ข่าว

มช.แนะแก้น้ำท่วมเริ่มจากป่าต้นน้ำ

มช.แนะแก้น้ำท่วมเริ่มจากป่าต้นน้ำ

18 พ.ย. 2554

มช.เปิดเวทีเสวนาถกปัญหาน้ำท่วมต้องเริ่มจากพื้นที่ป่าต้นน้ำ อาจารย์จุฬาฯแนะรัฐเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียม หาเงินเยียวยาชาวบ้าน เชื่อค่าเสียหายอุทกภัยรวมแล้วมากกว่า 1.2 แสนล้าน

        18พ.ย.2554 ดร.สมเกียรติจอมจันทร์ยอง คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)  กล่าวในเวทีเสวนา"บทบาทของวิศวกรรมเชียงใหม่กับการแก้ปัญหาภัยพิบัติจากน้ำ ก้าวต่อไปหลังน้ำลดและอนาคตของลุ่มน้ำเจ้าพระยา" จัดขึ้นที่ห้องประชุมชั้น 3  อาคารวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. เมื่อเร็วๆนี้ (18 พ.ย.) ว่า   ผลกระทบที่เกิดจากน้ำท่วมครั้งนี้แม้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จ.ลำพูนจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ก็มีผลต่อระบบการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกันแม้จะมีการย้ายฐานผลิตมาที่นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือบางส่วนก็ตาม


          ทั้งนี้เหตุการณ์นำท่วมที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นบทบาทหน้าที่ของนักวิชาการที่จะออกมาชี้นำสังคมดึงแนวทางที่เหมาะสมมาบอกกล่าวให้สังคมทราบ เพราะการให้ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมต่อสังคมเป็นเรื่องน่าห่วง ดังนั้นนักวิชาการและมหาวิทยาลัยจึงต้องออกมาแสดงบทบาที่เหมาะสมในภาวะเช่นนี้ โดยเฉพาะคณะวิศวะฯ มช. ที่เปิดการดรียนการสอนมานานกว่า 40 ปี มีทั้งองค์ความรู้และนักวิชาการที่มีประสบการณ์ แต่ที่ผ่านมาคณะวิศวฯเน้นผลิตบัณทิตเป็นหลัก แต่ในระยะต่อไปจากนี้จะต้องเป็นขุมกำลังเพื่อช่วยพัฒนาสังคม และนำองค์ความรู้ที่มีมาช่วยพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้กับชุมชน รวมทั้งให้ข้อมูลที่ถูกต้องในสถานการณ์ต่างๆ


          รศ.ชูโชคอายุพงศ์  หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช.  กล่าวว่า    น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจ.เชียงใหม่เมื่อเร็วๆนี้ถูกติงจากนายกรัฐมนตรีว่าไม่มีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแต่ข้อเท็จจริงมีการแจ้งเตือนภัยผ่านหลายช่องทางให้ประชาชนป้องกันและเตรียมตัวอพยพ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการต่อสู้กับน้ำเพราะน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2548 ชาวเชียงใหม่ส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสเตรียมตัวและต่อสู้กับน้ำท่วม


          ส่วนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมี 2 รูปแบบ คือ การชะลอน้ำไว้ข้างบน และการชะลอน้ำหลาก  ที่ผ่านมาเคยมีผู้ทำนายว่าหากจะทำผนังกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมตั้งแต่นครสวรรค์ถึงกรุงเทพ จะต้องทำผนังสูงถึง 8 เมตร จึงจะเอาอยู่ แต่ถ้าทุกจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำทำผนังกั้นน้ำกันหมดกรุงเทพฯจะไม่รอดจากน้ำท่วม  นอกจากนี้มีการระบุว่าเหตุใดมีเขื่อนแล้วจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ข้อเท็จจริงเรายังมีเขื่อนไม่พอ


