ข่าว

พท.เตรียมชงญัตติ'ย้ายเมืองหลวง'

พท.เตรียมชงญัตติ'ย้ายเมืองหลวง'

15 พ.ย. 2554

“เพื่อไทย” เตรียมเสนอญัตติ "ย้ายเมืองหลวง" อ้างสภาวะแวดล้อมเปลี่ยน แนะใช้ "นครนายกหรือเพชรบูรณ์" แทน 'สุขุมพันธุ์' ชี้ไม่มีปัญหาแต่ขอพูดให้ชัด

          15พ.ย.2554 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยโดยนายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย พร้อมส.ส.อีก20คน ได้ลงนามเตรียมเสนอญัตติด่วนต่อสภาฯเรื่อง ขอให้สภาฯตั้งคณะกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาเพื่อย้ายเมืองหลวงจากรุงเทพฯไปจ.นครนายก จ.เพชรบูรณ์ และจังหวัดอื่นๆ ที่มีความเหมาะสม โดยจะเสนอให้วิปรัฐบาลภายในวันที่ 16 พ.ย. เพื่อเสนอเป็นญัตติเร่งด่วน

           โดยในญัตติที่เสนอ นายสถาพร ระบุว่า ด้วยสภาวะแวดล้อมของโลกและของประเทศไทย ที่เปลี่ยนแปลงไปหลายด้าน ส่งผลให้เกิดวิกฤตภัยธรรมชาติทั้งการเกิดน้ำท่วม แผ่นดินทรุด รอยเลื่อนแผ่นดินไหว ภัยสึนามิ และจะต้องใช้งบประมาณฟื้นฟูสภาเป็นจำนวนมหาศาล เป็นต้น จากกรณีข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่ากทม.ในฐานเมืองหลวงของประเทศไทย แผ่นดินทรุดโดยเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 20 ซม. และประกอบกับภาวะโลกร้อนทำให้น้ำทะเลหนุนสูงขึ้น

           จึงมีความเป็นไปได้ที่กทม. จะกลายเป็นเมืองบาดาล ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนแก่ประชาชนและบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในเขตกทม.ได้ จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเห็นได้ว่าควรมีการพิจารณาศึกษาการย้ายเมืองหลวงจากกทม.ไปยังพื้นที่เหมาะสมเช่น จ.นครนายก เพชรบูรณ์ หรือจังหวัดอื่นที่มีความเหมาะสมต่อไป เพื่อเตรียมการและรับมือแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

           นายสถาพร ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมอีกว่า ญัตตินี้พรรคได้รับหลักการให้เสนอตามที่ส.ส.ได้เข้าชื่อเสนอ ให้เป็นเรื่องของสภาฯ โดยแนวคิดย้ายเมืองหลวง สมัยรัฐบาลทักษิณ เคยมีแนวคิดจะย้ายไปยังจ.นครนายก และสั่งการให้สภาพัฒน์ฯไปศึกษาข้อมูลเบื้องต้นแล้ว จ.นครนายก มีความเหมาะสมทั้งทางกายภาพ และภูมิศาสตร์ พื้นที่เป็นแนวลาดชัน หากน้ำมาก็จะไหลระบายได้เร็ว ไม่เหมือนกับกทม.ที่เป็นแอ่ง น้ำมาจึงเป็นพื้นที่รับน้ำอย่างเดียว

           นายสถาพรกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้การย้ายเมืองหลวงไปแห่งใหม่ดีกว่าจะไปทำนิวไทยแลนด์อยู่แล้ว มองทั้งเชิงโครงสร้างและแผนงานยังไงก็คุ้มค่ากว่า กทม.จะมีอะไรเป็นนิวได้อีก เราควรวางแผนสร้างความหวังให้ประชาชนใหม่ นครนายก เหมาะสม ไปถึงก็วางโครงสร้าง ผังเมืองใหม่ ทั้งส่วนราชการ ศูนย์กลางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่การขนส่ง ระบบคมนาคม ก็ไปทำรถไฟความเร็วสูงเชื่อมไปภูมิภาคตะวันออก เหนือ อีสาน หรือแม้กระทั่งทำรถไฟความเร็วสูงมายังสนามบินสุวรรณภูมิก็ไม่ไกลมาก กลับมากทม.ก็ห่างกันเพียง40กม.เท่านั้น ส่วนนิคมอุตสาหกรรมหากคิดระยะยาวก็กระจายให้มาอยู่รอบนอก ทั้งสระบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทราก็ได้

           ส่วนแนวคิดในจังหวัดเพชรบูรณ์นั้นก็เหมาะสมเช่นกัน ทั้งทางภูมิศาสตร์และกายภาพ ไม่อย่างนั้นยุคจอมพล ป พิบูลย์สงคราม คงไม่มีแนวคิดจะย้ายเมืองหลวงไปหรอก เช่นเดียวกันกับยุคคอมมิวนิสต์ถ้าไม่ดีจริง คงไม่ยึดเป็นฐานที่มั่น เราต้องสร้างแนวคิดใหม่ จุดให้เป็นประเด็นใหญ่ให้เป็นเรื่องทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ไปเลย ใครไม่เชื่อก็อย่าเชื่อนะกทม.เคยมีคำทำนายว่ากทม.จะจมบาดาลอีก10ปี เราจึงต้องย้ายไปที่แห่งใหม่

           สำหรับรายชื่อส.ส.ทั้ง20คนที่ร่วมเสนอญัตติ อาทิ นายวาสิต พยัคฆบุตร ส.ส.ลำปาง นายวิทยา ทรงคำ ส.ส.เชียงใหม่ นายเอี่ยม ทองใจสด ส.ส.เพชรบูรณ์ เป็นต้น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีส.ส.กทม.เพื่อไทย ร่วมลงชื่อด้วย

