ข่าว

นักวิเคราะห์ชี้สหรัฐต้องอุ้มยูโร

นักวิเคราะห์ชี้สหรัฐต้องอุ้มยูโร

15 พ.ย. 2554

นักวิเคราะห์ ชี้ สหรัฐต้องเข้าไปช่วยอุ้มยุโรป เพื่อป้องกันไม่ให้เงินยูโรล่มสลาย และเกิดผลสะท้อนกลับไปยังเศรษฐกิจของสหรัฐ

          15 พ.ย.54 นักวิเคราะห์หลายคน ต่างลงความเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน ไม่ใช่แค่วิกฤติ กรีซ , วิกฤติอิตาลี หรือแม้กระทั่งวิกฤติฝรั่งเศส แต่มันได้ลุกลามข้ามทวีปไปเป็น วิกฤติสหรัฐด้วย และอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐกลับไปสู่ภาวะถดถอยเหมือนในปี 2545 อีกครั้ง

          ถ้าเกิดวิกฤติค่าเงินยูโร หรือเงินยูโรล่มสลาย บรรดาธนาคารในยุโรปที่ถือครองพันธบัตรสกุลยูโรก็จะพบว่า พันธบัตรที่ถือครองอยู่ได้สูญเสียมูลค่าไป แม้ว่าจะไม่ถึงกับเป็นศูนย์แต่ก็มากพอที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศที่เป็นเจ้าของพันธบัตร เพราะบรรดาธนาคารเหล่านี้ ต่างก็จะหันไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือไม่ก็ใช้มาตรการควบคุมด้วยการหยุดปล่อยกู้ให้บรรดาธุรกิจ หรือไม่ก็ผู้บริโภค หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง

          การเกิดวิกฤติของธนาคารในชาติยุโรป จะส่งผลให้เกิดภาวะถดถอยรุนแรงไปทั่วทวีป เช่นเดียวกับเมื่อครั้งเกิดวิกฤติการเงินในสหรัฐ เมื่อปี 2551 และนำไปสู่ภาวะถดถอยรุนแรง เมื่อปี 2552 จากผลการศึกษาสุดคลาสสิคแห่งยุค ที่มีชื่อว่า " ดิส ไทม์ อิท' ดิฟเฟร้นท์ " ที่จัดทำโดยเคน โรกอฟฟ์ และคาร์เมน ไรน์ฮาร์ท ระบุว่า ภาวะถดถอยที่มีสาเหตุมาจากระบบการเงิน จะสร้างความเสียหายรุนแรงกว่า และยาวนานกว่าภาวะถดถอยที่มาจากสาเหตุอื่น

          ตอนนี้ เศรษฐกิจของกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ อียู มีขนาดใหญ่มาก อาจจะใหญ่กว่าสหรัฐด้วยซ้ำ ถ้าเกิดวิกฤติในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปถึงสหรัฐ เหมือนเมื่อครั้งที่เกิดวิกฤติสหรัฐ เมื่อปี 2551 ได้ข้ามแอตแลนติกไปถึงยุโรปด้วยเช่นกัน บรรดาสถาบันการเงินของยุโรป อาจสูญเสียความสามารถในการจ่ายหนี้ให้บรรดาเจ้าหน้าที่ในสหรัฐ ยิ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบการเงินของสหรัฐที่ง่อนแง่นอยู่แล้ว นอกจากนี้ บรรดาประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร ยังได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐด้วย ถ้าเกิดวิกฤติขึ้นกับเงินยูโรก็จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและโครงการใหม่ ๆ ของสหรัฐด้วย

          สหภาพยุโรป ยังได้ชื่อว่าเป็นหุ้นส่วนการค้าที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ถ้ายอดการซื้อลดลง ก็จะส่งผลต่อผู้ส่งออกในสหรัฐ และหายนะที่ว่านี้อาจจะเกิดขึ้นในทุกนาที และเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่สหรัฐไม่อาจละเลยวิกฤติที่เกิดขึ้น สหรัฐกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติขึ้นในยูโรโซน ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น แต่ยังจะต้องยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศที่มีความเสี่ยงทางการเมืองในระหว่างการแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้นด้วย

