
การกลับมาของคณะกรรมการแห่งชาติ(ทั้งหลาย)
การกลับมาของคณะกรรมการแห่งชาติ(ทั้งหลาย) : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected] )
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วถ้าใช้สำนวนที่ออกจะทันสมัยอยู่สักหน่อย เราก็จะพบว่า รัฐบาลได้ทำการหย่อน "บิ๊กแบ๊ก" ในทางการเมืองออกมาสองถุงใหญ่
ก็คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
อ่านชื่ออ่านเสียงแล้วก็เป็นที่ฮือฮา เรียกว่าถ้าใช้สำนวนในตอนนี้ บิ๊กแบ็กสองถุงใหญ่นี้ก็เล่นเอากระแสวิจารณ์รัฐบาลที่รุนแรงไม่ต่างจากน้ำหลากถึงกับชะลอไปเยอะ
ทั้งนี้เพราะคณะกรรมการสองชุดนี้เป็นการ "ส่งสัญญาณ" ทางการเมืองที่สำคัญว่า ผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งยินยอมที่จะออกมาร่วมงานกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ได้รับชัยชนะท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในห้วงเวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งทศวรรษ
เรื่องนี้เป็นสัญญาณที่น่าสนใจมาก แต่ก็ใช่ว่าเรื่องราวจะจบง่ายๆหรอกครับ
เรื่องแรก การตั้งกรรมการชุดฟื้นฟูและความเชื่อมั่นนั้น มีลักษณะที่คล้ายกับการเมืองในยุค "ป๋าผสมน้า" เพราะพึ่งพาบรรดานักเศรษฐศาสตร์ หนึ่งในนั้นคือลูกป๋า หลานน้า บรรดา "กูรู" รวมทั้งโครงสร้าง กรอ. เดิม และมีสภาพัฒน์เป็นทีมเลขาฯ
ถ้ามองย้อนกลับไปดีๆ โครงสร้างนี้ไม่น่าจะทำงานได้ในยุคนี้ แต่ก็พอจะชี้ให้เห็นบรรยากาศของความเอ็นดูของผู้หลักผู้ใหญ่ เพราะว่า ท่ามกลาง วาทกรรมฟื้นฟู นี้เป็นวาทกรรมที่ทำให้เห็นว่ามีการผสานกันระหว่างโครงสร้างการเมือง และโครงสร้างการบริหารก่อนยุคการเมืองเลือกตั้ง แม้ว่าจะมีการหยอดความหวังว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการย่อยอีกมากมาย
แต่วาทกรรมนี้มาทีหลังวาทกรรมปฏิรูป ที่เต็มไปด้วยเอ็นจีโอ ที่พูดถึงการปรับโครงสร้างอำนาจกันชุลมุนไปหมด ขณะที่คณะกรรมการฟื้นฟูนั้นกลับไปสู่ประเด็นเดิมๆ ก็คือ เน้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และการชดเชยให้แก่นักธุรกิจภายในประเทศ
และท่ามกลางการลดลงของอำนาจและความชอบธรรมของสภาพัฒน์เอง นับตั้งแต่ยุคน้าชาติ รวมทั้งการเกิดขึ้นของเอ็นจีโอ ประชาสังคมที่มีเครือข่ายและโครงสร้างการบริหารงานของตัวเอง และกลายเป็นแขนขาของรัฐไปด้วย
สิ่งที่ท้าทายก็คือ คณะกรรมการชุดนี้จะทำงานกับภาคประชาชน และภาคการเลือกตั้งอย่างไร มิพักต้องกล่าวถึงภาคราชการด้วย
นอกจากนี้คณะกรรมการชุดนี้จะทำงานในเชิงรุกกับสื่ออย่างไร เพราะไม่มีสื่อเป็นของตัวเอง หรือมียุทธศาสตร์ในแง่การทำสื่ออย่างไร
ส่วนอีกโครงสร้างหนึ่ง อันนี้ก็น่าหนักใจอยู่มิใช่น้อย แม้ผมจะเห็นว่าประเด็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำน่าสนใจมาก เพราะไม่ได้หันไปใช้แนวคิดเรื่องการตั้งกระทรวงน้ำ แต่มาตั้งหลักในแง่ของคณะกรรมการ
แต่ในภาพนี้ผมคิดว่าเรายังมองการจัดการอยู่ในเชิงแม่น้ำมากกว่าลุ่มน้ำอยู่หรือเปล่า? เรื่องนี้สำคัญเพราะการบริหารแนวแม่น้ำคือมองการใช้ประโยชน์กับน้ำ แต่การบริหารแบบลุ่มน้ำคือมองน้ำเป็นตัวตั้ง มองชีวิตของน้ำแล้วการอยู่ร่วมกับน้ำก่อนที่มองว่าใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างไร นอกจากนี้การบริหารลุ่มน้ำมองคนที่อยู่กับน้ำเป็นฐานที่มาของความเข้าใจและกำหนดความต้องการจากน้ำ ไม่ได้มองจากคนนอก
เรื่องแบบนี้ยังต้องคุยกันอีกมาก และต้องคุยกันชัดๆ ไม่ใช่ซื้อเวลาในรูปแบบการตั้งกรรมการย่อย ผมคิดว่าผู้ใหญ่ที่เข้ามารับงานนี้ต้องกล้านำเสนอความเห็นและส่งเสริมให้เกิดการสานเสวนากันมากๆ แต่ไม่ต้องแบ่งอำนาจมาสู่กรรมการย่อยก็ได้ เอาแค่รับฟังคำวิจารณ์หลายฝ่ายและตอบคำถาม หรือยอมรับข้อจำกัด แล้วก็มุ่งหน้าทำงานกันต่อไปครับ



