
เอาการเมืองมาเล่นให้เต็มๆเลยดีกว่า
เอาการเมืองมาเล่นให้เต็มๆเลยดีกว่า : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เอาการเมืองมาเล่นให้เต็มๆเลยดีกว่า :
ต้องการชี้ให้เห็นว่าการประเมินความสามารถของรัฐบาลโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการจัดการเกี่ยวกับน้ำท่วมนั้นอาจจะต้องแยกประเมินออกเป็นสามด้าน คือด้านการเมือง ด้านการบริหาร และด้านการสื่อสาร แม้ว่าทั้งสามด้านจะเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น
พูดง่ายๆ ก็คือ ในเชิงการบริหารนั้น จุดเปราะบางของรัฐบาลอยู่ที่ปัญหาการเมืองด้วย และอยู่ที่การสื่อสารกับประชาชนด้วย แต่ทั้งนี้เรื่องการบริหารเองนั้นมีปัญหาอย่างเด่นชัด
ดูอย่างสื่ออย่างไทยรัฐจะขย่มรัฐบาลนี้ทุกวันว่าเป็นรัฐบาลที่มีแต่คนแถวสาม เพราะแถวสองกับแถวหนึ่งติดโทษแบน แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นก็คือ ต่อให้มีแถวหนึ่งแถวสอง แล้วไม่มีทักษิณนั่งหัวโต๊ะ ยังไงก็ย่อมต้องโดนอัดอยู่ดี แล้วก็ใช่ว่าถ้าทักษิณนั่งหัวโต๊ะแล้วจะไม่โดนอัดซะที่ไหน
แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ จนบัดนี้คนอย่างประชา พรหมนอก ในฐานะหัวหน้า ศปภ. และยงยุทธ วิชัยดิษฐ ในฐานะผู้คุมกระทรวงมหาดไทย ก็ยังไม่มีผลงานอะไรที่โดดเด่นในเชิงการบริหาร มิพักต้องกล่าวถึงข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ศปภ.ได้รับมาโดยตลอด และกรณีของ รมต.เกษตรฯ ที่โดนเต็มๆ ทุกวันแต่ก็ไม่แสดงความรับผิดชอบอะไรในทางการเมือง และการบริหาร
กล่าวคือคนเหล่านี้นอกจากไม่ได้สามารถเสริมบารมีและแก้ปัญหาให้ยิ่งลักษณ์ได้แล้ว ยังช่วยกันฉุดความเชื่อมั่นลงไปทุกวัน
บางคนอาจจะมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาด้านการสื่อสารหรือไม่ คำตอบก็คือไม่น่าจะใช่ แต่เป็นปัญหาด้านการบริหารมากกว่า
แต่คำตอบสุดท้ายจะหมายถึงความไร้ความสามารถของยิ่งลักษณ์ทางการบริหารทั้งหมดหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเรื่องใหญ่เป็นปัญหาด้านการเมืองมากกว่า แต่ในเชิงการบริหารนั้นยิ่งลักษณ์ย่อมต้องรับผิดชอบในการประเมินการทำงานของทีมงานอย่างจริงจัง และต้องมีกลไกในการจัดการกับประเด็นที่โดนกล่าวหาต่างๆ อย่างชัดเจนและฉับไว และสร้างความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำของตนในสังคมที่มีความแตกแยกทางการเมืองและแตกแยกกับสื่ออยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว
