
'แทนคุณ'ป่วยโรคฉี่หนูลุยน้ำขาเน่า
คพ.รับแม่น้ำบางปะกงเน่า เหตุน้ำเสียหลากท่วมต่อเนื่อง เผยค่าออกซิเจนสุดต่ำ เตรียมตรวจสารเคมีพิษหลังปลาเกือบแสนตัวลอยคอตาย ส่วนสธ.ผวาเชื้อราระบาด เชื่อหลังน้ำลดแพร่กระจายตามบ้านเรือนอื้อ ขณะที่ "อี้" แทนคุณ ป่วยโรคฉี่หนู เหตุลุยน้ำเน่าทั้งที่ขาเป็นแผล
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเรื่องโรคภัยต่างๆ ในช่วงน้ำท่วมนั้น ล่าสุดมีรายงานว่า นายแทนคุณ จิตต์อิสระ หรืออี้ อดีตผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯ เขตดอนเมือง พรรคประชาธิปัตย์ ป่วยเป็นโรคฉี่หนู หลังจากลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งนี้นายแทนคุณเปิดเผยว่า มีอาการป่วยจริง โดยแพทย์วินิจฉัยว่า อาจจะเป็นโรคฉี่หนู อาการป่วยครั้งนี้เกิดจากเดินลุยน้ำท่วมขณะที่ขาเป็นแผล ทำให้อาจติดเชื้อโรคฉี่หนู
"หลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมดอนเมืองผมได้ลงพื้นช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาตลอด เมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว เกิดอาการอ่อนเพลียมากและเป็นไข้ และมีอาการแสบตาคล้ายๆ โรคตาแดง จึงไปพบแพทย์ วินิจฉัยว่าอาจจะเป็นโรคฉี่หนู จึงให้ยามารับประทาน เป็นยาแคปซูลและระวังอย่าโดนน้ำ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะพื้นที่ในเขตดอนเมืองยังเกิดวิกฤติน้ำท่วม และชาวบ้านยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ ผมกินยามาได้ระยะหนึ่ง ตอนนี้อาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่หายขาด วันพุธที่ 16 พฤศจิกายนนี้ แพทย์นัดเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้ออีกครั้งหนึ่ง หากไม่ดีขึ้นต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล" นายแทนคุณกล่าว
แม่น้ำบางปะกงเน่าปลาตายนับแสน
หลังจาก "คม ชัด ลึก" รายงานปลากระเบนขนาดใหญ่ 2 ตัว และปลากระชังกว่า 5 หมื่นตัว ช็อกตายในแม่น้ำบางปะกง ทำให้ชาวบ้านหวั่นเกรงว่า สาเหตุดังกล่าวอาจจะเกิดจากสารเคมีปนเปื้อนมากับน้ำท่วมนั้น เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ล่าสุดกรมควบคุมมลพิษยอมรับว่า สัตว์น้ำในแม่น้ำบางปะกงตายเพราะการเปิดประตูระบายน้ำคลองสารภี ทำให้น้ำเน่าเสียจากน้ำท่วมไหลลงแม่น้ำบางปะกง ส่วนสารเคมีพิษกำลังส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจพิสูจน์
คพ.ยอมรับน้ำเน่าบางปะกง
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นายอนุพันธ์ อิฐรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาสัตว์น้ำในแม่น้ำบางปะกงตายจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำเมื่อวันที่ 11-12 พฤศจิกายน พบสาเหตุเกิดจากการเปิดประตูระบายน้ำคลองสารภี กรมชลประทาน ในเขต อ.บ้านสร้าง ส่งผลให้น้ำเน่าเสียจากนาข้าวผสมกับน้ำท่วมไหลระบายจากแม่น้ำปราจีนบุรีลงแม่น้ำบางปะกง ซึ่งปกติแม่น้ำบางปะกงก็มีคุณภาพน้ำต่ำอยู่แล้ว ทำให้ค่าออกซิเจนในน้ำต่ำปลากระชังจึงตายจำนวนมาก
