
'โซเชียลเน็ตเวิร์ค'มาแรงปชช.แห่ตามข่าว
เอแบคโพลล์ เผย ช่วงน้ำท่วม โซเชียลเน็ตเวิร์ค มาแรงปชช. แห่ตามข่าว ทิ้งห่างสื่อสิ่งพิมพ์
16 พ.ย.54 ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง พฤติกรรมการติดตามข่าวภัยพิบัติน้ำท่วมจากสื่อมวลชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและ 16 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ แพร่ ลำปาง นครสวรรค์ เพชรบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี หนองคาย สกลนคร สุรินทร์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา ตรัง สงขลา และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 3,096 ครัวเรือน ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 9 - 15 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนที่ถูกศึกษาติดตามข่าวสารทางโทรทัศน์มาเป็นอันดับแรกไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจำแนกตามพื้นที่หรือช่วงเวลาก่อนและหลังเกิดภัยพิบัติโดยผลสำรวจ พบอยู่ประมาณร้อยละ 97.0 - 98.0 อย่างไรก็ตามที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนติดตามข่าวทางหนังสือพิมพ์ที่เป็นกระดาษลดน้อยลงในพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากร้อยละ39.7 เหลือร้อยละ 29.9 ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และลดลงจากร้อยละ 29.7 เหลือร้อยละ 20.4 ในพื้นที่ 7 จังหวัดประสบภัย แต่ไม่แตกต่างกันนักในพื้นที่โดยภาพรวมทั้ง 17 จังหวัดของประเทศ คือ จากร้อยละ 39.1 เหลือร้อยละ 35.1 ตามลำดับ
สำหรับพฤติกรรมติดตามข่าวสารจากคลื่นวิทยุ พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากร้อยละ 29.1 ในช่วงก่อนเกิดภัยพิบัติมาอยู่ที่ร้อยละ 43.8 ในช่วงหลังเกิดภัยพิบัติ เช่นเดียวกับพื้นที่ 7 จังหวัดประสบภัย คือ ติดตามข่าวสารทางวิทยุเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28.9 มาอยู่ที่ร้อยละ 38.5
ทั้งนี้ ที่น่าสนใจคือ หนังสือพิมพ์ (ออนไลน์) เว็บสำนักข่าวมีสัดส่วนผู้ติดตามเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 16.3 มาอยู่ที่ร้อยละ 24.8 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจากร้อยละ 15.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 21.5 ในพื้นที่ 7 จังหวัดประสบภัย เช่นเดียวกับการใช้ระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ค เช่น มือถือ SMS เฟซบุค และทวิตเตอร์ พบว่าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19.5 มาอยู่ที่ ร้อยละ 25.1 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 24.3 ในพื้นที่ 7 จังหวัดประสบภัย
ดร.นพดล กล่าวต่อว่า พฤติกรรมการติดตามข่าวสารผ่านทางโทรทัศน์ของประชาชนช่วงเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมผ่านทางโทรทัศน์ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ที่เปลี่ยนแปลงไปจนอาจกล่าวได้ว่า คนหันมาติดตามข่าวสารทางวิทยุ โซเชียลเน็ตเวิร์ค และสื่อออนไลน์มากขึ้น ในขณะที่หนังสือพิมพ์ที่เป็นกระดาษคนติดตามน้อยลงซึ่งอาจเป็นเพราะความยากลำบากในการเข้าถึงในพื้นที่เกิดภัยพิบัติน้ำท่วม
นอกจากนี้ ที่น่าพิจารณาคือ ความคาดหวังของประชาชนต่อสื่อมวลชน กรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.6 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร้อยละ 61.0 ในพื้นที่ 7 จังหวัดประสบภัย และร้อยละ 62.4 ในพื้นที่ภาพรวม 17 จังหวัดที่ถูกศึกษาต้องการให้สื่อมวลชนรายงานข่าวตามความเป็นจริง เสนอข่าวสารที่ถูกต้อง แต่ที่น่าสังเกตคือ คนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีสัดส่วนของคนที่ต้องการให้มีการเน้นช่วยเหลือประชาชน เช่น การแจกถุงยังชีพ การช่วยอพยพประชาชน การอำนวยความสะดวกต่างๆ มากกว่าคนในต่างจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมคือร้อยละ 32.5 ต่อร้อยละ 27.0
ดร.นพดล กล่าวต่ออีกว่า หากพิจารณาตัวเลขที่ค้นพบอาจกล่าวได้ว่า คนต่างจังหวัดอาจมีความอดทนและความสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพน้ำท่วมได้มากกว่าคนในเขตเมืองหลวงและปริมณฑล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องปรับการบริหารจัดการกอบกู้สถานการณ์ทั้งในด้านอารมณ์ความรู้สึกและด้านกายภาพที่จับต้องได้ให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความวุ่นวายที่ยากจะควบคุมได้สำหรับคนในเมือง
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ประชาชนสนใจจะมีส่วนร่วมกับการเสนอข่าวของสื่อโทรทัศน์มากที่สุดเกินกว่าร้อยละ 80 รองลงมาคือประมาณร้อยละ 10 ที่อยากมีส่วนร่วมในระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทิ้งห่างสื่ออื่นๆ อย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับความสะดวกของประชาชนในการเข้าถึงสื่อประเภทต่างๆ โดยค้นพบว่าประชาชนสะดวกเข้าถึงสื่อโทรทัศน์มากเป็นอันดับที่หนึ่งและรองลงมาคือระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ค ตามลำดับ



