ข่าว

 'เรือดันน้ำ'ซื้อสิบล้านต่อเองแค่2แสน

'เรือดันน้ำ'ซื้อสิบล้านต่อเองแค่2แสน

16 พ.ย. 2554

ทร.ระดม'เรือดันน้ำ'ลงทะเล!ซื้อสิบล้าน..'ต่อเอง'แค่ 2 แสน : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน

            สถานการณ์น้ำท่วมทั้งในด้านทิศเหนือ รวมทั้งฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันออกของ กทม.อยู่ในระดับ "ทรงตัว" มาหลายวัน โดยมีการวิเคราะห์ว่ามาจากหลายสาเหตุ เช่น น้ำเหนือที่ลดลง การกั้นบิ๊กแบ็ก หรือการระดมผันน้ำด้วยระบบคูคลอง และเครื่องสูบน้ำอย่างเต็มพิกัด
   
           ทว่า แท้จริงแล้วยังมีอีกภารกิจที่ทำหน้าที่เสมือน "ปิดทองหลังพระ" เพื่อสกัดกั้นมวลน้ำปริมาณมหาศาลไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้ นั่นคือ การใช้ "เรือดันน้ำ" หรือ "วอเตอร์เจ็ต" เพื่อเร่งความเร็วของน้ำในคลองให้ไหลลงสู่ทะเลโดยเร็ว
   
           น.อ.สมัย ใจอินทร์ โฆษกกรมอู่ทหารเรือ ในฐานะคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่ที่ประสบสาธารณภัยร้ายแรงของรัฐบาล กล่าวถึงภารกิจดังกล่าวว่า กองทัพเรือได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการนำเรือผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเล
   
           ภารกิจดังกล่าวจะมุ่งเน้นการผลักดันน้ำในลำคลองที่มีลักษณะเป็น "คอขวด" ซึ่งทำให้น้ำไหลได้ช้า และระบายน้ำได้น้อย โดยทำงานร่วมกับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) และกรมการทหารช่าง กองทัพบก ที่เข้ามาช่วยขุดลอกคลอง
   
           โดยกองทัพเรือได้ติดตั้งเรือผลักดันน้ำตามลำคลองสำคัญ เช่น คลองบางซื่อ และคลองลาดพร้าว เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ "อุโมงค์ยักษ์" และระบบสูบน้ำของกทม.อย่างเต็มที่
   
           น.อ.สมัยกล่าวว่า "ผลการปฏิบัติงานทำให้น้ำไม่เอ่อล้นคลองดังกล่าว และระดับน้ำในกทม.ลดลงอย่างต่อเนื่อง"
   
           สำหรับการผลักดันน้ำทางด้านตะวันออกของ กทม.เพื่อปกป้อง 2 นิคมอุตสาหกรรม และถนนสายสำคัญ เช่น ถ.มอเตอร์เวย์ และถ.บางนา-ตราด ได้มีการใช้เรือผลักดันน้ำลงคลองสำคัญ เช่น พระองค์เจ้าไชยานุชิต คลองหลวงแพ่ง คลองจระเข้ใหญ่ ฯลฯ ลงสู่ทะเล
   
           ส่วนพื้นที่ด้านตะวันตกของ กทม. ได้ใช้เรือดันน้ำลงคลองสนามชัย และคลองราชมนตรี ซึ่งเป็นคลองตรง และคลองอื่นอีกหลายคลอง เพื่อเร่งระบายน้ำไม่ให้เอ่อท่วม ถ.พระราม 2 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางสู่ภาคใต้ ส่งผลให้ขณะนี้น้ำยังไม่ไหลเข้าท่วม ถ.พระราม 2
   
           น.อ.สมัยกล่าวถึงเรือผลักดันน้ำของกองทัพเรือว่า กองทัพเรือ โดย "กรมอู่ทหารเรือ" ได้จัดสร้างเรือผลักดันน้ำขนาด 200 แรงม้า โดยเป็นเรือที่ต่อขึ้นมาใหม่ 16 ลำ และเรือที่ปรับปรุงจากเรือที่มีอยู่เดิมอีก 15 ลำ รวมทั้งสิ้น 31 ลำ กระจายไปปฏิบัติภารกิจตามจุดต่างๆ 
   
           "ในการจัดซื้อเรือผลักดันน้ำขนาด 200-300 แรงม้า ถ้าจัดซื้อจากต่างประเทศจะมีราคาเป็นสิบล้านบาท แต่เราได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากรัฐบาล รวมทั้งมีวัสดุอุปกรณ์ส่วนหนึ่งจากหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ และไม่ต้องเสียค่าแรงงาน เพราะใช้กำลังพลของกองทัพเรือที่มีความชำนาญด้านนี้อยู่แล้ว ดังนั้น จึงใช้งบประมาณต่อลำประมาณ 2 แสนบาทเท่านั้น"
   