          รศ.ชูโชค กล่าวต่อไปถึงการทำงานของ ศปภ.ว่า  ยังทำงานผิดเรื่องลงรายละเอียดในปัญหาที่หน่วยงานท้องถิ่นทำอยู่แล้ว  ศปภ.ควรไปเน้นเรื่องการอพยพคน จัดระบบการจอดรถ การจาจร โดยเฉพาะการประกาศอพยพซึ่งเกี่ยวโยงกับการพยากรณ์ปริมาณน้ำด้วย  ส่วนน้ำที่ท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯคาดว่าราวกลางเดือน ธ.ค.จึงจะประเมินได้ว่าน้ำจะลดระดับลงหรือไม่ เพราะแม้พื้นที่ดอนเมืองจะะริ่มลดลงแต่ยังท่วมขังบางจุด ขณะที่พระราม 2 น้ำเพิ่มเริ่มท่วม หากน้ำจะไหลมาท่วมพระราม น้ำที่ท่วมดอนเมืองต้องลดระดับลงทั้งหมด


          "ปริมาณน้ำที่ไหลมาท่วมกรุงเทพฯในปีนี้ไม่ได้ไม่ต่างจากที่ผ่านมามากนัก แต่การที่เขื่อนภูมิพลปล่อยน้ำวันละ 100 ล้าน ลบ.ม.ในระยะเวลา 10 วัน ทำให้มีน้ำไหลลงมาที่กรุงเทพฯรวมกันถึง 1,000 ล้าน ลบ.ม. ส่วนการฟัสเวย์ หรือเส้นทางบายพาสน้ำ เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณค่อนข้างมาก เช่น กรณีการผันน้ำจากเขื่อนแม่งัดไปเขื่อนแม่กวง ต้องอาศัยภูมิประเทศช่วยในการไหลของน้ำ ซึ่งต้องสูญเสียงบประมาณไม่น้อยกว่าหลายหมื่นล้านบาท หากกรุงเทพฯจะดำเนินการต้องทำตั้งแต่นครสวรรค์ขึ้นมา"รศ.ชูโชคกล่าว 


          ดร.วสันต์ จอมภักดี  ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนาสังคมและบริการวิชาการชุมชน   คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. กล่าวว่า  น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจ.เชียงใหม่ในช่วงปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำทั้งหมดใช้เวลา 1 เดือนจึงไหลถึงกรุงเทพฯโดยอาศัยการไหลตามลักษณะภูมิประเทศจากที่สูงสู่ที่ต่ำ นอกจากนี้ยังมีน้ำที่ไหลจากลุ่มน้ำวัง ยม และน่านไปสมทบ แต่ปรากฎว่ากลับไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำที่ไหลลงไป


          "หากจะแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องแก้ทั้งระบบ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาบนพื้นที่ป่าต้นน้ำซึ่งปัจจุบันถูกบุกรุก ขณะเดียวกันต้องแก้ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เปลี่ยนสภาพจากพื้นที่นา พื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม เพราะสภาพภูมิประเทศของภาคเหนือตอนบนอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,500 เมตร ส่วนแอ่งเมืองเชียงใหม่ก็เป็นพื้นที่รับน้ำจากอ.เชียงดาวซึ่งมีภูมิประเทศสูงกว่า"ดร.วสันต์ กล่าว


          ดร.วสันต์กล่าวอีกว่า  ป่าต้นน้ำในภาคเหนือที่ถูกบุกรุกและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นประเด็นสำคัญ จึงต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำในภาคเหนือตอนบนที่มีสภาพเป็นเขาหัวโล้น เมื่อไม่มีต้นไม้อุ้มน้ำไว้ฝนที่ตกลงมาจึงถูกชะล้างลงมาทั้งหมด แต่ถ้ามีป่าไม้ช่วยชะลอและดูดซับน้ำไว้เหมือนเป็นฟองน้ำธรรมชาติและค่อยๆปล่อยน้ำลงมา  ซึ่งในการออกแบบและแก้ไขปัญหาบุคลากรด้านวิศวะมีส่วนสำคัญในการออกแบบ จึงถือเป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาธรรมชาติเพื่อนำใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบสิ่งก่อสร้างที่ไม่ทำลายธรรมชาติและสร้างความเสียหายให้สิ่งแวดล้อม


