ข่าว

ศปภ.รับจนท.ยกหูโทรศัพท์ออกจริง

ศปภ.รับจนท.ยกหูโทรศัพท์ออกจริง

16 พ.ย. 2554

ศปภ.ปัดข้อเรียกร้องม็อบพหลฯรื้อบิ๊กแบ๊กแยกคปอ.10 เมตร อ้างระบายน้ำไม่ทันหวั่นทะลักเข้ากทม. แจงภาพถ่ายจนท. ยกหูโทรศัพท์ออก เป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใช่คอลเซ็นเตอร์รับเรื่องร้องทุกข์ ระบุคนละหน้าที่กัน

          16พ.ย.2554  ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) พล.ต.อ.พงศพัศ  พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในฐานะโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมระหว่างศปภ.และกทม.ว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะทำงานจัดการน้ำซึ่งมีตน และตัวแทนจากกทม. ลงพื้นที่แยกคปอ.เยื้องกับโรงเรียนนายเรืออากาศ ซึ่งประชาชนบริเวณดังกล่าวได้มาเรียกร้องให้เปิดบิ๊กแบ๊ก 10 เมตร ถึงระดับพื้นล่างเพื่อให้น้ำเกิดการระบาย ไม่ให้น้ำเน่าเสีย 


          ที่ประชุมเห็นว่าไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องได้ เพราะเกรงว่าจะทำให้น้ำจะทะลักเข้ากทม.จำนวนมากและทางกทม.ไม่สามารถสูบและระบายออกได้ทัน จึงทำให้คณะทำงานต้องลงไปเจรจากับประชาชนในวันที่ 17 พ.ย.นี้ เวลา 11.00 น. เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และเสนอการทำฝายน้ำล้น ซึ่งต้องทำบนพื้นฐานความพึงพอใจและลดความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่ ส่วนเรื่องการเยียวยาก็ต้องพูดคุยทำความเข้าใจกัน เนื่องจากประชาชนได้รับความเดือดร้อนที่แตกต่างกัน หากเดือดร้อนมากกว่า การเยียวยาอาจต้องพิจารณาในเชิงปริมาณด้วย

   

          พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้คิดว่าเกิดทฤษฎีการลอกเลียนแบบหลังจากที่เขตดอนเมืองทำมาก่อนและได้รับการแก้ไขปัญหาที่ทำให้พึงพอใจ 



          “ขณะนี้ ชาวบ้านได้รื้อไปแล้ว 3.5 เมตร ซึ่งต้องการเปิดให้ถึง 10 เมตร และไม่ต้องการให้ทำฝายน้ำล้น เนื่องจากต้องการให้น้ำที่ท่วมขังเป็นแรมเดือนกว่า 2 เมตรได้ระบายออกจากพื้นที่ไป  แต่จากการหารือร่วมกับทุกฝ่าย การเปิด 10 เมตรคงเป็นไปไม่ได้ จำเป็นต้องไปเจรจากับชาวบ้านให้เข้าใจ เพราะหากเปิดน้ำก็จะไหลเข้าพื้นที่กทม.มากขึ้น “พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าว


รับจนท.ยกหูโทรศัพท์ออกจริง




                   เมื่อเวลา 14.00 น. นายธงทอง จันทรางศุ โฆษก ศปภ. พร้อมด้วยนายสมพาศ นิลพันธ์ ผอ.ศูนย์บริการประชาสำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี และนางดรุณี  บุญณะโยไทย รักษาการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจลูกค้าสัมพันธ์ บมจ.ทีโอที ร่วมกันแถลงข่าว ถึงกรณีที่ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ของ ศปภ.ที่ปฏิบัติหน้า ที่ชั้น 15 ของกระทรวงพลังงาน ได้ยกหูโทรศัพท์ออกทั้ง 2 เครื่อง เผยแพร่ในเฟสบุ๊ค
 
