ข่าว

ขรก.เฮ!คลังจ่ายเงินเดือนเร็วขึ้น

ขรก.เฮ!คลังจ่ายเงินเดือนเร็วขึ้น

16 พ.ย. 2554

ขรก.เฮ!คลังเลื่อนจ่ายเงินเดือนเร็วขึ้น 2 เดือนสุดท้ายเยียวยาเหยื่อน้ำท่วม "โกร่ง" ตั้งอนุกรรมการ 4 ชุด ฟื้นฟูประเทศ สร้างความเชื่อมั่นต่างชาติ ดึงมืออาชีพด้านต่างๆ เข้ามาช่วยทำงาน

          รัฐบาลเร่งคลอดมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ของไทยออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกระทรวงการคลังทำหนังสือส่งไปยังหน่วยงานภาครัฐแจ้งเลื่อนกำหนดจ่ายเงินเดือน 2 เดือนสุดท้ายของปี 2554 ให้เร็วขึ้น เพื่อความจำเป็นเร่งด่วนในการดำรงชีพ
   
         

           นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรมบัญชีกลางได้ทำหนังสือเวียนไปถึงปลัดกระทรวง ผู้อำนวยการ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดี เลขาธิการอธิบดี และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกหน่วยงาน เพื่อแจ้งให้ทราบว่ากรมบัญชีกลางจะเลื่อนการจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยหวัด และบำนาญของข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว รวมทั้งค่าตอบแทนของพนักงานราชการ ของส่วนราชการต่างๆ ประจำเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ เร็วขึ้นกว่าเดิม จากเดิมที่จะจ่ายเงินก่อนวันทำการสุดท้ายของเดือน 3 วันทำการ เป็นให้จ่ายวันที่ 18 พฤศจิกายน และประจำเดือนธันวาคมให้จ่ายก่อนวันทำการสุดท้ายของเดือน 5 วันทำการ 
   
         

           "สถานการณ์น้ำท่วมปัจจุบันยังคงมีความรุนแรงต่อเนื่อง และครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาจส่งผลให้ระบบธนาคารต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ จึงได้เลื่อนการจ่ายเงินเดือนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ข้าราชการ โดยเฉพาะผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมที่อาจต้องการเงินไปซ่อมแซมบ้านเรือนก่อน ซึ่งกรมบัญชีกลางไม่มีปัญหาในการจ่ายเงินเดือนให้เร็วขึ้นแต่อย่างใด" นายรังสรรค์ ระบุ



           ขณะเดียวกัน นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวภายหลังการประชุม กยอ. ครั้งแรกว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรอบการดำเนินงานของ กยอ. โดยจะแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น จะต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ว่าในฤดูฝนปีหน้าถ้าหากมีพายุเข้า ฝนตกหนัก ก็จะสามารถบริหารจัดการน้ำได้โดยจะไม่เกิดความเสียหายเหมือนในปีนี้
   

           ส่วนเป้าหมายระยะยาว จะจัดทำเพื่อพัฒนาประเทศ ที่จะต้องนำปัจจัยความเสี่ยงเรื่องอุทกภัยเข้ามาไว้ในแผนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ด้วย โดยจะนำลักษณะภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมทางน้ำ ทางไหลผ่านของน้ำ เพื่อให้การตั้งนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ พื้นที่ทำการเกษตร สอดคล้องกับการไหลของน้ำ เพื่อให้สามารถป้องกันปัญหาอุทกภัยได้อย่างถาวร และบริหารจัดการน้ำให้เอื้อประโยชน์สูงสุดต่อทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ


ตั้งคณะกรรมการ 4 ชุดช่วยงาน
   


           ประธานกยอ. กล่าวถึงงานที่ต้องทำภายใน 12 เดือนนับจากวันนี้ว่า  จะต้องเร่งฟื้นฟูประเทศและความเชื่อมั่นของทุกฝ่าย ซึ่งเป็นงานที่ต้องประสานกับหน่วยงานต่างๆ เป็นจำนวนมาก กยอ.จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 4 ชุด เพื่อเข้ามาช่วยในการทำงาน ได้แก่ 1.คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 2.คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาด้านโครงสร้างพื้นฐาน 3. คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน และ 4.คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาด้านการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต
   


           นอกจากนี้ ยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจอีก 4 ชุด ได้แก่ 1.คณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และต่างประเทศ โดยมีนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการด้านการประสานความร่วมมือและสร้างความมั่นใจกับภาคเอกชน มีนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ เป็นประธาน 3.คณะอนุกรรมการด้านการจัดตั้งองค์กรถาวรและการบริหารจัดการ มีนายวิษณุ เครืองาม เป็นประธาน และ 4.คณะอนุกรรมการด้านการเงิน ตลาดทุน และประกันภัน มีนายศุภวุฒิ สายเชื้อ เป็นประธาน
   


