
ชัด!ร่างพรฎ.อภัยโทษเอื้อ'แม้ว'
ชัด ร่าง พรฎ.อภัยโทษ ช่วย 'ทักษิณ' พบ 3 ประเด็น เปิดกว้างเพื่อนายใหญ่ จับตา 'ชลอ เกิดเทศ' คุณสมบัติครบ เข้าข่ายได้รับการปล่อยตัว ด้าน ปชป. ชี้ ผิดขั้นตอน ระบุ จะเป็นประวัติศาสตร์ชาติ รัฐปล่อยทุจริตลอยนวล
แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงความผิดปกติในการยกร่าง ร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2554 ว่า ตามปกติการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษในวโรกาสสำคัญต่างๆ จะกระทำในรูปแบบคณะกรรมการ มีส่วนงานที่เกี่ยวข้องร่วมยกร่างกฎหมายไม่ต่ำกว่า 20 คน
อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ ภายหลังครม.แต่งตั้งพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย จากผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีที มาเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ก็เริ่มมีการดำเนินการยกร่างกฎหมาย โดยกำหนดตัวบุคคลเข้าไปเกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด แม้แต่นายชาติชาย สุทธิกลม รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กำกับดูแลกรมราชทัณฑ์ ก็ไม่เห็นร่างกฎหมายดังกล่าวที่รายงานตรงถึงพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม
แหล่งข่าวเปิดเผยด้วยว่า ร่าง พรฎ.พระราชทานอภัยโทษ ปี54 เป็นการยกร่างโดยคัดลอกมาจากพรฎ.พระราชทานอภัยโทษ ปี 53 แต่ขยายขอบเขตและหลักเกณฑ์เพื่อให้มีการปล่อยตัวผู้ต้องขังได้มากขึ้น เนื่องจากขณะนี้เรือนจำมีปัญหานักโทษล้นคุก จึงมีแนวคิดที่จะปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีทั่วไป โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี รวมถึงนักโทษชราและนักโทษที่ป่วยเรื้อรัง หรือป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งการปล่อยตัวนักโทษครั้งนี้ จะจัดอย่างยิ่งใหญ่คล้ายกับสมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ โดยคาดว่า จะมีนักโทษได้รับการปล่อยตัวเกือบ 30,000 คน
สำหรับนักโทษคดีร้ายแรง ที่ประพฤติดีเป็นนักโทษชั้นดีและชั้นเยี่ยม จะได้รับการลดวันต้องโทษ เพื่อให้เข้าเกณฑ์ในการย้ายระบายไปยังเรือนจำจังหวัดต่างๆ ซึ่งคาดว่า จะเหลือนักโทษอยู่น้อยมาก
ทั้งนี้ นักโทษคดีสำคัญที่อาจอยู่ในข่ายได้รับการพระราชทานอภัยโทษ คือ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ จำเลยคดีอุ้มฆ่าสองแม่ลูกตระกูลศรีธนะขันฑ์ และคดีอมเพชรซาอุ เนื่องจากเป็นนักโทษชราอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ซึ่งต้องโทษจำคุกในเรือนจำนานหลายสิบปีจนมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ได้รับการปล่อยตัว
ในส่วนของนักการเมืองที่ต้องโทษคดีทุจริตแล้วหลบหนีไม่รับโทษตามคำพิพากษา อาทิ นายสมชาย คุณปลื้ม นายวัฒนา อัศวเหม ไม่อยู่ในข่ายได้รับการพระราชทานอภัยโทษเพราะโทษจำคุกเกิน 3 ปี เช่นเดียวกับแนวร่วมและแกนนำคนเสื้อแดงที่หลบหนีคดีไปต่างประเทศ ซึ่งไม่อยู่ในข่ายเช่นกันเพราะคดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ทั้งนี้ ผู้ที่อยู่ในข่ายได้รับประโยชน์จากการเปิดกว้างอภัยโทษให้แก่ผู้ร้ายหลบหนีคำพิพากษาจำคุกไม่เกิน 3 ปี โดยใช้คำจำกัดความว่า "ผู้ต้องคำพิพากษาจำคุก" ซึ่งเพิ่มเติมจากเดิมที่ใช้เพียงคำว่าผู้ต้องราชทัณฑ์ จะเป็นประชาชนทั่วไปที่หลบหนีหลังก่อคดีไม่ร้ายแรง