          นายธงทอง กล่าวว่า จากที่มีการเผยแพร่ภาพ จนท.ยกหูโทรศัพท์ ตั้งแต่เมื่อวาน จนถึงเช้าวันนี้ ขอชี้แจงว่า การรับสายร้องเรียนและขอความช่วยเหลือประชาชนผ่านหมายเลขที่รัฐบาลจัดไว้โดยสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) 1111 กด 5 นั้น ในการรับสายของคอลเซ็นเตอร์ จะมีสองด่าน โดยด่านแรกเมื่อกดโทรศัพท์มายังคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าวนั้น ก็จะมีเจ้าหน้าที่ที่ร่วมกันของ สปน. ทีโอที บริษัทค่ายมือถือต่างๆ AIS DTAC TURE รับข้อมูลในวันแรก ซึ่งเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ของตนเองข้างนอกกระทรวงพลังงาน โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะเป็นผู้รับข้อมูลและชี้แจงเบื้องต้นในกับประชาชน พร้อมบันทึกข้อมูลดังกล่าวส่งมายังระบบคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์คอลเซ็นเตอร์ กระทรวงพลังงาน ซึ่งจุดนี้เป็นเป็นด่านที่สองในการติดตามการช่วยเหลือประชาชนโดยจะมีการแยกโต๊ะไว้รับข้อมูลของแต่ละหน่วยงานเช่น โต๊ะของ กปน. , กฟผ , ตำรวจ , กรมชลประทาน ซึ่งจะทำงาน 24 ชั่วโมง
         
          ขณะที่เครื่องโทรศัพท์ที่ปรากฎตามภาพนั้น เป็นโทรศัพท์พื้นฐานหมายเลข 02 ที่จะให้เจ้าหน้าที่ใช้ในการโทรศัพท์ประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆเพื่อแจ้งข้อมูลการให้ความช่วยเหลือประชาชนตามที่ได้รับข้อมูลขอความช่วยเหลือตามด่านแรก ในหมายเลขโทรศัพท์ 1111 กด 5  รวมทั้งได้ใช้ติดตามความคืบหน้า ในการช่วยเหลือ ซึ่งเจ้าหน้าได้ใช้โทรศัพท์ดังกล่าวโทรกลับไปยังประชาชนที่แจ้งข้อมูลยขอความช่วยเหลือ ว่า ได้รับการช่วยเหลือแล้วหรือยัง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะปรากฎภาพเจ้าหน้าที่ยกหูโทรศัพท์ออก เพื่อป้องกันการโทรกลับมาเพราะโทรศัพท์นั้นมีไว้ใช้สำหรับการโทรออก ไม่ใช่การรับสายร้องเรียนขอความช่วยเหลือที่จะให้โทรแจ้งในหมายเลขหลัก 1111 กด 5 การยกหูโทรศัพท์ออกจึงไม่ใช่เรื่องความรังเกลียดที่จะไม่รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ แต่การที่มีโทรศัพท์หมายเลข 02 ที่ศูนย์กระทรวงพลังงานมีไว้เพื่อการโทรออกติดตามงานช่วยเหลือกับหน่วยงานต่างๆ พร้อมยืนยันการยกหูโทรศัพท์ไม่กระทบการรับแจ้งข้อมูลช่วยเหลือของหมายเลข 1111 กด 5

          ด้านนายสมพาส ได้กล่าวยืนยันว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จะทำงาน 24 ชม.โดยจัดกำลัง 3 ผลัด ผลัดละ 8 ชม. โดยเจ้าหน้าที่รวมกันทั้งหมด 3,000 คน ขณะที่หมายเลขโทรศัพท์พื้นฐาน 02 ชั้น 15 จะมี 70 - 80 คู่สาย ที่จะติดตามช่วยเหลือประชาชนเรื่องน้ำท่วม โดยเมื่อทราบเรื่องร้องเรียนจากคอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 1111 กด 5 แล้ว ศูนย์ที่กระทรวงพลังงานจะโทรติดตามความคืบหน้าทุก 1 ชม.