           น.อ.สมัยกล่าวว่า นอกจากจะประหยัดงบประมาณได้อย่างมหาศาลแล้ว การจัดซื้อจากต่างประเทศจะต้องรอนานถึง 6 เดือนอีกด้วย
   
           ทั้งนี้ กองทัพเรือได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ทั้งกรมชลประทาน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และกลุ่มเอ็นจีโอต่างๆ ทำให้สามารถระดมเรือผลักดันน้ำได้มากกว่า 100 ลำ
   
           "ขณะนี้เรามีเรือผลักดันน้ำเป็นร้อยลำเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แก้มลิงคลองมหาชัยอย่างเต็มที่ โดยได้เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังอยู่โดยรอบ ถ.พระราม 2 มิเช่นนั้น ถ.พระราม 2 คงถูกตัดขาดไปแล้ว" น.อ.สมัยเผยถึงความสำเร็จสำคัญของเรือผลักดันน้ำ
   
           สำหรับศักยภาพเรือผลักดันน้ำของกองทัพเรือจะสามารถผลักดันน้ำได้วันละ 1 แสนลูกบาศก์เมตร ต่อ 1 ลำ อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาพบว่า ปัญหาอุปสรรคสำคัญในการทำงาน คือ "ขยะ" ที่ลอยมาตามลำคลองทำให้ต้องหยุดเดินเครื่องเรืออยู่เป็นระยะ
   
           "ปัญหาที่หนักใจที่สุด คือ ขยะ เพราะถ้าขยะเข้าไปในเครื่องยนต์ ต้องหยุดภารกิจทั้งหมด ทำให้การผลักดันน้ำช้าออกไป และจะทำให้น้ำท่วมหนักขึ้น ซึ่งต้องมีการทำความสะอาด และขุดลอกคลอง เพราะทำให้มีปัญหาในการระบายน้ำมาก"
   
           น.อ.สมัยกล่าวว่า ขณะนี้ยังพอรับมือน้ำได้ แต่ถ้าเหนือบ่ากว่าแรงจริงๆ ระดับน้ำคงไม่ถึงกับทำให้ ถ.พระราม 2 ถูก "ตัดขาด" เหมือนกับ ถ.เพชรเกษม และถ.บรมราชชนนี ที่ถูกน้ำตัดขาดเส้นทางไปก่อนหน้านี้
   
           ขณะที่การทำแนวบิ๊กแบ็กบริเวณทิศเหนือของ กทม.นั้น น.อ.สมัยมองว่า ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในฝั่งตะวันตกของกทม. และที่ผ่านมาก็สามารถชะลอน้ำได้พอสมควร
   
           "ข่าวดีในตอนนี้ คือ อีก 1-2 วัน ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะลดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้น้ำไหลกลับสู่แม่น้ำลำคลอง และจะช่วยลดปริมาณน้ำที่ท่วมขังได้มาก" น.อ.สมัยเผยถึงข่าวดีของคนกทม.และปริมณฑล
   
           น.อ.สมัยระบุว่า พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) สั่งการให้กำลังพลช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยกองทัพเรือได้ออกช่วยเหลือประชาชนมาตั้งแต่ จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี รวมทั้งพื้นที่กทม.
   
           สำหรับภารกิจของกรมอู่ทหารเรือจะมุ่งเน้นการ "ต่อเรือ" และ "ต่อแพ" เป็นหลัก โดยได้เตรียมที่จะขยายโครงการเรือดันน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์น้ำในปีหน้า เนื่องจากเป็นโครงการที่มีประโยชน์มาก
   
           ด้วยศักยภาพเรือดันน้ำ รวมทั้งระบบสูบน้ำของ กทม. และเครื่องสูบน้ำ จำนวน 660 เครื่องของกรมชลประทาน ซึ่งแบ่งไปช่วยสูบในพื้นที่ฝั่งตะวันออก จำนวน 324 เครื่อง และพื้นที่ฝั่งตะวันตก จำนวน 336 เครื่อง ทำให้ระบายน้ำลงทะเลได้ถึงวันละ 123 ล้านลูกบาศก์เมตร
   
           ส่งผลให้กรุงเทพฯ ชั้นใน รวมทั้ง 2 นิคมอุตสาหกรรมฝั่งตะวันออก และถ.พระราม 2 ยังอยู่รอดปลอดภัยได้มาจนถึงทุกวันนี้