ข่าว

ประกาศเฝ้าระวังเพิ่ม3ชุมชนสะพานสูง

ประกาศเฝ้าระวังเพิ่ม3ชุมชนสะพานสูง

14 พ.ย. 2554

"สุขุมพันธุ์" ประกาศเฝ้าระวังเพิ่มเติม 3 ชุมชน แขวงสะพานสูง หลังพบน้ำในคลองเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง อพยพเพิ่ม3จุดริมคลองบางซื่อ นบพิตำระทึกซ้ำน้ำป่าถล่มสะพานสร้างใหม่สะบั้นซ้ำสอง 11 หมู่บ้านถูกตัดขาด

          เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 14 พ.ย. 2554 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้ลงนามคำสั่งประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องแจ้งเตือนสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง 3 ชุมชนได้แก่ ชุมชนคลองทับช้างล่าง ชุมชนบ้านม้าเกาะล่าง และชุมชนเคหะนคร( เคหะธานี 4 ) เนื่องจากระดับน้ำในคลองทับช้างล่าง และคลองลาดบัวขาว ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไหลบ่าล้นตลิ่งเข้าท่วมบริเวณริมคลองและพื้นที่ใกล้เคียง

           จึงขอแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น ขนย้ายสิ่งของทรัพย์สินมีค่า รถยนต์ ปลั๊กไฟฟ้าขึ้นที่สูง และให้ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ทีจะก่อให้เกิดภยันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินเคลื่อนย้ายไปยังศูนย์พักพิงที่ กทม.จัดเตรียมไว้หรือสถานที่ที่มีความปลอดภัย โดยให้เคลื่อนย้ายเด็ก สตรีมีครรภ์ และคนชราเป็นอันดับแรก และติดตามสถานการณ์จากกทม.อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ประชาชนสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชม.ที่สำนักงานเขต หรือ ศปภ.กทม. ที่โทร 1555และ0 2221 1212หรือที่เว็บไซต์ http://www.bangkok.go.th

 

ประกาศอพยพเพิ่ม3จุดริมคลองบางซื่อ


          ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้ ออกประกาศอพยพพื้นที่บริเวณริมคลองบางซื่อ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท ได้แก่ ซอยอินทามระ ฝั่งซ้าย(เลขคี่) ตั้งแต่ซอยอินทามระ 1-31 ซอยประดิพัทธ ฝั่งซ้าย (เลขคี่) ตั้งแต่ซอยประดิพัทธ1-25 และซอยพหลโยธิน 15 (ซอยวัดไผ่ตัน) หลังพบว่าปริมาณน้ำในคลองบางซื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว อพยพไปยังศูนย์พักพิงที่ กทม.จัดเตรียมไว้ให้หรือสถานที่ที่ปลอดภัย


          ต่อมาเวลา 21.35 น. นายวสันต์ มีวงษ์ โฆษก กทม.แจ้งว่า กทม.ขอเลิกประกาศอพยพซอยอินทามระ 1-31 ซอยประดิพัทธ์ 1-25 ซอยพหลโยธิน 15 หรือซอยวัดไผ่ตัน เนื่องจากเป็นความสับสน คลาดเคลื่อนในเรื่องข้อมูล โดยพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่ทั้งพื้นที่แจ้งเตือน และพื้นที่อพยพ พื้นที่ยังแห้ง ไม่มีน้ำท่วม ขณะนี้ระดับน้ำในคลองบางซื่อลดลงแล้ว


"เสรี" ชี้น้ำในเมืองเอกสูบ2เดือนแห้งสนิท


          รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร และผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า หมู่บ้านเมืองเอกมี 2,000 ครัวเรือน 7 โครงการ 4,500 ไร่ 7.2 ตารางกิโลเมตร มีระดับน้ำสูงเฉลี่ย 2 เมตรในพื้นที่ของหมู่บ้าน เท่ากับมีปริมาณน้ำในหมู่บ้านเมืองเอก 14,200,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จะต้องสูบออกวันละ 1 ล้าน ลบ.ม. ใช้เวลา 2 เดือนปริมาณน้ำถึงจะแห้งสนิท หากรัฐบาลยังวางบิ๊กแบ๊กขวางทางน้ำอยู่เช่นนี้

          ทั้งนี้ ปัจจุบันน้ำท่วมขังสูงในพื้นที่ฝั่งเมืองรังสิต มีมวลน้ำจากด้านเหนือตอนบนประมาณ 3,000 ล้าน ลบ.ม. หากปล่อยด้านตะวันออกของ กทม.ให้ไหลวันละ 15 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ด้านตะวันตก 30 ล้าน ลบ.ม. โดยปล่อยให้ไหลข้ามคลองรังสิตโดยไม่ต้องไปขวาง ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติเดือนเศษๆ ก็จะหมด แต่พอไปขวาง น้ำก็ชะลอตัว ยกระดับสูงขึ้นถึง 1.30 เมตร ชาวบ้านอยู่กันไม่ได้ ทางด้านใต้บิ๊กแบ๊ก ก็ใช่ว่าจะไม่ท่วม มีผลเพียงลดระดับลง 10 เซนติเมตรเท่านั้น