           "ที่ประชุมได้แต่งตั้งให้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. ทำหน้าที่เลขานุการ กยอ. โดย สศช. ได้ขออัตรากำลังพล 30 คน เพื่อจัดตั้งหน่วยงานเพื่อทำงานด้านนี้ ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบและจะหาสถานที่จัดตั้งสำนักงาน กยอ. ต่อไป" นายวีรพงษ์ ระบุ


ห่วงประกันไม่รับภัยน้ำท่วม
   


           นายวีรพงษ์ ยอมรับว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงหลังจากอุทกภัยครั้งนี้คือความเชื่อมั่นของธุรกิจประกันภัย จนอาจจะส่งผลให้บริษัทประกันภัยไม่กล้ารับประกันภัยต่อไป ในเบื้องต้นธุรกิจประกันภัยจะยังคงรับประกันภัยในเรื่องอื่นๆ ต่อไปยกเว้นเรื่องอุทกภัย ซึ่งจะต้องคำนวณความเสี่ยงของอุทกภัย รวมทั้งคำนวณเบี้ยประกันต่างๆ ใหม่ทั้งหมด หากรัฐบาลสามารถดำเนินการดูแลไม่ให้เกิดเหตุอุทกภัยเช่นนี้ได้ ภาคธุรกิจก็จะสามารถคิดคำนวณค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขต่างๆ ให้เป็นธรรมมากที่สุด โดย กยอ.จะเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างเอกชนกับรัฐบาล ให้บริษัทประกันภัยกลับมาให้บริการรับประกันด้านอุทกภัยต่อไปในอัตราเบี้ยประกันที่ไม่เพิ่มขึ้นมาก
   


           "ในการเข้ามาพบปะหารือของนักลงทุนญี่ปุ่นนี้ จากการพูดคุยกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ประจำประเทศไทย หอการค้าญี่ปุ่น (เจซีซี) และประธานบริษัทโตโยต้าในประเทศไทย ต่างให้ความเชื่อมั่นว่าจะยังคงลงทุนและขยายกำลังการผลิตในไทยต่อไป เพราะประเทศไทยมีความได้เปรียบในเรื่องคุณภาพแรงงานเหนือประเทศเพื่อนบ้าน และได้ขอให้รัฐบาลอำนวยความสะดวกในการออกวีซ่าทำงานให้แก่ช่างเทคนิคที่จะเข้ามาฟื้นฟูโรงงาน และยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องจักรใหม่ ซึ่งรัฐบาลก็ได้อนุมัติไปแล้ว" ประธานกยอ. ยืนยัน


สศช.โวแผนรับมือน้ำท่วม2ระบบ

   

           ส่วนในอุตสาหกรรมรถยนต์นั้น นายวีรพงษ์ ชี้แจงว่า หลายค่ายบอกว่าจะลงทุนเพิ่ม ขยายกำลังการผลิตจาก 1 ล้านคันในปีนี้ เพิ่มเป็น 2.5 ล้านคันในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดรองจากประเทศญี่ปุ่น โดยนักลงทุนญี่ปุ่นมองว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ จะเป็นการสร้างโอกาสในการปรับโครงสร้างการผลิตที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งญี่ปุ่นพร้อมช่วยเหลือไทยในทุกด้าน เพื่อให้สามารถฟื้นฟูประเทศกลับมาเหมือนเดิมให้เร็วที่สุด

   

           ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ในส่วนของยุทธศาสตร์ทั้ง 2 ระยะนั้นในปีหน้าจะมีระบบป้องกันน้ำท่วม 2 ระบบ ได้แก่ 1.การป้องกันน้ำท่วมในเขตนิคมอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลได้อนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมนำไปปรับปรุงระบบต่างๆ เพื่อป้องกันน้ำท่วม ผ่านทางกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ 2.การป้องกันน้ำท่วมรอบนิคมอุตสาหกรรมและชุมชนโดยรอบ ซึ่งจะเป็นการลงทุนภาครัฐ โดยจะต้องรอการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานจากคณะกรรมการน้ำอีกครั้ง ส่วนเงินที่ใช้ลงทุนนั้นจะเป็นเงินกู้จากต่างประเทศ หรือเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งจะพิจารณาทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำสุด ขณะนี้ไทยมีพื้นฐานการเงินที่แข็งแกร่งมาก จึงไม่น่าเป็นห่วงเรื่องการกู้เงินจากต่างประเทศ