
ครม.ใหม่อิตาลีสาบานตนรับตำแหน่ง
คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของอิตาลี ภายใต้การนำของนายมาริโอ มอนติ ได้เข้าสาบานตนรับตำแหน่ง โดยนายมอนติได้คัดสรรรัฐมนตรีที่มีแต่นักการธนาคาร นักการทูต นักวิชาการและนักธุรกิจ โดยไม่มีนักการเมืองแม้แต่คนเดียว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะเร่งกอบกู้วิกฤติหนี้ในประเทศ
นายกรัฐมนตรีมาริโอ มอนติ วัย 68 ปี ได้ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และนำทั้งคณะเข้าสาบานตนต่อประธานาธิบดีจอร์โจ นาโปลิตาโนแล้วเมื่อวาน เพื่อรับหน้าที่บริหารประเทศต่อจากรัฐบาลของนายซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ที่ก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา และมอนติได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวภายหลังถึงเหตุผลที่ไม่เลือกนักการเมืองจากพรรคใดเข้าร่วมรัฐบาลว่า รัฐบาลที่ไม่มีนักการเมืองจะส่งผลดีมากกว่าที่จะเป็นอุปสรรค เพราะจะทำให้พรรคการเมือง
ต่างๆไม่ต้องเสียหน้าหากจะต้องตัดสินใจที่ยากลำบากในการดำเนินมาตรการใดๆเพื่อทำให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤตหนี้ที่รุมเร้า
และในบรรดาคณะรัฐมนตรีชุดนี้ นายมอนติ ซึ่งเป็นอดีตคณะกรรมาธิการยุโรปฝ่ายการแข่งขันทางการค้า จะควบตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจนอกเหนือจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นอกจากนี้คอร์ราโด ปัสเซรา ซีอีโอจากธนาคารยักษ์ใหญ่ของอิตาลี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานและคมนาคม, จูลิโอ เทอร์ซี ดิ ซังต์ อากาต้า ทูตอิตาลีประจำกรุงวอชิงตัน คุมกระทรวงต่างประเทศ และพลเรือเอก จัมเปาโล ดิ ปาโอลา นายทหารระดับสูงในองค์การนาโต้ รับหน้าที่รัฐมนตรีกลาโหมนอกจากนี้ยังมีรัฐมนตรีที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 3 คนและผู้หญิงอีก 3 คนด้วยและนักวิเคราะห์พอใจกับรัฐมนตรีหลายคนรวมถึงนายปัสเซรา
หลังจากนั้นในวันเดียวกันนายแบร์ลุสโคนี อดีตนายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีส่งมอบอำนาจการบริหารให้กับนายมอนติ โดยส่งมอบกระดิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ให้กับมอนติ จากนั้นมอนติได้เริ่มการประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ด้วยการลั่นกระดิ่งดังกล่าว และนายกรัฐมนตรีใหม่เตรียมประกาศนโยบายทางเศรษฐกิจต่อวุฒิสภาในวันนี้ก่อนจะมีการลงมติไว้วางใจรับรองคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จากนั้นสภาผู้แทนราษฎรจะลงมติรับรองรัฐบาลในวันศุกร์
ทั้งนี้รัฐบาลของมอนติมีภาระหนักในการบรรเทาหนี้สิน 1.9 ล้านล้านยูโรที่สูงเกินกว่าสหภาพยุโรปจะช่วยเหลือได้ ในขณะที่ภาระดอกเบี้ยในการระดมเงินทุนเพิ่มสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีอยู่ในระดับเกือบ 7% ก่อนหน้านี้รัฐบาลของแบร์ลุสโคนีได้ชะลอหรือถอนมาตรการรัดเข็มขัดหลายครั้งทำให้ตลาดสูญเสียความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ไขวิกฤติหนี้