"กรมชลประทานไม่ได้แจ้งเตือนชุมชนก่อนว่าจะเปิดประตูระบายน้ำ ทำให้ปลากระชังที่นิยมเลี้ยงด้านท้ายประตูระบายน้ำคลองสารภีทยอยตายตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว เฉลี่ยวันละ 500-1,000 ตัว ตอนนี้เราเร่งตรวจคุณภาพน้ำ 3 จุด คือ 1.บ้านสร้าง วัดค่าออกซิเจนละลายน้ำ (ค่าดีโอ) ลดต่ำเหลือเพียง 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร 2.คลองสารภี วัดค่าดีโอได้ 1.2 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 3.บริเวณบ้านบางแตนวัดได้ 1.3 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามปกติแล้วค่าดีโอในแม่น้ำบางปะกงจะอยู่ประมาณ 4 มิลลิกรัมต่อลิตร" นายอนุพันธ์ กล่าว
จ่อตรวจสารเคมีพิษเจือปน
ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพน้ำ กล่าวต่อว่า ส่วนความกังวลของชาวบ้านว่าน้ำเน่าเสียที่ไหลมากับน้ำท่วมจะมีสารเคมีพิษเจือปน กรมควบคุมมลพิษได้ตรวจวัดคุณภาพน้ำที่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งแล้ว ไม่พบสารเคมีพิษเจือปนในน้ำท่วม เชื่อว่าสาเหตุที่ปลาช็อกตาย เพราะน้ำเน่าเสียจากเศษขยะ เศษอาหารของเสียจากชุมชนที่ไหลปนมากับน้ำท่วมมากกว่า แต่เพื่อความสบายใจของชาวบ้านจะส่งเจ้าหน้าที่ไปเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจสารเคมีอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์จึงจะรู้ผล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปกติออกซิเจนที่ละลายในน้ำได้มาจากบรรยากาศและการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชน้ำ น้ำในธรรมชาติทั่วไปจะมีค่าออกซิเจน หรือค่าดีโอ (Dissolved oxygen : DO) ประมาณ 5-7 มิลลิกรัมต่อลิตร หากค่าดีโอต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร จัดว่าน้ำในแหล่งน้ำนั้นเน่าเสีย
ชี้คุณภาพน้ำในกรุง-ปทุมธานีต่ำ
วันเดียวกัน นายรังสรรค์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการสำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลคุณภาพน้ำที่เขตดอนเมือง สายไหม และลาดพร้าว พบว่าภาพรวมอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม ค่าออกซิเจนละลายในน้ำต่ำกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำที่อยู่ในที่พักอาศัยของประชาชน แต่น้ำตามเขตถนนคุณภาพดีขึ้นมาเล็กน้อย เนื่องจากเป็นน้ำไหล โดยภาพรวมคุณภาพน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ จ.ปทุมธานี ยังต่ำกว่ามาตรฐาน ขณะที่ จ.นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท และลพบุรี อยู่ในภาวะปกติแล้ว
กรณีน้ำอาจเกิดการปนเปื้อนสารเคมีนั้น ยืนยันว่า ยังไม่พบการรั่วไหล จากการตรวจสอบนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 5 แห่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา และเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี พบว่าเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อยู่เป็นระยะ
น้ำหน้า ศปภ.เน่าส่งกลิ่นเหม็น
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่เกิดสถานการณ์อุทกภัยอาจทำให้สารเคมีที่ใช้ภายในบ้านเรือนรั่วไหลและกระจายไปตามน้ำก่อให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยควรสำรวจและตรวจสอบภาชนะบรรจุสารเคมีให้อยู่ในสภาพปลอดภัย ฝาภาชนะปิดมิดชิด พร้อมนำถุงพลาสติกสวมทับภาชนะบรรจุสารเคมีอีกชั้นหนึ่งและมัดปากถุงด้วยยาง หรือเชือกอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีรั่วไหล และจัดเก็บไว้ในที่สูง โดยเก็บแยกจากอาหารและเครื่องดื่ม และระมัดระวังอย่าให้สารเคมีรั่วไหลปะปนกับน้ำที่ท่วม เพราะอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ หากเป็นไปได้ควรงดใช้สารเคมีในช่วงน้ำท่วม ส่วนการกำจัดขยะประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย ให้คัดแยกออกจากขยะแห้งประเภทอื่น และเก็บให้พ้นน้ำ