พบ 3 ประเด็น เปิดกว้างเพื่อนายใหญ่
รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงการยกร่างพรฎ.พระราชทานอภัยโทษเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ว่า ตามปกติกระบวนการยกร่างพ.ร.ฎ.จะดำเนินการขึ้นอย่างเป็นความลับ ซึ่งโดยปกติการเสนอเรื่องเกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษเนื่องในวโรกาสสำคัญ มักกระทำขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อให้นักโทษมีขวัญกำลังใจในการประพฤติตนเป็นคนดี และเลื่อนระดับจากนักโทษธรรมดาขึ้นเป็นนักโทษชั้นดี และนักโทษชั้นเยี่ยม ซึ่งจะส่งผลต่อการได้รับการลดหย่อนวันต้องโทษและการได้รับพระราชทานอภัยโทษ
อย่างไรก็ตาม ตามระเบียบปฏิบัติ รมว.ยุติธรรม จะเป็นผู้ทำเสนอเป็นวาระเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อยกร่างพรฎ.พระราชทานอภัยโทษ จากนั้นเมื่อครม.มีมติเห็นชอบ ร่างพรฎ.จะถูกเสนอให้องคมนตรีพิจารณาตรวจทาน จากนั้น จึงจะนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อลงพระปรมาภิไธย
ทั้งนี้ การพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจ ดังนั้น ครม.จึงไม่สามารถกำหนดหรือกะเกณฑ์เนื้อหาภายในพรฎ.พระราชทานอภัยโทษได้
รายงานข่าวเปิดเผยด้วยว่า ประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ การยกร่างพรฎ.พระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ ไม่ได้ดำเนินการโดยกระทรวงยุติธรรม แต่เป็นการประสานตรงระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม กับพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมทีมนักกฎหมายเฉพาะกลุ่ม และเจาะจงนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของครม.ก่อนเดือนธันวาคม ซึ่งพอเหมาะพอดีกับช่วงวิกฤตน้ำท่วม
สำหรับ เนื้อหาของร่างพรฎ.พระราชทานอภัยโทษฉบับนี้ มีความแตกต่างจากพรฎ.พระราชทานอภัยโทษอื่นๆ ซึ่งเป็นการอภัยโทษให้กับผู้ต้องโทษคุมขังในเรือนจำ ที่กลับตัวกลับใจเป็นคนดี และรับโทษจำคุกมาแล้วเป็นเวลานาน 2 ใน 3 ของโทษจำคุกตามคำพิพากษา
รายงานข่าวเปิดเผยต่อว่า ร่างพรฎ.พระราชทานอภัยโทษ ฉบับล่าสุด มีความแตกต่างกับการพระราชทานอภัยโทษทั่วไป รวม 3 ประเด็น ประเด็นแรก คือ ร่างพรฎ.ฉบับนี้เป็นยกร่าง โดยเลือกใช้คำว่า อภัยโทษแก่ “ผู้ต้องคำพิพากษาจำคุก” ไม่ใช่ “นักโทษ” ที่ต้องโทษจำคุก จึงส่งผลดีต่อนักโทษในเรือนจำที่เหลือโทษจำคุกไม่ถึง 3 ปี และผู้ต้องหาที่หลบหนีความผิดตามคำพิพากษาลงโทษ
ประเด็นที่ 2 คือ การกำหนดหลักเกณฑ์ในการอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป ซึ่งต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ก็เป็นการขยายจากขอบเขตเดิม เนื่องจากในอดีตกรมราชทัณฑ์มองว่า คนอายุ 60 ปี ในปัจจุบันยังไม่เข้าสู่วัยชรา บางรายอาจยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมภายนอกได้
ทั้งนี้ เดิมเคยวางหลักเกณฑ์ว่า จะต้องเป็นนักโทษอายุ 60 ปีขึ้นไป และเหลือโทษจำคุกไม่ถึง 1 ปี ต่อมารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ขยายหลักเกณฑ์ว่าจะต้องเหลือโทษจำคุกไม่ถึง 2 ปี และล่าสุดรัฐบาลพรรคเพื่อไทยขยายหลักเกณฑ์ออกเป็นคงเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