          ส่วนด้านเหนือบิ๊กแบ๊กกลับยกตัวสูงขึ้นอีก 20 เซนติเมตร ซึ่งเป็นการชะลอตัวเท่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าว ทางตัวแทน 20 ชุมชนเขตดอนเมือง จึงขอให้เปิดบิ๊กแบ๊ก ตามที่มีการต่อรองกับภาครัฐ ส่งผลให้ประชาชนเหนือคลองรังสิต กลับต้องอยู่ในสภาพจมอยู่กับน้ำเน่า โดยเฉพาะที่หมู่บ้านเมืองเอก น้ำก็ไม่ยอมลดลง



   
ชาวกรุงเทพกรีฑาเร่งเสริมแนวกั้น

 
           สถานการณ์น้ำท่วมตลอดเส้นทางสายกรุงเทพกรีฑา ตั้งแต่แยกกรุงเทพกรีฑา ตัดถนนศรีนครินทร์ มุ่งหน้าหมู่บ้านนักกีฬา ตลอดทั้งวันยังมีประชาชนเดินทางเข้าออกอยู่ตลอดเวลา โดยการโดยสารรถยนต์ขนาดใหญ่จากการบริการของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลประเวศ และรถเมล์ของ ขสมก. ที่มีอยู่ไม่มาก ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการใช้รถยนต์ส่วนตัว รวมถึงตามบ้านเรือนและชุมชนต่างๆ ค่อนข้างเงียบเหงา ร้านค้า และจุดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ก็ได้ปิดให้บริการในช่วงนี้ ทั้งนี้บ้านเรือนส่วนใหญ่มีการนำกระสอบทรายมาวางเสริมเป็นแนวคันกั้นน้ำ และนำเครื่องสูบน้ำ มาสูบน้ำออกด้วย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตบางกะปิ ยังนำกระสอบทราย และนำรถแบ็คโฮมาตักดินเสริมแนวคันกั้นน้ำให้สูงกว่าระดับน้ำที่ท่วมขังอยู่อีกกว่า 30-40 ซ.ม.ด้วย


รมว.อุตฯจับตานิคมฯลาดกระบัง24ชม.



           น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย ถึงสถานการณ์ในนิคมอุตสาหกรรมบางชันและลาดกระบัง ในวันนี้ว่า น้ำอยู่ในระดับที่ทรงตัว ซึ่งล่าสุดทางนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ได้มีการเสริมเครื่องสูบน้ำอีก 5 ตัว ขนาด 16 นิ้ว จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 60 ตัว ซึ่งจะทำให้มีกำลังสูบน้ำเพิ่มจากเดิม 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เป็น 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

           ทั้งนี้ ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ยังคงต้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แม้ระดับน้ำจะไม่เพิ่มขึ้น แต่คันดินใหม่ที่เสริมจากเดิม มีความอ่อนตัว ทำให้มีน้ำไหลซึมเข้ามา


นบพิตำระทึกซ้ำน้ำป่าถล่มสะพานสร้างใหม่สะบั้น

           หลังจากได้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันกว่า 3 ชม.บนเขาปลายกัน ที่บ้านเขาเหล็ก ม.2 ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากลงมาจากภูเขาอย่างรุนแรงกระแสน้ำเป็นสีโคลนแดงขุ่น ได้พัดพาเอาสะพานชั่วคราวซึ่งเป็นสะพานที่ถูกสร้างขึ้นทดแทนสะพานเดิมที่ถูกน้ำป่าพัดพังทลายไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้หมู่บ้านอีกราว 11 หมู่บ้านถูกตัดขาดการสัญจรรถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรไปมาได้ระหว่างทางเข้าออกหมู่บ้าน โดยเหตุการณ์ฝนตกหนักได้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมาทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเชิงเขาปลายกันต้องอพยพครอบครัวลงมาอยู่บ้านญาติในหมู่บ้านเพื่อความปลอดภัย โดยมีการอพยพออกมาตั้งแต่ช่วงดึกของคืนที่ผ่านมา

           ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 อ.ทุ่งสง นครศรีธรรมราชได้นำสะพานแบริ่งเพื่อมาติดตั้งบริเวณที่สะพานขาดเพื่อให้สามารถใช้สัญจรไปมาได้ชั่วคราว สำหรับจุดเกิดเหตุนั้นเป็นสะพานดินชั่วคราวที่ทางบริษัทเหมืองแร่ในพื้นที่อ.นบพิตำได้ช่วยกันสร้างเพื่อให้ได้สัญจรไปมา ก่อนการก่อสร้างสะพานคอนกรีตจะแล้วเสร็จ

           ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุบอกว่า รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์เป็นอย่างมากเพราะร่องรอยการเสียหายจากอุทกภัยรอบก่อนยังไม่ทันหมด ก็มาเกิดสถานการณ์ใหม่อีกเป็นหว่งว่าหากฝนตกหนักติดต่อกันนานๆอาจจะเป็นอันตรายได้เพราะขนาดฝนตกยังไม่มากนักก็ยังเกิดเหตุการณ์นี้

           ด้านนายกรีฑา อินทร์ณรง กำนันตำบลนบพิตำ ได้ประสานกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ รวมทั้งอาสาสมัครเฝ้าระวังเหตุการณ์ให้มีการระมัดระวังอย่างเต็มที่ เนื่องจากขณะนี้ยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับจากเหตุการณ์ครั้งที่แล้วยังมีดินที่ถล่มลงมาติดค้างจำนวนมากยังไม่ไหลลงมายังพื้นล่างเมื่อฝนตกเช่นนี้อาจทำให้เกิดภัยพิบัติซ้ำขึ้นอีกได้ทุกเวลา