น้ำเน่าซ้ำหยุดโรงควบคุมคุณภาพน้ำ
สถานการณ์น้ำท่วมขังที่ก่อให้เกิดน้ำเน่าเสียกำลังส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ด้านเหนือและฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ พบว่า สำนักการระบายน้ำ กทม.หยุดเดินเครื่องโรงควบคุมคุณภาพน้ำแล้ว 4 แห่ง คือ โรงควบคุมคุณภาพน้ำจตุจักร โรงควบคุมคุณภาพน้ำทุ่งสองห้อง 1 โรงควบคุมคุณภาพน้ำทุ่งสองห้อง 2 และโรงบำบัดน้ำบางบัว หลังจากพบว่าน้ำเข้าท่วมโรงควบคุมคุณภาพน้ำดังกล่าว ขณะนี้เจ้าหน้าที่ระดมกำลังป้องกันรักษาเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการบำบัดน้ำ พร้อมหยุดรับน้ำจากภายนอกจนกว่าสถานการณ์น้ำจะลดระดับลง
นอกจากนี้ กทม.ได้เตรียมการป้องกันโรงบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจเกิดน้ำเข้าท่วม คือ โรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดง กำลังบำบัด 3.5 แสนคิวต่อวัน และโรงควบคุมคุณภาพน้ำหนองแขม บำบัดน้ำเสียได้ 1.57-2.3 แสนคิวต่อวัน ซึ่งสำนักการระบายน้ำเตรียมแผนป้องกันและแนวทางการเดินระบบโรงควบคุมน้ำหากมีน้ำท่วมเข้ามาในพื้นที่ รวมทั้งอีกหลายแห่งที่อาจมีความเสี่ยงด้วย เช่น โรงควบคุมคุณภาพน้ำพระราม 9 โรงควบคุมน้ำมักกะสัน ที่อยู่ใกล้คลองลาดพร้าวและคลองแสนแสบ
สธ.ผวาเชื้อราแพร่หลังน้ำท่วม
ความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์โรคภัยที่มากับน้ำท่วม พร้อมทั้งมาตรการป้องกันต่างๆ นั้น วันเดียวกัน นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาหลังน้ำท่วมที่สำคัญคือเชื้อราจะขึ้นตามที่ต่างๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคต่อคนและสัตว์เลี้ยง ในการทำความสะอาดอาคารที่มีน้ำท่วมขัง นอกจากการล้างทำความสะอาดและเก็บกวาดสิ่งสกปรกแล้ว ควรสำรวจบริเวณบ้านหรือสถานที่ที่น้ำท่วมด้วย หากมีน้ำท่วมขังนานกว่า 2 วันขึ้นไป จะมีโอกาสเกิดเชื้อราขึ้นได้ แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ตาม จุดที่มักมีเชื้อราขึ้นและซ่อนอยู่ ได้แก่ ใต้พื้น บริเวณฝ้าเพดาน ท่อน้ำที่มีการรั่วซึม ใต้วอลล์เปเปอร์ โดยเฉพาะวัสดุบุผนังที่เป็นไวนิล จะแห้งแต่ภายนอกเท่านั้น แต่จะเก็บกักความชื้นไว้ข้างใต้ ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เชื้อราจะมีผลต่อสุขภาพหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อและระยะเวลาที่สัมผัสกับเชื้อ ถ้ามีการเจริญของเชื้อมาก และบุคคลที่ปฏิบัติงานอยู่ภายในห้อง ต้องสัมผัสกับเชื้อหรือสปอร์ของเชื้อราเป็นเวลานาน หากเป็นบุคคลที่สุขภาพแข็งแรงจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นภูมิแพ้อยู่แล้วจะมีอาการแพ้เชื้อราได้ เช่น โพรงจมูกอักเสบ หรือ เยื่อจมูกอักเสบ ระคายเคืองที่นัยน์ตา หายใจแรง มีอาการหอบหืด เป็นต้น หากเป็นผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ประจำตัวอยู่แล้ว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคโลหิตจาง จะมีความเสี่ยงติดเชื้อและก่อโรคซ้ำซ้อนได้
