ข่าว

กองทุนว่างงานช่วยแรงงานน้ำท่วมไม่ได้

กองทุนว่างงานช่วยแรงงานน้ำท่วมไม่ได้

18 พ.ย. 2554

ติดกฎกระทรวง ใช้เงินกองทุนประกันว่างงานเกือบ 6 หมื่นล้าน ช่วยแรงงานกระทบจากมหาอุทกภัยไม่ได้ โดย โดย ศิลป์ฟ้า ตันศราวุธ ศูนย์ข่าว TCIJ

          จากมหาอุทกภัยที่ดำเนินมาตั้งแต่ตุลาคม กระทบสถานประกอบกิจการต่างๆทั้งที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมและไม่ได้อยู่ ซึ่งมีแรงงานที่ได้รับผลกระทบถึงเกือบหนึ่งล้านคน แต่กองทุนทดแทนการว่างงานของสำนักงานประกันสังคมซึ่งมีเงินอยู่ในขณะนี้ถึงกว่า 57,000 ล้านบาท กลับไม่สามารถนำออกมาใช้จ่ายเงินทดแทนผู้ว่างงานได้

          ทั้งๆที่หากรัฐบาลต้องการใช้เงินก้อนนี้ ก็ทำได้เพียงแก้กฎกระทรวงของกระทรวงแรงงานโดยมิต้องแก้พรบ.ฉบับใดๆเลย

          กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานแรงงานรายงานตัวเลขสถานประกอบกิจการที่ประสบภัยน้ำท่วมใน 32 จังหวัดซึ่งรวมกรุงเทพฯด้วย มีสถานประกอบกิจการ 28,627 แห่ง และคนงาน 993,869 คนที่ประสบภัยน้ำท่วมตั้งแต่ 1 ตุลาคม ถึง 17 พฤศจิกายน 2554 และเพิ่มเติมว่ามีคนงานเพียง 4,510 คนในสถานประกอบกิจการ 15 แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานีได้ถูก ‘เลิกจ้าง’

          แต่คนงานที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยครั้งนี้อาจไม่ใช่กรณีถูก ‘เลิกจ้าง’ เนื่องจากคนงานเหล่านี้ส่วนใหญ่อาจเป็นลูกจ้างรายวันที่ไม่มีสัญญาจ้างงาน วันไหนมาทำงานก็ได้ค่าจ้าง วันไหนไม่มาทำก็ไม่ได้ ซึ่งในยามปกติ ก็ควรเป็นเช่นนั้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและกำลังเป็นอยู่ คนงานมิได้เลือกที่จะไม่มาทำงาน และก็มิได้ถูกเลิกจ้าง และสถานประกอบกิจการต่างๆก็ไม่ได้เลิกกิจการ แต่ประกอบกิจการไม่ได้เนื่องจากประสบภัยพิบัติจากธรรมชาติ คนงานจึงมาทำงานไม่ได้ และต้อง ‘ว่างงาน’ในที่สุด

 

ต้องถูกเลิกจ้างจึงมีสิทธิ

          ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งได้รับการแก้ไขสองครั้งในปี 2537 และ 2542 นั้น ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมในกรณี ‘ว่างงาน’ด้วย โดยสามารถมีสิทธิรับประโยชน์ตั้งแต่วันที่แปดนับแต่เริ่มว่างงาน  และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานที่ออกบังคับในปี 2547 ตามความในพรบ.ฉบับนี้นั้น ก็กำหนดผู้มีสิทธิว่าต้องเป็นกรณีว่างงานเพราะถูกเลิกจ้าง หรือเพราะลาออกจากงานหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างไว้แน่นอน

          คนงานที่ต้องว่างงานจากมหาอุทกภัยครั้งนี้จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนตามกฎกระทรวงนี้ แต่นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องประกันทางสังคมเห็นว่าคนงานเหล่านี้ควรมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจากเงิน 57,354 ล้านบาทของกองทุนประกันสังคมกรณีว่างงานอันเป็นตัวเลข ณ วันที่ 30 กันยายน 2554 ของสำนักงานประกันสังคม

