
คาดเด็กเอเชีย5.6หมื่นคนตายเพราะพิษศก.
นูซาดัว-เอดีบีคาดเด็กเอเชียจะเสียชีวิตเพราะพิษ ศก. ถึง 5.6 หมื่นคน
นายรายัต นัก กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีพี) คาดการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (3 พ.ค.) ว่าเด็กๆ ในเอเชีย ไม่นับรวมญี่ปุ่น มากถึงกว่า 5.6 หมื่นคนจะเสียชีวิตเพราะวิกฤติเศรษฐกิจที่ลุกลามไปทั่วโลก ขณะที่ 3 ยักษ์เอเชีย อันได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ได้ข้อสรุปเรื่องลงขันตั้งกองทุนวิกฤติเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่เอเชียในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินแล้ว
นายรายัตกล่าวว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงจะทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมขั้นรุนแรงในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกล่าวว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่แค่วิกฤติทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นวิกฤติทางสังคมด้วย พร้อมทั้งอ้างรายงานของธนาคารโลกที่ประเมินเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะมีเด็กๆ จากทั่วโลกถึง 4 แสนคนที่เสียชีวิตจากผลกระทบของวิกฤติการเงิน
"ไม่ว่าจะมีเด็กมากกี่พันคนที่จะต้องเสียชีวิต แต่เรามองว่าแค่เด็กเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกแค่คนเดียวก็เรียกว่ามากเกินไปแล้ว" นายรายัตกล่าว
ทั้งนี้ เอดีบีได้สำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียเอาไว้เมื่อเดือนมีนาคมว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้จะขยายตัวเพียงแค่ 3.4% ในปีนี้ ซึ่งลดลงค่อนข้างมากจาก 6.3% ในปีที่แล้ว และ 9.5% ในปี 2550
วันเดียวกันนี้ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ได้จัดการประชุมนอกรอบการประชุมประจำปีของเอดีบีขึ้นที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย จนได้รายละเอียดขั้นสุดท้ายของการจัดตั้งกองทุนฉุกเฉินมูลค่า 1.2 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ 13 ประเทศเอเชียในช่วงเวลาเกิดวิกฤติการเงินแล้ว โดยญี่ปุ่น ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของเอเชีย และจีน จะบริจาคเงินรายละ 3.84 หมื่นล้านดอลลสาร์ ให้แก่กองทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศแห่งนี้ ส่วนเกาหลีใต้จะบริจาคเงินจำนวน 1.92 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 32% และ 16% ของมูลค่ากองทุนดังกล่าว
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวกระทรวงการคลังเกาหลีใต้ เผยด้วยว่า 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มีแนวโน้มที่จะสรุปรายละเอียดขั้นสุดท้ายในเรื่องนี้ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการหารือกันว่ากองทุนฉุกเฉินนี้จะใช้เงินสกุลใด เป็นหลัก แต่สำหรับในส่วนเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมของญี่ปุ่นนั้น ตั้งเป้าที่จะใช้เงินเยน เพื่อการส่งเสริมให้สมาชิกอาเซียนใช้เงินเยนกันมากขึ้น