          ขณะที่หลังจากเปิดสายคอลเซ็นเตอร์ 1111 กด 5  ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนโทรมาขอความช่วยเหลือที่คอลเซนเตอร์ 1,319,000 ราย โดยมีการโทรศัพท์เข้ามาขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน 32,000 ราย ซึ่งได้รับการช่วยเหลือ 28,00 ราย กำลังให้ความช่วยเหลืออีก 3,000 กว่า ราย ซึ่งคิดอัตราให้ความช่วยเหลือ 88 เปอร์เซนต์ โดยพื้นที่ที่ให้ความช่วยเหลือมากสุดได้แก่ ปทุมธานี กรุงเทพฯ นนทบุรี อยุธยา และนครปฐม ตามลำดับ

          ด้านนางดรุณี กล่าวว่าในการรับสายหมาย 1111 กด 5 ตั้งแต่วันที่ 8 ที่ผ่านมา ก็มีสายโทรมาขอความช่วยเหลือ 50,000 ราย แต่จนถึงวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่ายมามีสายโทรเข้าลดลงเหลือ 44,000 สาย ขณะที่ปัจจุบันโทรเข้ามาเพียง 20,000 สายซึ่งการโทรมอนั้นจะเป็นกานขอความช่วยเหลือและการสอบถามข้อมูลในปริมาณใกล้เคียงกัน ดังนั้นเพื่อให้มีการจัดการความช่วยเหลือประชาชนให้ทันท่วงทีก็จึงมีความจำเป็นที่ต้องยกหูโทรศัพท์ออกเพื่อป้องกันการโทรกลับเข้าของประชาชนที่จะโทรเข้ามาสอบถามเรื่องซ้ำอีก




ถนนวิภาวดีรังสิตหน้าศปภ น้ำลดต่อเนื่อง



          ศปภ.แจ้งว่าสถานการณ์น้ำบริเวณด้านหน้าที่ทำการศปภ. ปริมาณน้ำบนถนนวิภาวดีรังสิตได้ลดลงแล้ว โดยเฉพาะในถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก รถจักรยานยนต์ และรถยนต์สามารถวิ่งผ่านได้ แต่ในฝั่งขาเข้ายังมีปริมาณน้ำสูงกว่าเล็กน้อย รถยนต์สามารถใช้ช่องทางขวาสุดในการสัญจร ส่วนรถจักรยานยนต์ยังไม่สามารถวิ่งผ่านได้ ขณะที่ปริมาณรถที่ประชาชนนำไปจอดไว้บนทางพิเศษดอนเมืองโทลล์เวย์ เจ้าหน้าที่ได้มีการประสานกับเจ้าของรถ ทำให้วันนี้ปริมาณรถที่จดมีจำนวนบางตาลง เนื่องจากประชาชนเริ่มทยอยนำรถกลับไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามในส่วนของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ที่ปิดบริการไปตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา มีแนวโน้มจะเปิดให้บริการได้ตามปกติอีกครั้งในวันที่ 18 พ.ย.นี้



ชุมชนย่าน "ลำสาลี"งงกทม.น้ำลดประกาศเตือน



          ผู้สื่อข่าวรายงาน จากการตรวจสอบพื้นที่ชุมชนบางส่วนของแขวงหัวหมาก  เขตบางกะปิ  ที่กรุงเทพมหานครเพิ่งประกาศแจ้งเตือนให้เป็นพื้นที่เฝ้าระวัง และให้ย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง เนื่องจากขณะนี้น้ำเหนือกำลังไหลเข้าสู้พื้นที่เขตบางกะปิลงคลองแสนแสบและคลองย่อยอย่างต่อเนื่องว่า  ขณะนี้ปริมาณน้ำที่คลองบ้านม้า แม้จะอยู่ในระดับที่ล้นจากขอบตลิ่งแต่ไม่สูงมากนัก  ส่งผลให้ชุมชนลำสาลีที่ตั้งอยู่ริมคลองบ้านม้าได้รับผลกระทบคือมีน้ำเข้าท่วมชั้น 1 ของบ้านประมาณ 20 เซนติเมตร  อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำในวันนี้ถือว่าลดลงเล็กน้อย


