ข่าว

เช็กความคืบหน้างานผู้สูงอายุ

เช็กความคืบหน้างานผู้สูงอายุ

16 พ.ย. 2554

เช็กความคืบหน้างานผู้สูงอายุ

          ภาพข่าวการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุไปไว้ในที่ปลอดภัยช่วงวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ เป็นอีกภาพที่เห็นได้บ่อยจนคุ้นชิน ประชากรกลุ่มนี้ นับวันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในสัดส่วนโครงสร้างประชากรไทย ปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุวัยกลางและวัยปลายเพิ่มสูงขึ้นมาก จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2550 ระบุว่า จากจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด มีผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านและติดเตียง หรือผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง ต้องมีผู้ดูแลในการทำกิจวัตรประจำวันราวร้อยละ 12 ในจำนวนนี้ ร้อยละ 1.1 ไม่มีใครดูแล ส่วนในกลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุ พบว่า ร้อยละ 2.2 เป็นผู้สูงอายุวัย 80 ปีขึ้นไป ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุด้วยกัน ซึ่งเป็นภาระหนักเกินกว่าร่างกายและจิตใจจะรับไหว

          สองปีก่อน เวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เมื่อปี 2552 เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง จึงหยิบยกประเด็น “การพัฒนาระบบการดูแลระยะยาว สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง” ขึ้นมาหารือเป็นหนึ่งในวาระหลักของปีนั้น และมีมติร่วมกันในสาระสำคัญคือ “ให้รัฐมีหน้าที่จัดการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง โดยใช้ครอบครัวและชุมชนเป็นฐานหลัก”

          พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ ผู้จัดการแผนงานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) กล่าวถึงภาพรวมของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงว่า เป็นกลุ่มที่ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก สังคมมองไม่เห็นผู้สูงอายุกลุ่มนี้ เพราะเขาอยู่แต่ในบ้าน จึงทำให้ไม่มีระบบสุขภาพและกลไกทางสังคมใดๆ มารองรับเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี กลายเป็นหน้าที่ของครอบครัวโดยลำพัง ซึ่งถ้าเป็นครอบครัวเดี่ยว คนในครอบครัวก็จะต้องรับหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุอย่างโดดเดี่ยว

          "ในปัจจุบันหน่วยงานของรัฐเริ่มตระหนักถึงผู้สูงอายุกลุ่มนี้มากขึ้นหลังครม. มีมติเห็นชอบกับมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติประเด็นนี้ ก็เท่ากับเรื่องนี้มีการรองรับทางนิตินัย จากนั้นคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) จึงนำเรื่องนี้ไปขับเคลื่อนต่อเชิงนโยบาย และเกิดเป็น ‘แผนปฏิบัติการผลักดันและขับเคลื่อนประเด็นการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว’ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554 เป็นต้นมา ทำให้หน่วยงานของรัฐหลายภาคส่วน ได้ต่อยอดงานของตนเอง ให้ครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงมากขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข ที่มีแผนปฏิบัติการ มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาโดยเฉพาะหลายคณะ มีการเพิ่มศูนย์สวัสดิการผู้สูงอายุ และจัดอบรมการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งสร้างเสริมและอบรมอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้านเพิ่มมากขึ้น” ผู้จัดการแผนงานวิจัย ให้รายละเอียด

          ยอดศักดิ์ สุขโรจณี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางสีทอง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็น อบต.ตัวอย่างที่มีอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (อผส.) จำนวนมาก และทำงานอย่างจริงจัง ให้ความเห็นถึงอุปสรรคที่ทำให้ อบต.อื่นๆ ทำงานเรื่องผู้สูงอายุได้ไม่เต็มที่ว่า หน่วยงานระดับท้องถิ่นหลายแห่งกระตือรือร้นที่จะทำงานดูแลผู้สูงอายุ แต่ติดขัดเรื่องระบบระเบียบ งบประมาณ และนโยบายที่ไม่สั่งตรงลงมาอย่างชัดเจน ทำให้หลายๆ ครั้ง คนที่อยากทำต้องเสี่ยงดำเนินการไปเอง ทั้งๆ ที่ไม่มั่นใจว่าจะใช้งบประมาณส่วนไหน และไม่รู้ว่าจะทำงานให้ต่อเนื่องและพัฒนาไปได้อย่างไร จึงอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิดกลไกทางกฎหมายท้องถิ่น เพื่อให้มีชุมชนที่สามารถช่วยกันดูแลผู้สูงอายุอย่างบางสีทองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