เรื่องใหญ่ของปัญหาน้ำจริงๆ อยู่ที่เรื่องการเมือง เพราะว่าประเด็นปัญหาเรื่องน้ำนี้เกิดท่ามกลางความแตกแยกของสังคม (นักวิชาการหลายคนก็เห็นตรงกันในเรื่องนี้) ซึ่งมีหลายมุม อาทิ ในมุมแรก หากมีการเลือกตั้ง ณ วันนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ผลการเลือกตั้งอาจจะไม่เปลี่ยน และเอาเข้าจริง คนที่เดือดร้อนมากที่สุดก็คือชาติไทยพัฒนา และที่รองลงมาก็คือ ประชาธิปัตย์เอง ซึ่งก็ย่อมถูกกล่าวหาในฐานะผู้บริหารของกทม. ที่ไม่ได้แสดงออกถึงความรับผิดชอบของคนในประเทศเช่นกัน รวมทั้งการที่ไม่ได้เสนอการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบในเชิงรูปแบบการจัดการน้ำเช่นกัน (คือตรงนี้ไม่ได้โจมตีกัน แต่ต้องการชี้ว่าไม่มีทางเลือกที่โดดเด่นของฝ่ายอื่นในช่วงนี้)
ท่ามกลางระดับน้ำต่างจังหวัดที่ลดลง และท่ามกลางน้ำที่ชะลอตัวลงจากการแก้ปัญหาของรัฐบาลเหนือเขตกทม. (ดังนั้นข่าวเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้านเหนือบิ๊กแบ็กก็เริ่มมีมากขึ้น แทนที่จะเป็นข่าวแค่ว่าคนพวกนี้มารื้อกระสอบทรายและเป็นเหตุให้คนในกทม.ชั้นในท่วม) และท่ามกลางการจ่ายค่าชดเชยและการฟื้นฟูต่างจังหวัด
ขณะเดียวกันในมุมของคนที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะท่วม รัฐบาลเองก็ไม่ได้เสียงเพิ่มขึ้นอยู่ดี เพราะการให้ข้อมูลไม่ถูกใจคนเหล่านี้เช่นกัน
ดังนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะพูดว่าอย่าเอาการเมืองมาเล่นกัน เพราะการเมืองที่เราพูดถึงนี้มันกว้างขวางลึกซึ้งและหยุดไม่ได้หรอกครับ ประเด็นที่สำคัญน่าจะอยู่ที่ว่าเอาเรื่องการเมืองมาเล่นกันให้สุดๆแต่เล่นบนกติกาจะดีกว่า เช่นการเปิดสภา การตรวจสอบอย่างเป็นระบบ หรือกระทั่งการยุบสภา เพราะการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย แต่ต้องมีหลักมีกฎมีเกณฑ์เสียมากกว่า
ส่วนเรื่องสำคัญเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของการสื่อสาร ต้องชี้ตรงๆ ว่าฝ่ายรัฐบาลเองนั้นอาจไม่ได้แพ้ในเกมการเมือง แต่มีจุดอ่อนเรื่องการบริหาร และมีจุดอ่อนในเรื่องของการสื่อสาร เพราะการเปิดทีวีหอยม่วง 24 ชั่วโมงให้อยู่ในมือของข้าราชการและทีมการเมืองบางทีม ที่ขาดความชำนาญและเข้าใจสื่อไทยกลุ่มขาประจำ ย่อมไม่ได้ช่วยให้เสริมการบริหาร และไม่ได้ทำให้การเมืองได้พื้นที่เพิ่มขึ้น
และท่ามกลางความยากเย็นที่วันนี้หาคำว่า ความเป็นกลางได้ยาก เพราะสื่อไทยได้พัฒนาความคิดเรื่องของความถูกต้องมาแทนที่ความเป็นกลาง ไปนานแล้ว และผมคิดว่าถ้าอยากเล่นกันเรื่องความถูกต้องก็เล่นกันให้สุดๆ ไปเลยก็ดีเหมือนกัน เพราะเรื่องของความถูกต้องนั้นตรวจสอบง่ายกว่าความเป็นกลางด้วยซ้ำ และฟ้องกันง่ายกว่าด้วย ไม่ว่าจะเรื่องของการพิสูจน์ว่าสิ่งที่พูดนั้นเป็นความเห็นของประชาชน หรือของคนกลุ่มไหน ชนชั้นไหน และศรัทธาในการเมืองแบบไหน



