ข่าว

'ยงยุทธ'เด้งฟ้าผ่าปลัดคมนาคมเข้ากรุ

'ยงยุทธ'เด้งฟ้าผ่าปลัดคมนาคมเข้ากรุ

18 พ.ย. 2554

'ยงยุทธ' เด้งฟ้าผ่า ปลัดคมนาคมเข้ากรุ อ้าง เปิดทาง ปปช. สอบปมเงินพันล. เจ้าตัว แจง ดิสเครดิต ลั่น พร้อมให้ ปปช. ตรวจสอบ ด้าน 'สุกำพล' ป้อง ถือคติ 'คมล้มอย่าข้าม' ยัน คมนาคม พร้อมให้ความร่วมมือตรวจสอบ

          วันที่ 18 พ.ย.54 เวลา 18.30 น. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ปฏิบัติราชการแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่เดินทางไปปฏิบัติราชการต่างประเทศ อาศัยอำนาจระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11 (4) ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เซ็นคำสั่งย้ายนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เข้ามาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีมีผลตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.54

          ทั้งนี้ การย้ายนายสุพจน์ เพื่อให้ไปปฏิบัติราชการที่ทำเนียบรัฐบาล เปิดทางให้ ปปช. ดำเนินการสอบสวน ต่อกรณีที่ถูกสงสัยอาจเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ ที่คนร้ายปล้นบ้านนายสุพจน์ แล้วให้การพบเงินสดจำนวน 700 - 1,000 ล้านบาท ในบ้านนายสุพจน์

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดิมรัฐบาลมีแนวคิด จะย้ายนายสุพจน์ ออกจากตำแหน่งมาตั้งแต่ต้น เพราะมองว่า เป็นคนของนายโสภณ ซารัมย์ อดีตรมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย และมีความใกล้ชิดกับขั้วพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม กำลังรอตั้งแท่นเด้ง แต่เจอปัญหาน้ำท่วม จึงยังไม่มีโอกาส ทั้่งนี้ มีรายงานด้วยว่า การทำงานของนายสุพจน์ ใน ศปภ.ทำงานไม่ประสานกับทางรัฐบาลอย่างเต็มที่ด้วย

 

ปลัดคมนาคม แจง ปมพันล. 'โจรปล้นบ้าน' เป็นการดิสเครดิต

 

          นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่โจรปล้นบ้านระบุว่าได้เงินสดไปประมาณ 200 ล้านบาท และที่ยังมีเงินสดในบ้านอีก 700-1,000 ล้านบาท ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นเรื่องการดิสเครดิตกันมากกว่า

          เขาระบุว่า ควรพิจารณาจากข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า เงินสดที่คนร้ายได้ไปนั้น ไม่มีเงินส่วนตัว แต่เป็นเงินสินสอด และเงินรับไหว้ของลูกสาว ซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่า มีจำนวนเท่าใด เพราะยังไม่ได้นับ เพียงแค่นำเงินมารวมกันไว้เท่านั้น

          "ผมไม่ได้เก็บเงินส่วนตัวไว้ที่บ้าน คิดดูว่า เงิน1,000 ล้านบาทต้องเก็บอย่างไร ส่วนเงิน 200 ล้านบาทมีที่ไหนกัน หากเป็นแบงก์1,000 บาท ปึกละ 1,000 ใบ ก็ตั้ง 200 ปึก จะเก็บยังไง ถ้าดูตามข้อเท็จจริง ที่โจรบอกว่า เอาเงินไป 200 ล้านบาท ถ้ามี 1,000 ล้านบาทจริง ทำไม่ไม่เอาไปทั้งหมด" นายสุพจน์กล่าว

          ส่วนกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) จะตรวจสอบที่มาของเงินดังกล่าวนั้น นายสุพจน์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อจากปปช. แต่พร้อมให้ตรวจสอบ เพราะเป็นสิ่งที่ปปช.ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ ส่วนเขามีหน้าที่ให้ข้อมูล

          "คนร้ายที่ถูกจับได้นั้น หน้าตาไม่คุ้น ยืนยันว่า ไม่ติดใจสงสัยคนในบ้าน เพราะวันที่คนร้ายขึ้นบ้าน เด็กในบ้านโทรหาผมทันที จากการตรวจสอบเวลาในโทรศัพท์ พบว่าเพียงนาทีเดียวจากที่คนร้ายเข้าบ้าน"

          ส่วนการที่คนร้ายระบุว่า มีข้าราชการอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมนั้น เขาไม่ทราบรายละเอียด และไม่อยากพูด ขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อไป

          ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่าเงินจำนวนดังกล่าว อาจเกี่ยวข้องกับการประกวดราคาโครงการต่างๆในกระทรวงคมนาคมนั้น ปลัดคมนาคม ยืนยันว่า แม้ที่ผ่านมาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) แต่ไม่เคยสั่งการใดๆในการประกวดราคา และไม่เคยติดต่อกับบริษัทเอกชนโดยตรง

          "การจะอนุมัติโครงการใดนั้น ต้องผ่านขั้นตอนตามกระบวนการของคณะทำงาน ก่อนจะเสนอให้คณะกรรมการอนุมัติ" ปลัดคมนาคม ระบุ

 

'สุกำพล' ถือคติ 'คนล้มอย่าข้าม' ยัน พร้อมร่วมมือตรวจสอบ

 

          ด้านพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา ก็จะสอบถามรายละเอียดเรื่องดังกล่าว จากนายสุพจน์ และเป็นเรื่องปกติที่คนทำงานร่วมกันจะถามสารทุกข์สุขดิบกัน แต่จะไม่ถามถึงจำนวนเงินหรือที่ไปที่มาของเงิน เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัว และเป็นมารยาทที่ไม่ควรถาม

          ส่วนการที่ปปช. จะตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน ถือเป็นหน้าที่ของปปช.โดยกระทรวงคมนาคมพร้อมให้ความร่วมมือ

          "เมื่อปลัดกระทรวงคมนาคม ถูกปล้น ผมก็คงต้องปลอบใจ เพราะเขาก็ทุกข์อยู่แล้ว การที่จะเพิ่มปัญหาเรื่องอื่น เป็นเหมือนการไม่เห็นใจกันเลย ผมถือคติว่า คนล้มอย่าข้าม ส่วนเรื่องที่ต้องตรวจสอบตามหน้าที่ก็ต้องทำไป ถ้าถามว่าสงสัยหรือไม่ว่าทำไมปลัดมีเงินสดมากขนาดนั้น ผมไม่ทราบ เพราะเพิ่งรู้จักเมื่อเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน"

          กระนั้น เขาก็บอกว่า จากการทำงานร่วมกัน พบว่า เป็นคนทำงานเก่ง ส่วนเรื่องนี้จะมีผลต่อความไว้วางใจในการทำงานต่อไปหรือไม่นั้น ไม่ขอตอบ