          “โดยหลักการแล้ว ควรจ่ายชดเชยในกรณีภัยพิบัติอย่างนี้ ทั้งโรงงานและลูกจ้างต่างลำบาก  ไม่แตกต่างไปจากความลำบากจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเลย  อาจจะเรียกว่าหนักกว่าด้วยซ้ำ  เพราะฉะนั้นอยู่เฉยกันไม่ได้” ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ผู้อำนวยการวิจัยด้านหลักประกันทางสังคม ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวกับศูนย์ข่าว TCIJ

          หลักการของการประกันการว่างงานก็เหมือนประกันชีวิต  ถ้าผู้ประกันตนมิได้เป็นผู้ทำให้ตนเองถึงแก่ชีวิตคือฆ่าตัวตาย ก็ควรได้รับเงินประกันชีวิต ดังนั้นถ้าคนงานซึ่งเป็นผู้ประกันตนมิได้ทำให้ตนเองออกจากงานเองคือลาออกจากงานหรือถูกเลิกจ้างเพราะทำความผิดต่อนายจ้างอย่างร้ายแรง ก็สมควรได้ประโยชน์ทดแทนจากการว่างงาน

          “เราไม่ได้คิดเลยว่าความเสี่ยง (ที่จะทำให้ลูกจ้างว่างงาน) มีอะไรบ้าง ความเสี่ยงของโรงงานในยุโรปก็เป็นอย่างหนึ่ง ความเสี่ยงของโรงงานในประเทศไทยก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่อะไรก็ตามที่เป็นความเสี่ยงและมิใช่ความผิดของลูกจ้างหรือนายจ้าง เราต้องคำนึงถึงตรงนั้น” ดร.วรวรรณกล่าว

          ที่สำคัญเงิน  57,354 ล้านบาทนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นเงินของประชาชน ประเทศไทยเริ่มเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานมาตั้งแต่ 1 มกราคม 2547 ในสมัยรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยที่มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี โดยลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนต้องเสีย 0.5 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน นายจ้างจ่ายอีกเท่ากันคือ 0.5 เปอร์เซ็นต์ และรัฐสมทบอีก 0.25 เปอร์เซ็นต์

          เนื่องจากกฎเกณฑ์ที่ทำให้จ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงานจากเหตุมหาอุทกภัยไม่ได้เป็นเพียงกฎกระทรวงซึ่งออกโดยรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน จึงอาจแก้ไขได้โดยคณะกรรมการประกันสังคมเสนอให้แก้ไข หรือรัฐมนตรีเองก็แก้ไขได้ “เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ควรมีการตื่นตัว คำนึงถึงสภาพความจริง มองผลประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นสำคัญ” ดร.วรวรรณกล่าว

          ดร.วรวรรณ ยังได้เขียนในบทความชิ้นหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้ว่า เฉพาะในปทุมธานีและอยุธยามีลูกจ้างผู้ประกันตนรวมกันประมาณ 8 แสนคน และสถานประกอบกิจการในระบบประกันสังคมประมาณ 17,000แห่ง ถ้ามหาอุทกภัยครั้งนี้ทำให้ลูกจ้างรายวันขาดรายได้ประมาณ 2แสนคน กองทุนประกันการว่างงานจะใช้เงินเพียงประมาณ 600ล้านบาทในการจ่ายเงินชดเชย 30วัน ในขณะเดียวกันการจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในจังหวัดอื่นๆ คาดว่าจะใช้เงินน้อยกว่านี้

          อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ออกมาตรการช่วยเหลือนายจ้างและลูกจ้างที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้โดยมีหลักเกณฑ์พิจารณารับนายจ้างเข้าร่วมโครงการคือต้องเป็นนายจ้างหรือสถานประกอบกิจการที่ประสบอุทกภัยมีน้ำท่วมขัง 7 วันขึ้นไปและหยุดดำเนินกิจการ 3 เดือนขึ้นไป และนายจ้างจะต้องไม่เลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุอุทกภัยนี้