          นายอุดม มานสุรินทร์  ชาวบ้านชุมชนลำสาลี กล่าวว่า น้ำที่คลองบ้านม้าล้นเข้าท่วมชั้น 1 ของบ้านมานาน 8-9 วันแล้ว แต่วันนี้ปริมาณน้ำลดลงเล็กน้อย  ส่วนที่กทม.ประกาศให้ชุมชนย้ายของขึ้นที่สูงนั้น  ชาวบ้านย่านนี้ได้ขนย้ายขึ้นที่สูงมาก่อนหน้านี้   จากนี้น้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเท่าไรนั้นก็ยังไม่รู้ แต่หากสถานการณ์แย่ลงจริงก็คงต้องยกของให้อยู่สูงขึ้นไปอีก   เพราะคงไม่ย้ายออกไปพักข้างนอกเพราะยังมีชั้น 2 ที่อยู่ได้  โดยชุมชนนี้มีทั้งที่เป็นบ้านเช่าและบ้านพักส่วนตัว
 

          สำหรับชุมชนวังใหญ่ ชุมชนวังลำสาลีพัฒนา และชุมชนหมู่บ้านอยู่สบาย  มีสภาพน้ำเข้าท่วมบ้างบางจุด  ยกเว้นบ้านที่อยู่ริมคลองส่วนใหญ่น้ำจะซึมเข้าท่วมแล้ว จากปริมาณน้ำที่ล้นคลองมาก่อนหน้านี้    ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้กับสนามกอล์ฟขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องสูบน้ำลงคลองอย่างต่อเนื่อง


          ผู้สื่อข่าวรายงานจากการสำรวจพื้นที่ในหมู่บ้านนักกีฬาและถนนกรุงเทพกรีฑาพบว่าจากเดิมมีการติดป้ายเตือนว่าบริเวณดังกล่าวมีระดับน้ำสูงถึง60-80 เซนติเมตร  แต่ในวันนี้ระดับน้ำเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงประมาณ 20 เซนติเมตรเท่านั้น  ส่งผลให้รถเล็กสามารถสัญจรได้ตามปกติทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์  โดยชาวบ้านบางส่วนรู้สึกแปลกใจกับการประกาศเตือนของกทม. ที่สวนทางกับสถานการณ์ที่ระดับน้ำในพื้นที่ลดลงเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ตลอดแนวถนนกรุงเทพฯกรีฑาได้มีทหารน้ำกระสอบทรายมาทำเป็นแนวกั้นน้ำเสริมจากแนวคันดินเพื่อสร้างความแข็งแรงของแนวป้องกันเพิ่มเติมด้วย



ชาวบ้านบางเขนโอดน้ำท่วมสูงนาน



          นางสุทัศศรี หาญชนบท อายุ 59 ปี อาศัยอยู่ภายในบ้านพักในซอยรามอินทรา 5 แยก 15 เดินทางมายังสำนักงานเขตบางเขน เพื่อลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท เปิดเผยถึงผลกระทบที่ได้รับจากปัญหาน้ำท่วมด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ว่า ปัจจุบันอาศัยอยู่ในบ้านพักตาวัย 80 ปี และหลานชายวัย 7 ขวบ พร้อมกับสุนัขและแมวอีกกว่า 30 ตัว ท่ามกลางระดับน้ำที่สูงเกือบท่วมหลังคาบ้านชั้นที่ 1 แล้ว โดยระบุว่า ตั้งแต่น้ำท่วมบ้านตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา ครอบครัวก็ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก แต่ก็ไม่อยากไปพักอาศัยที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว เนื่องจากต้องดูแลสัตว์เลี้ยง


          โดยทุกวันนี้น้ำที่ไหลเข้าท่วมบ้านลดลงไปเพียง 10 เซนติเมตร เท่านั้น ขณะที่น้ำเริ่มเน่าและสิ่งกลิ่นเหม็นเป็นอย่างมาก ขณะที่การให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลก็ยังเข้าไม่ถึง ครอบครัวต้องอาศัยอาหารและน้ำดื่มที่กักตุนไว้ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันยังระบุด้วยว่า ขั้นตอนการรับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท มีหลายขั้นตอนเกินไป ทำให้การรับเงินเป็นไปได้ช้า