
'ปิ๊ง-ฐิตวัฒน์'เจอม้าดีเหมือนมีเนื้อคู่
'ปิ๊ง-ฐิตวัฒน์'เจอม้าดีเหมือนมีเนื้อคู่ : ขอเวลานอก : เรื่อง : ณุวภา ฉัตรวรฤทธิ์ - ภาพ : อนันต์ จันทร์สูตร
เพราะสิ่งมีชิวิตมีบริบทที่คาดเดาไม่ได้ การขี่ม้าที่ดูเป็นสัญญาลักษณ์ของความอิสระจึงกลับต้องใช้ทักษะในหลาย ๆ ด้านกว่าจะบังคับเจ้าม้าอาชาให้เดินเหินตามที่ต้องการ สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้หนุ่ม "ปิ๊ง" ฐิตวัฒน์ วัชโรทัย วัยรุ่นพันธุ์ใหม่ลูกชายคนโตของเจ้ากรมวังผู้ใหญ่ แห่งสำนักพระราชวัง "ยอร์ช" วัชรกิติ วัชโรทัย ต้องขอมาลิ้มลองความยากนี้กับเขาซักหน่อย พอเรียนจบทางด้านไฟน์อาร์ต จากสถาบัน SAIC (School of the Art Institute of Chicago) ประเทศสหรัฐอเมริกาปุ๊บ ก็รีบคืนกำไรให้ชีวิตทันทีด้วยการเริ่มเรียนขี่ม้าแบบจริงจังกับเขาดูสักครั้ง
ก่อนเข้าคลาสเรียนเจ้าตัวในชุดขี่ม้าเต็มยศ ย้อนเข้าไปสู่โลกของกีฬาสุดโปรดอย่างศิลปะการบังคับม้า หรือเดรสสาจ (Dessage) ที่ต้องควมคุมท่วงท่าทั้งคนและม้าให้สวยงามทุกจังหวะการก้าวเดิน คล้าย ๆ กับเรื่องของศิลปะที่เขารัก ทั้งการวาดภาพ และถ่ายรูป ซึ่งกว่าจะได้ผลงานหนึ่งชิ้นต้องใช้เวลา สมาธิ และความตั้งใจจริงมาควบคุมผลงานทุกครั้ง
"สิ่งที่ประทับใจตอนเรียนอยู่ที่โน่น ผมได้ร่วมทำโครงการของมหาวิทยาลัย ไปตามศูนย์ศิลปะของแต่ละหมู่บ้าน ช่วยทำศิลปะบำบัดสอนเด็กด้อยโอกาส พาเด็กที่มีปัญหาทั้งด้านสังคมและครอบครัว มาทำงานศิลป์เป็นหมือนการระบายอารมณ์ออกมา แล้วเราก็จะประเมินความรู้สึกเขาจากผลงานได้ทำแล้วรู้สึกดีมีความสุขมาก แต่ตอนแรกคุณพ่อก็อยากให้เรียนอย่างอื่น เราก็พยามขอเรียนทางด้านนี้เพราะใจรัก ตั้งใจไปสมัครเรียนเองเลย จนเขาก็คงเห็นว่าเราชอบจริง ๆ ก็ปล่อยให้อยู่กับมันเต็มที่ไปเลย แต่ขอให้ผมต่อโทด้านบริหารไว้ด้วย เข้าใจดีเลยว่าเป็นความหวังดีที่ท่านอยากให้เรามีความมั่นคงในชีวิต ตอนนี้กำลังเรียนปริญญาโทที่ วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ใบนี้ตั้งใจเรียนให้คุณพ่อเลยครับ" หนุ่มปิ๊งเอ๋ยถึงเรื่องราวท้าทายจากสิ่งที่ตัวเองรักเป็นอย่างแรก
หลังจากแนะนำถึงตัวตนกันเสร็จสรรพก็เกือบได้เวลาเข้าฝึกในสนาม เจ้าตัวจึงจัดแจงเตรียมเช็กอุปกรณ์ ทั้งรองเท้าบู๊ทขี่ม้า ถุงมือ หมวก และเครื่องป้องกันต่าง ๆ พร้อมวอร์มอัพจิตใจด้วยการเล่าต่อถึงกีฬายามว่างสุดรักอย่างการขี่ม้าที่ได้ลองเล่น ๆ มาตั้งแต่วัยเยาว์จนตอนนี้อยากจะฝึกฝนให้เข้าขั้นมืออาชีพดูบ้างซะแล้ว