และประเด็นที่ 3 เป็นการตัดทิ้งเงื่อนไข ความผิดที่ไม่สมควรได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ในคดีนโยบายต่างๆที่บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ เช่น คดียาเสพติด และคดีทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งครม.ชุดนี้ได้ตัดทิ้งเนื้อหาในเงื่อนไขดังกล่าวออก เพื่อเปิดกว้างในการอภัยโทษให้กับผู้ต้องโทษทุกข้อหาความผิด
แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ หรือโรงเรียนพลตำรวจบางเขนเดิม ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ประกาศให้เป็นเรือนจำชั่วคราว เพื่อให้สำหรับคุมขังนักโทษคดีความมั่นคงนั้น จนถึงขณะนี้กรมราชทัณฑ์ยังไม่ได้เข้าไปปรับปรุงพื้นที่ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวยังเป็นพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ดังนั้น เชื่อว่า เมื่อมีการยกร่างพรฎ.พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องคำพิพากษาจำคุกที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี จึงไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปปรับปรุงพื้นที่ เพื่อใช้เป็นสถานที่คุมขังพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากร่างพรฎ.เปิดกว้างแก่ผู้ต้องโทษที่หลบหนีไม่เข้ารับโทษตามคำพิพากษาด้วย
ปชป. ชี้ ผิดขั้นตอน ระบุ จะเป็นประวัติศาสตร์ชาติ รัฐปล่อยทุจริตลอยนวล
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.ประชาธิปัตย์ อดีตรมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ถึงจะเป็นอำนาจ ครม. ที่สามารถออก พรฏ.ได้ก็จริง แต่ขอตั้งคำถามว่า ในกระบวนการครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่
นายพีรพันธุ์ กล่าวว่าในการออกกฎหมายเกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษ จะต้องเริ่มจากกรมราชทัณฑ์เป็นผู้ร่าง ส่งต่อให้รมว.ยุติธรรมนำเข้าที่ประชุมครม.พิจารณา และส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอความเห็น ก่อนตีกลับมายังครม.อีกครั้ง เพื่อทูลเกล้าถวายผ่านสำนักราชเลขาธิการ แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีการข้ามขั้นตอนโดยครม.เป็นผู้เสนอเลย ซึ่งน่าสงสัยว่ามีเหตุผลใดถึงต้องรีบร้อนขนาดนั้น
ส่วนกรณีที่ครม.มีการตัดหลักเกณฑ์ในพรฏ.โดยตัดในมาตาม 4 ซึ่งระบุถึงการที่ผู้ขอรับการอภัยโทษ ต้องอยู่ในการควบคุมตัวของราชการ รวมถึงตัดบัญชีลักษณะความผิดแนบท้าย ในส่วนความผิดที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น และคดียาเสพติดออก ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การขออภัยโทษ เพราะโดยสามัญสำนึกแล้ว ความผิดเช่นนี้ ถือเป็นความผิดร้ายแรง จึงไม่อยู่ในขอบข่ายการขอพระราชทานอภัยโทษ
ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ดังกล่าว รัฐบาลจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะเชื่อมโยงว่า เป็นความพยายามเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และประเด็นกังขาเหล่านี้ หากรัฐบาลกล้าทำ ก็ต้องกล้าตอบสังคมให้ชัดว่า มีเหตุผลอะไร
“การเปลี่ยนหลักเกณฑ์ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่จะทำให้ผู้ต้องหาในคดีคอร์รัปชั่นได้รับการอภัยโทษ ซึ่งจะรวมถึงกรณีของนายวัฒนา อัศวเหม ที่กำลังหลบหนีอยู่ด้วย เมื่อรัฐบาลทำถึงขั้นนี้แล้วก็คงหยุดยาก จากนี้ไปคงขึ้นอยู่กับสำนักราชเลขาธิการที่จะนำเรื่องเข้าที่ประชุมองคมนตรีพิจารณาว่า มีความเห็นต่อกรณีดังกล่าวอย่างไร ” นายพีระพันธุ์ กล่าว