          ส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เปลี่ยนไปจะต้องหามาตรการป้องกันการไหลของน้ำและการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับกับสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนไปเพื่อทำให้เกิดความสมดุลสำหรับแม่น้ำที่มีสภาพคดเคี้ยวเป็นเหตุผลทางระบบนิเวศน์ที่ช่วยชะลอการไหลของน้ำ ดังนั้นการที่รัฐบาลจะขุดลอกคูคลอง แม่น้ำ และทำฟัสเวย์ หากทำตามสภาพภูมิประเทศเดิมไม่น่ามีปัญหาแต่สำหรับจ.เชียงใหม่หากมีการดำเนินการ จะต้องบุรณาการทั้งระบบ เพราะถ้าทำตั้งแต่อ.เชียงดาว จะกระทบถึงเชียงใหม่ และถ้าทำจากเชียงใหม่ก็จะกระทบถึงลำพูน 



อ.จุฬาฯแนะรัฐเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียมหาเงินเยียวยา



          ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวระหว่างการสัมมนาเรื่อง มหาอุทกภัย:ใครต้องรับผิดชอบ กล่าวถึงแนวทางการฟ้องร้องค่าเสียหายกับรัฐที่บริหารจัดการน้ำผิดพลาดจนเป็นเหตุให้ความเสียหายกระทบในวงกว้างว่า ที่ต้องฟ้องเพราะเชื่อว่ารัฐรู้ดีว่าในพื้นที่ในส่วนใดคือทางผ่านของน้ำ แต่กลับไม่มีการวางแผนจัดการ กล่าวคือเป็นความผิดสะสมที่ไม่ยอมทำอะไร กลับกันที่ปล่อยให้มีการจัดสรรที่ดินทำอสังหาริมทรัพย์ มีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมขวางทาง ทั้งนี้เมื่อประเมินมูลค่าโดยรวมของความเสียหายที่เกิดขึ้นเบื้องต้น อาทิ สิ่งก่อสร้าง ยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม คิดว่ามีมูลค่าสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท นอกจากนี้ตนทราบว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำได้ท่วมบริเวณ จ.พิจิตร พิษณุโลก และภาคกลางบางส่วนแล้ว มีคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีให้กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแนวทางแจ้งเตือนภัยพิบัติกับประชาชน แต่ความเป็นจริงกับไม่มีการดำเนินการใดๆ ตนเลยอยากถามว่าเช่นนี้ต้องมีคนรับผิดชอบหรือไม่


          นายณรงค์กล่าวว่า รัฐบาลต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับประชาชน โดยไม่ต้องอ้างเหตุผลอื่นใดต้องจากเป็นความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับบริษัทประกันภัยก็ต้องชดเชยค่าเสียหายให้ผู้ประกอบการตามกฎหมาย สำหรับเงินที่ภาครัฐจะเอามาใช้จ่ายในส่วนนี้นั้น ตนมองว่าไม่สมควรเป็นเงินคงคลัง เพราะจะทำให้รัฐมีภาระมาก แต่รัฐบาลต้องฉลาดพอที่จะหารายได้จากแหล่งอื่น การเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียม การนำเงินจากการขุดน้ำมัน ในส่วนที่ยังไม่เคยมีการขุด การยึดคืนบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) กลับมาเป็นของรัฐ เพราะที่ผ่านมาปตท.ทำกำไรได้มากก็จริง แต่ปันส่วนคืนให้รัฐน้อยกว่าเมื่อเทียบกับรายได้ ทั้งหมดคือแนวทางหาเงินขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะกล้าหรือไม่


          ด้านนายเจษฎาอนุจารี กรรมการสภาทนายความ กล่าวว่า การดำเนินคดีกับรัฐคงต้องรอให้ข้อเท็จจริงยุติก่อน โดยต้องดูข้อเท็จจริงตั้งแต่การเก็บกักน้ำในเขื่อน การทำหน้าที่แจ้งเตือน การดำเนินการอพยพกับประชาชน ก่อนจะรวบรวมเพื่อพิจารณาว่าหน่วยงานของรัฐใดที่เกี่ยวข้องบ้าง ทั้ง หน่วยงานราชการ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนไหนไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็จะเป็นความผิดทางอาญา หากมีการละเมิดก็จะเรียกฟ้องทางแพ่ง ตามแต่กรณี ทั้งนี้มีผู้เข้าร้องเรียนแล้วประมาณราย ซึ่งระหว่างนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล พยาน หลักฐาน