          นักวิเคราะห์ ได้จำลองภาพตัวอย่าง เช่น พันธบัตรของเยอรมนีมีมูลค่า 1,000 ยูโร และผู้ครองจะได้รับผลประโยชน์ปีละ 20 ยูโร แต่ถ้าเงินยูโรล่มสลาย เยอรมนีก็จะหันไปออกพันธบัตรสกุลเงินเดิมคือ ด๊อยช์มาร์ค แต่ให้มูลค่าเท่าเดิมคือ คนที่เคยถือครองพันธบัตรเยอรมนีมูลค่า 1,000 ยูโร ก็ยังจะได้ถือครองพันธบัตร มูลค่า 1,000 ดอยช์มาร์ค และได้ผลตอบแทนปีละ 20 ด๊อยช์มาร์ค และเป็นไปได้ว่า ค่าเงินด๊อยช์มากอาจจะแข็งกว่าดอลล่าร์ ทำให้คนที่หันมาถือครองด๊อยช์มาร์ค สามารถซื้อเงินดอลล่าร์ได้มากกว่าสมัยถือครองเงินยูโร

          แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่ถือครองพันธบัตรฝรั่งเศส มูลค่า 1,000 ยูโร และได้รับผลตอบแทนปีละ 30 ยูโร และเมื่อเงินยูโรล่มสลาย ฝรั่งเศสหันกลับไปใช้เงินสกุลฟรังซ์ ซึ่งจะอ่อนตัวเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์ คนที่ถือครองพันธบัตรสกุลเงินฟรังซ์ ก็จะได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าสมัยถือครองพันธบัตรสกุลยูโร และจะส่งผลไปถึงความสามารถในการใช้หนี้ของฝรั่งเศสด้วย

          บทเรียนคล้ายกันนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ที่เรียกว่า  “สงครามค่าเงิน” อันเป็นผลพวงจากวิกฤตและมาตรการทางภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผลให้หลายประเทศที่ เคยส่งออกได้ และเกินดุลการค้า เริ่มขาดดุล แต่การที่ประเทศเหล่านี้ผูกค่าเงินติดไว้กับทองคำ และเมื่อทองคำที่สะสมไว้เป็นทุนสำรองร่อยหรอลง ทำให้ประเทศต่างๆ ไม่มีทางเลือก ต้องลดค่าเงิน หรือเลิกผูกค่าเงินไว้กับทองคำ โดยมีอังกฤษเป็นหัวหอก เมื่อปี 1931 ตามมาด้วย เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน และญี่ปุ่น ส่วนรัฐบาลกลางของอเมริกา ก็ไม่ยอมปล่อยทองคำที่สำรองเอาไว้ออกมาใช้ ทำให้เกิดวิกฤติถดถอยครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่เรียกว่า เกรท ดีเปรสชั่น เมื่อช่วงทศวรรษที่ 1930 ทั้งที่ เมื่อปี 1893 สหรัฐเป็นประเทศที่ร่ำรวยมาก มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ เช่นเดียวกับฝรั่งเศส และอิตาลีในยุคนั้น

          แต่ในปัจจุบัน สหรัฐและยุโรปไม่อาจแยกจากกันได้เหมือนเมื่อก่อน โดยเฉพาะการต้องพึ่งพาสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ที่มีสหรัฐเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ที่สุด และมีบทบาทสำคัญในการทำให้ตลาดผ่อนคลายจากอาการช็อค ซึ่งทั้งสหรัฐและ IMF จำเป็นเร่งดำเนินการโดยทันทีเพื่อไม่ให้ยุโรปเผชิญหายนะไปมากกว่านี้