          ในการนี้ รัฐบาลจะจ่ายเงินให้ลูกจ้างเดือนละ 2,000 บาทต่อคน และนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้ลูกจ้างเมื่อรวมกันแล้วลูกจ้างต้องได้รับเงินไม่น้อยกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับก่อนเกิดอุทกภัย ทั้งนี้สถานประกอบกิจการต้องทำข้อตกลง (MOU) กับกรมฯ โดยการจ่ายเงินจะสิ้นสุดเมื่อสถานประกอบกิจการสามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ และจะจ่ายเงินไม่เกิน 3 เดือนติดต่อกัน

 

กองทุนประกันสังคมแม้จะใหญ่แต่อาจติดลบในอนาคต

          โดยภาพรวมแล้ว กองทุนประกันสังคมเป็นเงินกองทุนที่มีจำนวนเงินมากที่สุดที่อยู่ในการครอบครองของรัฐ แต่ก็มิใช่เงินของรัฐเสียทีเดียว เนื่องจากเป็นเงินสมทบที่เก็บจากลูกจ้างที่ประกันตนกับนายจ้างเป็นส่วนใหญ่ ณ ปัจจุบัน ลูกจ้างคนหนึ่งๆที่ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม จะถูกหัก 5 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนทุกเดือน โดย 1.5 เปอร์เซ็นต์จะเป็นเงินสมทบกรณีเจ็บป่วย ตายหรือทุพพลภาพ อีก 0.5 เปอร์เซ็นต์เป็นการประกันการว่างงานตามที่ได้กล่าวมาแล้ว และ 3.0 เปอร์เซ็นต์สุดท้ายเป็นเงินสงเคราะห์บุตรและประกันชราภาพหรือบำเหน็จบำนาญ

          เงินส่วนสุดท้ายนี้เริ่มเก็บเมื่อปี 2542 และผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 15 ปีจึงจะมีสิทธิรับเงินบำนาญชราภาพนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรืออีกนัยหนึ่งคือสำนักงานประกันสังคมจะต้องเริ่มจ่ายเงินประกันชราภาพในปี 2557 หรืออีกเพียง 3 ปีข้างหน้า

          ณ  30 มิถุนายน 2554 กองทุนประกันสังคมมีเงินทั้งสิ้น 833,241 ล้านบาทและเป็นเงินสงเคราะห์บุตรและประกันชราภาพ 712,136 ล้านบาท ประกันเจ็บป่วยฯ 65,425 ล้านบาท และประกันว่างงาน 55,680 ล้านบาท (เฉพาะตัวเลขประกันว่างงานมีถึงสิ้นเดือนกันยายนตามตัวเลขที่สูงกว่าข้างต้น) เงินประกันชราภาพเป็นเงินก้อนใหญ่เนื่องจากขณะนี้มีแต่เก็บเข้ามาแต่ไม่มีการจ่ายออกไป แต่ดร.วรวรรณกล่าวว่านี่อาจเป็นเพียง ‘ภาพลวงตา’

          นักวิชาการท่านนี้กล่าวว่าทันทีที่เริ่มมีการจ่ายเงินประกันชราภาพในปี 2557 อีกไม่เกิน 30 ปีต่อจากนั้นเงินก้อนนี้จะติดลบและแม้จะนำเงินอีกสองก้อนในกองทุนประกันสังคมมาจ่าย ก็จะยังไม่พอจ่าย เพราะรัฐจะต้องจ่ายไปจนกว่าผู้ประกันตนนั้นจะเสียชีวิต และคนไทยก็มีแนวโน้มอายุยืนขึ้นเรื่อยๆ

 

..............

(หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว

ที่มา : ติดกฎกระทรวง ใช้เงินกองทุนประกันว่างงานเกือบ 6 หมื่นล้าน ช่วยแรงงานกระทบจากมหาอุทกภัยไม่ได้ โดย โดย ศิลป์ฟ้า ตันศราวุธ ศูนย์ข่าว TCIJ http://www.tcijthai.com/)