ข่าว

'ดาว์พงษ์'ชี้พรฎ.อภัยโทษไม่เกี่ยวกองทัพ

'ดาว์พงษ์'ชี้พรฎ.อภัยโทษไม่เกี่ยวกองทัพ

18 พ.ย. 2554

“ดาว์พงษ์” ชี้รัฐออก พรฎ.อภัยโทษ ไม่เกี่ยวกองทัพ เผย “ประยุทธ์” ให้ความสำคัญช่วยเหลือประชาชนน้ำท่วมก่อน มั่นใจปัญหารื้อบิ๊กแบ็กคลี่คลายได้บอก “ศปภ.-กทม” ไม่ขัดแย้งแค่ไม่เข้าใจกันเท่านั้น โฆษก ทบ.แจงคำให้การโยง “อ

         18พ.ย.2554  ที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มชาวบ้านรวมตัวกันรื้อบิ๊กแบ็คตามแนวดอนเมืองว่า สถานการณ์น้ำโดยทั่วไปนั้นเริ่มดีขึ้นตามลำดับ มันเข้าที่เข้าทางมากขึ้น แต่ปริมาณน้ำยังคงมากอยู่ ส่วนการบริหารจัดการ การพูดคุยกันระหว่างน้ำ 2 ฝั่ง นั้นที่ผ่านมาตนคิดว่า คนไทยเขาก็โอเค เพียงแต่ทำให้เขาเข้าใจมากกว่านี้ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร

          “เรื่องการรื้อบิ๊กแบ็กตามแนวดอนเมืองนั้น ก็ยังเห็นชาวบ้านเขาก็พูดจากันดี เขาบอกว่าถ้าเข้ามาแล้วมันล้นเขาจะปิดให้ แต่หากไม้ล้นก็จะเปิดเพิ่มให้ คือ ต่างคนต่างเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ส่วนน้ำที่ไหลทะลักมาจากบริเวณจะเกิดผลกระทบกับพื้นที่อื่นอย่างไรบ้างนั้นคงต้องให้คณะใหญ่ที่เขาบริหารจัดการน้ำอยู่เขาประเมิณ ส่วนกรณีที่ ศปภ.และ กทม.ดูเหมือนมีความขัดแย้งกัน ผมคิดว่ามันไม่น่าจะถึงขั้นความขัดแย้งกัน เขายังพูดคุยกันอยู่เลย ผมยังไม่ใช้คำว่าความขัดแย้ง เพราะผมยังไม่เห็น แต่เท่าที่ผมเห็นน่าจะใช้คำว่าความไม่เข้าใจกันมากกว่า คิดว่าสักพักก็คงจะเข้าใจกัน เจรจากัน พูดกันก็รู้เรื่อง” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

          ส่วนกรณีการเตรียมออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ของรัฐบาลนั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่กองทัพห่วงทุกวันนี้ คือ การช่วยเหลือประชาชนให้บรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัย แม้สถานการณ์จะคลี่คลายไปบ้างแล้วก็ตาม แต่งานใหญ่ที่รออยู่ตรงหน้านั้นยังมีอยู่ คือ การฟื้นฟู บูรณะบ้านเรือน สถานที่สำคัญ รวมทั้งหน่วยทหารด้วย

 

โฆษก ทบ.แจงคำให้การโยง“อภิสิทธิ์-สุเทพ”สั่งฆ่าแดง


          พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะอดีตโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ชี้แจงกรณีที่มีสื่ออ้างถึงคำให้การพาดพิง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ผอ.ศอฉ. เป็นผู้สั่งการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงว่า เมื่อวันอังคารที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้เดินทางไปพร้อมนายทหารพระธรรมนูญเพื่อให้การต่อกรณี 13 ศพจากการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ส่งเรื่องมาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสอบสวนเพิ่มเติม จึงมีเจ้าพนักงานสอบสวนกว่า 30 นายจาก 6 สถานีตำรวจที่เกี่ยวข้องในการสอบคดีดังกล่าว นอกจากตนแล้ว ยังมี นายทหารฝ่ายเสนาธิการ และนายทหารชั้นประทวนด้วย


          “เรื่องที่ให้ปากคำ เป็นเรื่องเดิมทั้งหมดที่เคยแถลงข่าวตั้งแต่ ศอฉ. และเป็นเรื่องเดิมที่เคยให้ปากคำไปแล้ว โดยผมขอยืนยันคำให้การตามคำให้การเดิม สรุปว่า ศอฉ.จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี มีใครเป็นผู้บังคับบัญชา ทหารปฏิบัติภารกิจภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ การปฏิบัติงานก็เป็นไปตาม มติ ศอฉ. การปฏิบัติงานยึดถือเรื่องความปลอดภัยของประชานเป็นหลักสากล มีมาตรการขั้นเบาไปหาหนัก 7 ขั้นตอน มีการแบ่งให้เห็นอย่างชัดเจน แต่สถานการณ์จริงเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก แต่ละขั้นตอนอาจจะดำเนินการไปแบบต่อเนื่องตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กระสุนจริงมีการนำมาใช้ แต่มีมาตรการควบคุมอย่างชัดเจนว่า กระสุนจริงยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขวัญผู้ที่กระทำการผิดกฎหมาย และ ใช้กรณีเจ้าหน้าที่ตรวจพบเป้าหมายบุคคลที่มีการถืออาวุธร้ายแรงที่กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนให้ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้” โฆษก ทบ. กล่าว

          พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า สิ่งที่ได้ให้การไปคือสิ่งที่ได้ชี้แจงไว้แล้วสมัย ศอฉ. และให้การเช่นนี้มาตลอด ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตอนท้ายได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน หรือ ปฏิบัติการฝึก ทางผู้บังคับบัญชาฝึกเสมอว่าจะไม่ทำร้ายผู้ที่ไม่ถืออาวุธ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลซึ่งอยู่ตรงหน้าเป็นพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันที่มีความคิดแตกต่างทางการเมืองจะนำอาวุธกระสุนจริงมาทำร้ายพี่น้องประชาชน โดยให้ปากคำไปทั้งหมด 13 กรณี วันถัดไปมีผู้สื่อข่าวสำนักพิมพ์ข่าวสดมาถามข้อมูล ก็อธิบายความไปตามที่ได้เรียนข้อมูลให้ทราบ หลังจากนั้น มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยการหยิบประเด็น ชี้ประเด็น ใช้คำพูด ใช้วิธีสื่อความหมายตามที่ตัวเองประสงค์ ใครจะคิดไปลักษณะใด ไม่สามารถห้ามได้ ทั้งนี้กองทัพไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ การดำเนินการเพราะเป็นเรื่องที่สังคมพิจารณาได้


          “หลังจากมีข่าว ผบ.ทบ.เรียกไปถามว่าข้อมูลเป็นอย่างไร และได้บอกว่าให้ทำความเข้าใจกับสังคม เพราะวันนี้ภารกิจหลักคือการช่วยเหลือประชาชน ดังนั้นอย่าให้สังคมเกิดความรู้สึกเสียบรรยากาศต่อภารกิจหลักที่กองทัพบกกำลังทำอยู่ ยืนยันว่าคำให้การไม่ได้ไปชี้นำหรือ พุ่งเป้าไปที่ใคร ตามที่เสื้อแดงออกมาบอก ส่วนนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ จะเข้าใจหรือไม่นั้น ผมไม่มั่นใจว่าท่านจะรู้สึกอย่างไร แต่คิดว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง ท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน ทหารก็ทำหน้าที่ของเรา ทุกคนยึดตามตัวบทกฎหมาย คิดถึงสิ่งที่ถูกต้อง ความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ทุกคนต้องเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาซึ่งกันและกันในการทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ “คิดว่าท่านคงเข้าใจมั้ง” โฆษก ทบ.ระบุ


          เมื่อถามว่า แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลง แต่คำให้การไม่เปลี่ยนใช่หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง เราไม่สามารถเปลี่ยนคำให้การได้ เพราะคำให้การเหล่านี้ให้มาหลายคดี กรณี 13 ศพคือส่วนหนึ่งของคดีทั้งหมดคำให้การต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันเป็นไปตามข้อเท็จจริง อีกทั้งตัว โฆษกศอฉ.ไม่ใช่ประจักษ์พยาน ซึ่งประจักษ์พยานคือคนที่อยู่ในเหตุการณ์ที่เห็นและอธิบายความได้ โฆษก ศอฉ.ชี้แจงได้เฉพาะนโยบาย หลักการ ในภาพรวมกว้างๆ เป็นพยานบอกเล่า ทั้งนี้ไม่อยากให้ไปโยงกับการเมือง แต่ขอยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็แล้วแต่ สิ่งที่ทำให้การของเจ้าหน้าที่ทหารทุกคน ก็เป็นไปตามภารกิจที่เกิดขึ้น เราไม่เคยให้การเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม


          พ.อ.สรรเสริญ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษว่า ทหารไม่อยู่ในฐานะวิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงความเห็นทุกคนมีความคิดได้ แต่ในฐานะที่เป็นกลไกของรัฐก็ต้องทำหน้าที่ สังคมหลายส่วนต่างก็มีความคิดในเรื่องนี้ได้ ส่วนที่กังวลว่ากลุ่มต่อต้าน และกลุ่มสนับสนุนจะชนกันนั้น ไม่อยากมองอย่างนั้น เพราะต่างคนต่างโตแล้วต่างก็ต้องใช้วิจารณญาณ ต้องเอาปัญหาใกล้ตัวเป็นหลักโดยเฉพาะความเดือดร้อนของประชาชนจากน้ำท่วม ซึ่งในการประชุมประจำวันของกองทัพบกในช่วงเช้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการว่า สถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น งานหนักยังรออยู่ข้างหน้า ดังนั้น ทหารต้องจัดเตรียมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ สำหรับซ่อมแซม ถนน สาธารณูปโภค ตามแนวทางที่รัฐบาลมอบหมาย