ข่าว

"เกษตรไทย"ในวิกฤติศก.โลกโอกาสมีแต่ขาดเอกภาพ!

"เกษตรไทย"ในวิกฤติศก.โลกโอกาสมีแต่ขาดเอกภาพ!

04 พ.ค. 2552

ท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ แม้ไทยจะไม่มีผลกระทบมากนัก เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกา ประเทศในกลุ่มอียู ญี่ปุ่น เกาหลี หรือประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ที่มีรายได้หลักมาจากภาคอุตสาหกรรม การค้าและการลงทุน มีปัญหาในเรื่องสภาพค

แม้โดยภาพรวมประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก หากมีการใช้วิกฤตินี้ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยซึ่งมีพื้นฐานทางด้านการเกษตรที่เข้มแข็งอยู่แล้วก็น่าจะสร้างโอกาสให้ภาคเกษตรกรรมของไทยได้ไม่น้อย เห็นได้จากการวิเคราะห์ในหลายมุมมองของผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนในงานสัมมนาทิศทางเกษตรไทย "โอกาสเกษตรไทยในวิกฤติเศรษฐกิจโลก" จัดโดยสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย(สกท.)ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552 

 ไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต นายกสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทย ไม่ปฏิเสธถึงผลกระทบที่ประเทศไทยได้รับ แต่ในวิกฤตินี้ย่อมเป็นโอกาสของภาคเกษตรไทยด้วย โดยเฉพาะผลไม้ไทยได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในหลายประเทศทั่วโลก แม้เศรษฐกิจโลกจะมีปัญหา แต่ขณะนี้หลายประเทศกลับสั่งซื้อผลไม้ไทยในปริมาณที่สูงขึ้น โดยเฉพาะจีนและอินโดนีเซียที่ตลาดยังมีความต้องการอีกมาก

 "ขณะนี้ผลไม้ไทยจะส่งออกไปจีนมากที่สุด ลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นระดับกลางถึงระดับบน โดยเฉพาะทุเรียนมีความต้องการสูงมากที่จีน ส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่แถวกวางตุ้ง หรือจีนตอนใต้ ทางตอนกลางหรือทางเหนือแถบปักกิ่งยังมีน้อย ฉะนั้นตลาดผลไม้ในจีนยังมีมหาศาล แต่ตอนนี้อยู่ที่ระบบโลจิสติก ถ้าเราแก้ปัญหาตรงนี้ได้รับรองไปโลดแน่" 

 ไม่เพียงแต่จีนเท่านั้นที่สนใจผลไม้ไทย แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียที่ขณะนี้ยังเป็นตลาดใหญ่รองรับผลไม้ไทยไม่แพ้จีน ซึ่งนายกสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทยระบุว่าตลาดผลไม้ไทยในอินโดนีเซียนั้นมีความสำคัญ เพราะเป็นตลาดใหญ่เป็นรองแค่จีนเท่านั้น  จะต่างกันก็เพียงกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ที่เน้นระดับกลางถึงล่าง เนื่องจากสภาพทางเศรษฐกิจของสองประเทศนี้จะต่างกัน

 "ผมย้ำเสมอว่าจะทำอย่างไรให้ผลไม้บ้านเรามีผลผลิตออกตลอดทั้งปี เพราะจะได้ไม่มีปัญหาในเรื่องราคา อย่างตอนนี้ทุเรียนยังราคาดีเฉลี่ยอยู่ที่ 35-40 บาทต่อกิโล คอยดูหลัง 15 พฤษภาคม ไม่ถึง 20 บาท เพราะอะไรก็ช่วงนั้นมีกระจุกตัว ผลผลิตออกมามากระบายไม่ทัน ถึงจีนและอินโดฯ จะมีตลาดรองรับอีกมากก็เอาไม่อยู่หรอก" ไพบูลย์ย้ำชัด

 ถึงแม้ตลาดผลไม้ในต่างแดนจะไม่มีปัญหา แต่สำหรับทิศทางปศุสัตว์และประมงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากว่าตลาดส่งออกหลักจะอยู่ในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในแถบยุโรป ทำให้มีการชะลอนำเข้าในบางประเทศ จึงส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่มาจากการเพาะเลี้ยงอย่างกุ้ง ซึ่งทำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีหลายหมื่นล้านบาทนั้น นับตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ราคากุ้งยังลดลงอย่างต่อเนื่อง