 

'สุขุมพันธุ์'ชี้ไม่มีปัญหาแต่ขอพูดให้ชัด


     ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เรื่องย้ายเมืองไปจังหวัดเพชรบูรณ์มีมาตั้งแต่สมัยจอมพลป.พิบูลย์สงคราม จึงต้องแยกกันระหว่างการจะมีการย้ายเมืองหลวง กับศูนย์ราชการ อย่างประเทศมาเลเซีย ก็มีการแยกระหว่างศูนย์ราชการกับเมืองหลวงอย่างชัดเจน ซึ่งเรื่องการย้ายเมืองหลวงกับศูนย์ราชการนั้น เป็นคนละเรื่อง เพราะเมืองหลวงของประเทศไทยต้องมีสถานที่ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ออกท้องพระโรง อย่างเช่นพระที่นั่งอนันตสมาคม หรือมีพื้นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญได้ แต่ศูนย์ราชการสามารถย้ายได้

     ดังนั้นต้องแยกแยะว่ามีการย้ายเมืองหลวง หรือศูนย์ราชการ แต่ในหลักการตนไม่ได้ขัดข้อง แต่ต้องมีความชัดเจนว่าจะต้องมีการย้ายเมืองหลวง หรือศูนย์ราชการ โดยเฉพาะหากมีการย้ายเมืองหลวง หรือศูนย์ราชการต้องมีการวางระบบทั้งหมดเชื่อมต่อกัน ทั้งระบบสายไฟ อาคารเชื่อมต่อ ระบบสาธารณูปโภค ระบบโรงเรียน โรงพยาบาล เพื่อให้ทั้งข้าราชการและประชาชนสามารถใช้บริการได้สะดวก หากรวมกันได้ก็จะทำให้การบริหารจัดการอย่างเช่นศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

 

 

"สุขุมพันธุ์"สั่งเขตดูแลเงินช่วยน้ำท่วมไม่เรียกเอกสารที่ไม่จำเป็น

            ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แจ้งว่า สำนักงานเขตของกรุงเทพมหานครได้เปิดรับลงทะเบียนผู้ประสบอุทกภัยเพื่อรับเงินช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 5,000 บาท เพื่อเยียวยาความเสียหายและบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้รายได้ลดลง โดยผู้ประสบภัยน้ำท่วมแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1.น้ำท่วมบ้านฉับพลัน ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย และอยู่ในพื้นที่ประสบภัย 2.น้ำท่วมบ้านติดต่อกันไม่น้อยกว่า 7 วัน ทรัพย์สินเสียหาย และอยู่ในพื้นที่ประสบภัย

            สำหรับหลักฐานและเอกสารที่จะต้องนำไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย 1.กรณีบ้านของตนเอง ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หากไม่สามารถเดินทางไปยื่นเอกสารได้ด้วยตนเอง จะต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ  2.กรณีบ้านเช่า ได้แก่ สำนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาหนังสือสัญญาเช่า หนังสือรับรองของผู้ให้เช่าหรือหนังสือรับรองของประธานชุมชน และหากไม่สามารถเดินทางไปยื่นเอกสารได้ด้วยตนเอง จะต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ หรือ อ่านคู่มือการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทางwww.bangkokgis.com/flood หรือ โทร.1555

            ทั้งนี้ ผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เรื่อง ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินเฉพาะหน้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เบื้องต้นมีจำนวน 32 เขต ดังนี้ เขตหนองจอก เขตลาดกระบัง เขตคลองสามวา เขตมีนบุรี เขตยานนาวา เขตราษฎร์บูรณะ เขตคลองเตย เขตบางกอกน้อย เขตบางซื่อ เขตบางพลัด เขตบางคอแหลม เขตดุสิต เขตสาทร เขตธนบุรี เขตคลองสาน  เขตพระนคร เขตสัมพันธวงศ์ เขตดอนเมือง  เขตบางแค เขตบางเขน เขตสายไหม  เขตหนองแขม เขตจตุจักร  เขตตลิ่งชัน เขตหลักสี่ เขตลาดพร้าว เขตวังทองหลาง เขตภาษีเจริญ เขตคันนายาว เขตทวีวัฒนา เขตดินแดง เขตบางกอกใหญ่  ซึ่งหากมีเพิ่มเติมจะประกาศให้ทราบในโอกาสต่อไป

             ผู้ว่าฯ กทม. ได้มอบนโยบายให้สำนักงานเขตอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการรับลงทะเบียนเพื่อรับเงินช่วยเหลือ ไม่ให้เกิดการเสียเวลา และไม่ให้เรียกเอกสารเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น เช่น ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้ระบุว่าต้องแนบภาพถ่ายบ้านน้ำท่วม อีกทั้งกรณีที่ประชาชนไม่สามารถนำทะเบียนบ้านมาแสดงได้ก็ขอให้ตรวจสอบจากสำนักทะเบียนของสำนักงานเขตเอง  ส่วนหลักฐานอื่น ๆ เช่น กรณีสิ่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัยมีลักษณะถาวรหรือชั่วคราวที่ครัวเรือนอาศัยอยู่ประจำโดยไม่มีทะเบียนบ้าน เช่น บ้านพักคนงาน ให้เป็นไปตามประกาศ คือ ให้ใช้พยานบุคคล หรือผู้ที่ผู้อำนวยการเขตเห็นสมควร