เล็งใช้แบคทีเรียบีเอสฆ่าลูกน้ำ
วันเดียวกัน นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า การควบคุมปัญหาโรคระบาดในภาวะน้ำท่วม หลายคนกังวลโรคที่มากับแมลง โดยเฉพาะยุงลาย ซึ่งก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออก แต่จริงๆ แล้วน้ำท่วมขังไม่ได้เป็นแหล่งของลูกน้ำยุงลาย แต่เป็นแหล่งของยุงรำคาญ ซึ่งก่อให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ (Japanese encephalitis : JE ) ซึ่งโรคนี้อันตรายมาก จะมีไข้ ปวดเมื่อย อาเจียน ชักกระตุกบางราย อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวกรมควบคุมโรค (คร.) โดยผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อทางแมลงได้หารือถึงแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดของโรค โดยเฉพาะน้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นน้ำสกปรกจะทำอย่างไรเพื่อฆ่ายุงเหล่านี้
“ที่ผ่านมานักวิจัยของกรมควบคุมโรคได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศึกษาเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งพบว่าเมื่อนำมาใส่ไว้ในภาชนะใส่น้ำฝน ซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำใสจะฆ่าลูกน้ำยุงลายได้ จึงมีการศึกษาต่อว่าจะสามารถนำมาใช้ในแหล่งน้ำท่วมขังได้หรือไม่ พบว่าใช้ได้เช่นกัน หากนำมาพ่นในแหล่งน้ำในขอบเขตที่จำกัดจะสามารถฆ่าลูกน้ำยุงรำคาญได้ภายใน 3 วัน แสดงว่าแบคทีเรียชนิดนี้จะกำจัดลูกน้ำยุงทั้งสองชนิดได้ ทำให้ป้องกันได้ทั้งโรคไข้เลือดออก และไข้สมองอักเสบ ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือร่วมกันทั้งกรมควบคุมโรค และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรเพื่อนำมาใช้จริงในพื้นที่ต่างๆต่อไป” นพ.พรเทพ กล่าว
นำร่องนครปฐม-นนทบุรีสัปดาห์หน้า
นพ.วิชัย สติมัย ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการศึกษาแบคทีเรีย 2 ชนิดที่สามารถกำจัดลูกน้ำได้ คือ แบคทีเรียบีทีไอ (BTi : Bacillus thuringiensis israelensis ) และบีเอส (BS : Bacillus sphaericus) โดยแบคทีเรียดังกล่าวไม่ก่ออันตรายในคนและสัตว์เลี้ยง แต่จะมีอันตรายเฉพาะลูกน้ำเท่านั้น ซึ่ง คร.ได้ร่วมกับ สวทช. คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำการศึกษาและผลิตเชื้อแบคทีเรียบีเอสขึ้น พบว่าแบคทีเรียดังกล่าวมีคุณสมบัติฆ่าลูกน้ำได้จริง ทั้งลูกน้ำยุงลาย และยุงรำคาญ ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้จะสามารถแตกตัวเป็นผลึกท็อกซินออกมาได้เอง และเมื่อลูกน้ำกินเข้าไปก็จะเกิดสารพิษเข้าไปทำลายกระเพาะอาหาร ทำให้ลูกน้ำตายใน 24 ชั่วโมง สามารถนำมาใช้กำจัดลูกน้ำในแหล่งน้ำตามบ้าน อย่างภาชนะใส่น้ำ แต่สำหรับน้ำท่วมขังในช่วงน้ำท่วมนั้น กำลังศึกษาว่าจะต้องใช้ในปริมาณเท่าไร สำหรับพื้นที่กว้างมากน้อยเพียงใด ส่วนวิธีการใช้แบคทีเรียตัวนี้ เบื้องต้นคาดว่าจะนำมาลอยเป็นทุ่น โดยใช้กากมะพร้าวชุบเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวแล้วทำเป็นทุ่นลอยน้ำ เพื่อปล่อยสารออกมาให้พวกลูกน้ำกินเข้าไป จะเริ่มทดลองในสัปดาห์หน้าในพื้นที่ อ.ศาลายา จ.นครปฐม และอ.ท่าอิฐ จ.นนทบุรี



