ข่าว

"ชา"เมืองไทย

"ชา"เมืองไทย

04 พ.ค. 2552

เมืองไทยปลูกชาประมาณ 1.6 แสนไร่ จัดว่ามากทีเดียว ชาที่ปลูกแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกเป็น ชาพื้นเมือง หรือ ชาป่า ดูชื่อแล้วเหมือนกับว่าเป็นชาของเรา ความจริงแล้วไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในบ้านเรา แต่ว่านำเข้ามาจากอินเดียและเข้ามาอยู่ในเมืองไทยนานแล้ว เป็น ชา

 ชาชนิดนี้นำมาคั่วแล้วชงน้ำดื่ม กับอีกส่วนหนึ่งคือนำมาทำผลิตภัณฑ์เมี่ยง ซึ่งรู้จักกันดีในเขตภาคเหนือของไทย ชาอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มที่นำเข้ามาจากเมืองจีนและไต้หวัน เป็นชาสายพันธุ์จีน ซึ่งจะมีใบเล็กกว่า และมีการปลูกกันมากที่ จ.เชียงราย ชากลุ่มนี้คือกลุ่มที่เรียกว่าชาจีน และที่รู้จักชื่อกันดีคือ ชาอู่หลง ที่คนไทยนิยม

 จีนเป็นประเทศที่ผลิตชาเขียวมากที่สุดในโลก ตามมาด้วยญี่ปุ่น การเพิ่มขึ้นของชาเขียวแต่ละปีอยู่ในช่วง 2-5% แต่ว่าจากกระแสความนิยมที่นำไปผูกโยงกับเรื่องของสุขภาพ ก็เลยทำให้การเพิ่มขึ้นของชาเขียวพุ่งขึ้นไปเกือบ 1,000% ในปี 2547 ซึ่งกระแสดังกล่าวก็เข้ามามีบทบาทในเมืองไทยด้วยเช่นกัน

 การปลูกชาในเมืองไทยขยายตัวค่อนข้างเร็ว ช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีอัตราเพิ่มพื้นที่ปลูกเฉลี่ยเกือบ 5% ต่อปี ตอนนี้มีพื้นที่ปลูกชาเพื่อนำมาทำชาสำหรับชงดื่มราว 1.2 แสนไร่ และทำเมี่ยงอีกราว 4 หมื่นไร่ ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละครึ่งตัน ซึ่งพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ (เกินกว่า 80%) อยู่ที่เชียงใหม่และเชียงราย ชาที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นชาอัสสัม มีชาจีนเพียง 20% เท่านั้น แต่ว่าชาจีนสร้างรายได้ได้ดีกว่าชาอัสสัมเพราะว่าราคาต่างกันราว 4 เท่าตัว

 หากจะถามว่าระหว่างชาอัสสัมกับชาจีน ควรปลูกอะไรดีกว่ากัน คงต้องดูปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วยมากกว่าดูที่ราคาเพียงอย่างเดียว การปลูกชาอัสสัมนั้นง่ายกว่า ไม่ต้องใช้สารเคมีมากเหมือนชาจีน ราคาใบชาสดอยู่เฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ 10 บาท พอมาทำเป็นใบชาแห้งแล้วจะราคา 100-150 บาท แต่ถ้าเป็นชาจีน จะต้องดูแลมากกว่า ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนจึงสูงกว่า ราคาใบชาสดอยู่ที่ 30-50 บาท แต่พอเป็นชาแห้งแล้วจะมีราคาสูงถึง 800-1,000 บาท

 แต่ต้องไม่ลืมว่าการปลูกชาจีนนั้น ต้องดูแลและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเช่นกัน โดยที่ต้นทุนในการผลิตสูงกว่าการปลูกชาอัสสัมประมาณ 4 เท่าตัว และต้นทุนส่วนใหญ่ก็คือค่าแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานในการเก็บเกี่ยว ดังนั้น ถ้ามีเงินลงทุนต่ำก็คงต้องปลูกชาอัสสัม ถึงแม้ราคาขายจะต่ำกว่า แต่ต้นทุนก็ต่ำกว่ามาก แต่ถ้าต้องการขายของราคาสูงขึ้นและมีเงินทุนเพียงพอก็คงเหมาะที่จะปลูกชาจีน
 การพัฒนาชาในเมืองไทยค่อนข้างช้า และไม่ค่อยได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร แต่ว่าในประเทศที่ผลิตชาเป็นอุตสาหกรรมใหญ่อย่างอินเดีย ศรีลังกา และจีน มีการพัฒนาสายพันธุ์ชาให้ทนต่อสภาพแวดล้อม มีปริมาณสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์มากขึ้น และมีการปรับปรุงพันธุ์ให้มีลักษณะเฉพาะเช่น ทนแมลง ทนโรค ทนแล้ง ส่วนญี่ปุ่นซึ่งนิยมดื่มชาเขียว ก็มีการพัฒนาสายพันธุ์เฉพาะขึ้นมาเช่นกัน

 ทั้งจีนและญี่ปุ่นมีพันธุ์ชาของตนเองหลากหลาย ซึ่งนำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย ทั้งกลิ่น และรสชาติ ขณะที่เมืองไทยเรานำพันธุ์ต่างๆ เข้ามาจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีน ถึงแม้ความก้าวหน้าเรื่องชาของเรายังมีน้อย เมืองไทยก็ยังสามารถส่งออกชาไปต่างประเทศได้เช่นกัน โดยเฉพาะไต้หวัน

 ซึ่งแนวโน้มอนาคตหากเราพัฒนาการปลูกได้มากกว่านี้ การส่งออกก็น่าจะมีช่องทางมากขึ้นเช่นกัน !

รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