 "ใครที่คิดจะเลี้ยงกุ้งจะเลี้ยงกันตามกระแสเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว วันนี้ไม่มีคำว่าฟลุก ถ้าทำแบบนั้นผมยืนยันเจ๊งทุกราย แต่วันนี้ผู้คิดจะเลี้ยงจะต้องมีความพร้อมอย่างน้อย 3 อย่างคือ ทุน เทคโนโลยี และตลาด จึงจะไปรอด แต่ถ้าไม่พร้อมทั้งสามนี้ แต่มีความตั้งใจอยากจะเลี้ยงขอแนะนำให้เลี้ยงแบบผสมผสานคือมีทั้งกุ้ง ปลา หอยเลี้ยงรวมกันจะดีกว่า เพราะมีหลายรายที่ทำแบบนี้จนประสบความสำเร็จมาแล้ว" ดร.จุมพล สงวนศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาประมงทะเล กรมประมงยืนยัน

 ขณะที่ บริสุทธิ์ ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มองว่าในขณะการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปยังตลาดต่างแดนมีปัญหา จากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ การนำผลผลิตทางการเกษตรของไทยป้อนให้แก่ธุรกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหารตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยก็เป็นทางออกหนึ่งในการช่วยระบายผลผลิตทางการเกษตรไทยได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรของไทย ไม่ว่าพืชผัก ผลไม้ อาหารไทยนั้นเป็นชื่นชอบของผู้บริโภคชาวต่างชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 "ตอนนี้ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกัน เป็นไปได้ไหมว่าพืชผัก ผลไม้ที่ให้บริการตามโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหารจะต้องเน้นผลไม้ไทย กรุ๊ปทัวร์ต่างชาติที่มาเที่ยวก็ต้องพาไปเที่ยวสวนผลไม้ รับประทานกันสดๆ ในสวนเพื่อเขาจะได้เห็นกรรมวิธีการผลิต เมื่อเขากลับไปแล้วจะได้ไปบอกต่อๆ กันไป เป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เสียค่าใช้จ่ายน้อย แต่ได้ผลคุ้มค่ามาก" บริสุทธิ์กล่าวย้ำ
 นี่เป็นส่วนหนึ่งของบทสรุปจากผู้ที่เกี่ยวข้องภาคการเกษตรไทย แม้จะมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่พวกเขาอยากเห็นคือการทำงานแบบบูรณาการ โดยมีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกร ภาคหน่วยราชการ ภาคเอกชน ตลอดจนนโยบายรัฐบาลจะต้องเดินไปในแนวทางเดียวกัน จึงจะทำให้โอกาสเกษตรไทยอยู่รอดในท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เป็นอยู่ในขณะนี้ได้
    
ส.ป.ก.หนุน"ปศุสัตว์"ปลอดโรคส่งตลาดนอก

  อนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่มีการซื้อ-ขายโคเนื้อระหว่างวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นมา ขณะนี้มีชุมชนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในเขตปฏิรูปที่ดินมากกว่า 2,000 กลุ่ม มีโคเนื้อในระบบการจัดการประมาณ 1 แสนตัว ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการจะพัฒนาเพื่อขยายโอกาสในการทำตลาด ทั้งระหว่างกลุ่มวิสาหกิจกันเองและองค์กรภายนอก เช่น บริษัทเอกชน ตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรมากยิ่งขึ้นและเพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานแก่โคเนื้อ ส.ป.ก.จึงได้ร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ทำโครงการรณรงค์ชุมชนปลอดโรคในเขตปฏิรูปที่ดินขึ้น

  ทฤษฎี ชาวสวนเจริญ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนการเลี้ยงโคเนื้อแก่วิสาหกิจชุมชนที่ส.ป.ก.จัดตั้งขึ้นทั่วประเทศในปี 2552 นี้ กรมปศุสัตว์ได้ให้ความรู้แก่เกษตรกรเรื่องเทคนิคการเลือกซื้อโคเนื้อที่ถูกต้อง ตลอดจนการจัดการเพื่อดูแลโคเนื้อที่เคลื่อนย้ายเข้าสู่ฟาร์ม รวมทั้งการฉีดวัคซีน ทำเครื่องหมายประจำตัว การรับรองสถานที่กักโรค การจัดหาอาหารและเสบียงสัตว์ ติดตามดูแลตลอดเส้นทางการเคลื่อนย้ายจนถึงฟาร์มเกษตรกรที่ปลายทาง นอกจากนี้ยังได้กำหนดมาตรการการจัดการเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตปศุสัตว์ในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อเพื่อเป็นตัวอย่างในการเลี้ยงโคเนื้อที่ถูกต้องด้วย 

 สุรัตน์ อัตตะ