261 ทวิไม่ได้
รัฐธรรมนูญ มาตรา 187 บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
รัฐธรรมนูญ มาตรา 191 บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ
แต่ทั้งนี้ต้องใช้พระราชอำนาจดังกล่าว ผ่านทางคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ(มาตรา 3)และไม่ขัดต่อกฎหมาย
สำหรับ ป.วิอาญา มาตรา 261 ทวิ บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควร จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ “ผู้ต้องโทษ”ก็ได้
การพระราชทานอภัยโทษตามวรรคหนึ่งให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
เห็นชัดว่า ใน ป.วิอาญา มาตรา 261 ทวิ กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาว่า ต้องเป็น “ผู้ต้องโทษ”เท่านั้น ซึ่งต่างจากการขอพระราชขอพระราชทานอภัยโทษเเฉพาะบุคคลซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม(ป.วิอาญา มาตรา259และ 261)ซึ่งกำหนดคุณสมบัติว่า เป็น “ผู้ต้องคำพิพากษา“โดยกำหนดเงื่อนไขว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว
มาตรา 261 บัญญัติว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งถวายความเห็นว่า ควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่…. ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเห็นเป็นการสมควรจะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ “ผู้ต้องคำพิพากษา”นั้นก็ได้
การที่มาตรา 259 และมาตรา 261 ใช้ถ้อยคำกำหนดคุณสมบัติผู้ขอพระราชทานอภัยโทษว่า “ผู้ต้องคำพิพากษา” ขณะที่ มาตรา 261 ทวิ ใช้คำว่า “ผู้ต้องโทษ”นั้น ย่อมแสดงให้เห็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน
กล่าวคือ “ผู้ต้องคำพิพากษา”มิได้มีเงื่อนไขว่า ต้องได้รับโทษหรือถูกจำคุกก่อนจึงจะขอพระราชทานอภัยโทษได้ เพียงแต่ต้องคดีถึงที่สุดเท่านั้น(มาตรา 259)
ขณะที่ “ผู้ต้องโทษ” ถ้อยคำบอกชัดแล้วว่า ต้องได้รับโทษหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ต้องติกคุกแล้วเท่านั้น
ดังนั้น การตราพระราชกฤษฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษโดยคณะรัฐมนตรี ตาม ป.วิอาญา มาตรา 261 ทวิ จึงไม่อาจกำหนดเงื่อนไขว่า ผู้ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ไม่ต้องได้รับโทษ ไม่ต้องถูกจำคุก ไม่ต้องอยูในการควบคุมตัวของทางราชการได้เพราะจะขัดแย้งกับกฎหมายแม่หรือ ป.วิอาญาซึ่งเป็นฐานในการตรา พ.ร.ฎ.อย่างชัดแจ้ง
คำถามคือ ถ้า คณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังดันทุรังที่จะออก พ.ร.ฎ.ที่มีเนื้อหาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษโดยที่อดีตนายกรัฐมนตรีไม่ต้องรับโทษหรือถูกจำคุกต่อไปจะเกิดผลอย่างไร
หนึ่ง คณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจถูกพรรคฝ่ายค้านยื่นถอดถอนฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพราะเป็นการตรา พ.ร.ฎ.ที่ขัดกับกฎหมายอย่างชัดแจ้งเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ
สอง หลังจากคณะรัฐมนตรีผ่านร่าง พ.ร.ฎ.แล้ว ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อให้พระมหากษัตรย์ทรงลงพระปรมภิไธย แม้ในทางรัฐธรรมนูญผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
แต่ตามประเพณีทางการปกครองที่ผ่านมา ถ้ามีการทูลเกล้าฯถวายกฎหมายที่ผิดพลาด ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง จะทรงพระราชทานคืนมาให้แก้ไข
ขณะเดียวกัน ยังมีคณะองคมนตรีซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาจำนวนมากคอยทำหน้าที่ในการกลั่นกรองงานเพื่อถวายความเห็น ถ้ามีการเสนอร่าง พ.ร.ฎ.ที่ขัดแย้งกับกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดแจ้งแล้ว โอกาสที่จะส่งกลับให้มีการแก้ไขให้ถูกต้องมีความเป็นไปได้สูง
อย่างไรก็ตาม ในการตรา พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ มีผลประโยชน์ในทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวชินวัตรเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแยกไม่ออก มิได้มีเฉพาะผู้ต้องโทษที่อยู่ในเรือนจำหรือถูกคุมประพฤติเกือบ 30,000 รายเท่านั้น
ดังนั้น โอกาสที่จะถูกผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์หยิบยกเอาเรื่องที่คณะองคมนตรีกลั่นกรองร่าง พ.ร.ฎ.ที่ขัดแย้งกับ ป.วิอาญาอย่างชัดแจ้งมาโจมตีและขยายผลในทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณได้
นอกจากนั้น การดันทุรังผลักดันร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับดังกล่าวโดยทำในลักษณะลับๆล่อๆโดยอ้างว่า เป็นความลับ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมืองและอาจนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นนองเลือดได้
เมื่อถึงเวลานั้น นอกจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะไม่ได้เป็น“นารีขี่ม้าขาว”แล้ว ยังอาจถูกประณามว่า เป็น“ทรราชหญิง”อีีกด้วย!!
....................
(หมายเหตุ : ที่มา : 'วีรสตรีหรือทรราชหญิง?' โดย 'ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์'