"ตอนนี้มาฝึกอยู่ทุกวัน วันละ 2 ชั่วโมง ทุ่มเทเวลาให้ไปเต็มที่เลย ผมว่าถ้าเราทำอะไรที่ชอบเราก็จะรู้สึกมีแรงขับเคลื่อนมากระตุ้นให้ทำต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อก่อนผมจะเป็นคนตื่นสายมากเดี๋ยวนี้ก็ตื่นเร็วขึ้นมากเพราะอยากจะออกมาขี่ม้าเนี่ยแหละ มันเป็นการออกกำลังกายที่ดูเหมือนไม่เหนื่อยนะ แต่จริง ๆ แล้วมันเหนื่อยมาก การขี่ม้าไม่เหมือนการออกกำลังกายที่เราเล่นกับอุปกรณ์ไม่มีชีวิต แต่เหมือนได้ออกมาเจอกับคนที่ต้องคุยกัน รู้ใจกัน รู้ว่าเขาต้องการอะไร เป็นเหมือนศาสตร์และศิลป์ในการได้ใช้ชีวิตร่วมกันของ 2 สิ่งมีชีวิต ง่าย ๆ คือ รู้สึกเหมือนอยู่กับคนเลยครับ 'เจอม้าก็เหมือนเจอเนื้อคู่'... บางวันเรารู้เลยนะว่าเขารู้สึกยังไง มีดื้อบ้าง อารมณ์ดีบ้าง เราก็ต้องทำตัวตามเขาไปด้วย มีการอ่อนข้อให้บ้าง เราเองก็ต้องรู้จักใช้สติ ใช้ความมั่นใจให้เต็มที่ในการที่จะคุมเขาให้อยู่"
ว่าจบหนุ่มนักควบ (ม้า) ก็พาเราไปหาเนื้อคู่ในสนามนามว่า "เคนต์" ม้าแข่งสีน้ำตาลดำที่เขาซื้อต่อมาอีกทีตั้งแต่กลับมาเมืองไทยเมื่อ 6 เดือนก่อน และคอยดูแลมาตลอดด้วยใจรักเพราะถูกชะตากันจริง ๆ
"ตัวเคนต์จะแห้ง ๆ หน่อยไม่ใช่ม้าดีอะไร แต่เวลาผมอยู่กับตัวนี้แล้วรู้สึกว่าเราจะรู้จังหวะกันดีเหมือนการขับรถยนต์ที่มีชีวิต พอขึ้นไปอยู่บนอานก็เหมือนมีเรากับม้าแค่นั้น ผมรู้ว่าเขาเป็นม้าที่ใจกล้ามากอยู่กับเขาก็รู้สึกเหมือนอยู่กับเพื่อนคนหนึ่ง เลยคิดว่าตัวนี้แหละเป็นม้าที่ใช่สำหรับเรา" หนุ่มปิ๊งบอกเหตุผลง่าย ๆ ที่ใช้เพียงความรู้สึกตัดสินเลือกม้าคู่ใจ
พออุปกรณ์พร้อม... ม้าพร้อม...จ๊อกกี้หนุ่มก็กระโดดขึ้นอานพร้อมขยับบังเหียนพาเจ้าเคนต์เดินไปตามทิศทางต่าง ๆ โดยมีครูฝึกคอยดูแลจัดท่าทางอย่างใกล้ชิด ทั้งเดินก้าวยาว ก้าวสั้น ทำวงกลม ควบคุมท่วงท่าให้สง่างาม รวมถึงการยกตัวบังคับช่วงคอของม้าให้โค้งงอเล็กน้อยเหมือนม้าหมากรุก พร้อมแคนเตอร์ให้ม้าเดินก้าวลอย ๆ เป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอโดยไม่มีอาการต่อต้าน ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีแม้ว่าเจ้าม้าแสนรักจะออกอาการดื้อบางในบางช่วง ซึ่งครูฝึกก็สรุปอาการให้ว่าวันนี้เจ้าเคนต์เขินกล้องนั่นเอง
"อนาคตอย่างจะลองขี้ม้าโปโล และม้ากระโดดดูบ้าง ส่วนเรื่องอาชีพหลังจากนี้อาจดูแปลก ๆ ไปนิดเพราะผมคงจะมารับราชการเหมือนกับที่บ้าน แต่คงไม่ทิ้งเรื่องศิลปะไปไหน ว่าง ๆ ก็ยังวาดรูป เชื่อว่าอีกหน่อยการทำงานจะทำให้เราได้รู้จักคนมากขึ้น และมีช่องทางให้ผมได้ส่งเสริมคุณค่าของงานศิลปะกับศิลปินไทยบ้าง ถ้ามีโอกาสนั้นเมื่อไหร่ก็จะกลับมาอยู่กับสิ่งที่ตัวเองรักอีกสักช่วงหนึ่ง" บัณทิตหนุ่มไฟแรงบอกถึงเป้าหมายชีวิต
นี่อาจเป็นผลพลอยได้จากโลกบนหลังม้า ที่เพิ่มพูนเหตุผลให้วัยรุ่นคนนี้ยอมรับทางเดินที่ไม่ได้ปูด้วยความชอบ แต่ก็สามารถจัดสรรเวลาอยู่กับสิ่งที่ตัวเองรักให้ได้ดีที่สุดนั่นเอง
.................................................................
('ปิ๊ง-ฐิตวัฒน์'เจอม้าดีเหมือนมีเนื้อคู่ : ขอเวลานอก : เรื่อง : ณุวภา ฉัตรวรฤทธิ์ - ภาพ : อนันต์ จันทร์สูตร)



