ข่าว

สรุปไม่ซ่อมบิ๊กแบ็ก-ปรับเป็นฝายแทน

สรุปไม่ซ่อมบิ๊กแบ็ก-ปรับเป็นฝายแทน

14 พ.ย. 2554

ศปภ.-กทม.ได้ข้อสรุปไม่ซ่อมแนวบิ๊กแบกดอนเมืองปรับเป็นฝายน้ำล้นแทน หลังจากชาวดอนเมืองยื่นเงื่อนไข 2 ข้อจัดการน้ำ "สุขุมพันธุ์" เห็นด้วยพร้อมรับปากจะเข้าไปดูแลจัดส่งอาหาร เรือ และแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียให้ "พท.-ยงยุทธ" ป้อง "เก่ง"ไม่ได้สั่งรื้ออ้างเป็นช่อง

         14พ.ย.2554 ภายหลังการประชุมร่วมกันระหว่างศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. นำโดย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการ ศปภ. และผู้บริหารกรุงเทพมหานครนำโดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมถึงคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำ ที่ระดมความคิดเห็นประมาณ 1 ชม.

          หลังจากนั้น ได้แถลงร่วมกันเบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า เพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะส่วนรวม รวมถึงคำนึงถึงความจำเป็นและความเดือดร้อน ของประชาชนในพื้นที่ เห็นสมควรปรับสภาพแนวกระสอบทรายยักษ์หรือบิ๊กแบ็ก จุดที่ชาวบ้านรื้อคาดว่าความยาวประมาณ 10 เมตร เป็นฝายน้ำล้น ให้มีช่องทางสัญจรทางเรือได้ด้วย  พร้อมกันนี้ให้ กทม.เร่งระบายน้ำในคลองต่าง ๆ รองรับน้ำที่จะไหลผ่านช่องที่เปิด เพื่อชะลอความเดือดร้อนของประชาชนที่อยู่ในแนวบิ๊กแบ็ก รวมทั้งจะช่วยลดระดับน้ำในคลองรังสิตบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่อยู่นอกแนวบิ๊กแบ็ก

          แนวทางดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนายสมภพ ระงับทุกข์ รองปลัด กทม.หารือกับตัวแทนชาวบ้านเขตดอนเมือง ซึ่งมีข้อสรุป 2 ข้อ คือ  1.ถ้าน้ำใน กทม.ลดลงและเปิดแนวบิ๊กแบ็กแล้วไม่ส่งผลต่อ กทม.อาจจะให้เปิดต่อไปได้  และ 2.ถ้าเปิดแนวบิ๊กแบ็กอาจเกิดปัญหาต่อ กทม.ชั้นใน คนดอนเมืองพร้อมจะให้ปิด แต่อยากให้มีแนวทางเพื่อให้น้ำไม่เน่า เบื้องต้นอาจจะทำเป็นฝายน้ำล้น เพื่อให้สามารถชะลอน้ำส่วนหนึ่ง และช่วยระบายน้ำจากด้านในเพื่อป้องกันน้ำเน่าได้  ซึ่งม.ร.ว.สุขุมพันธ์ เห็นว่าแนวทางนี้น่าสนใจที่สุด จึงนำเสนอในที่ประชุมร่วมกับ ศปภ.

          ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชมประชาชนในเขตดอนเมือง ที่เข้าใจและยอมเสียสละ อีกทั้งยังมีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น ต้องดำเนินการหาข้อสรุปร่วมกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสัมฤทธิผล และไม่อยากให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกระทำโดยพลการ
   
          พล.ต.อ.ประชากล่าวว่า ศปภ. และ กทม. ร่วมใจกันทำงานอย่างเต็มที่ แต่อาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันบ้าง อย่างไรก็ตาม จะร่วมมือกันช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยจะแจกอาหารพร้อมเร่งเก็บขยะให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ตามที่ประชาชนร้องขอ


เร่งซ่อม-ให้ผู้ว่าฯ เยียวยา

   
          พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษก ศปภ. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่จะเร่งซ่อมแซมแนวคันบิ๊กแบ็กย่านดอนเมืองที่ประชาชนรื้อออกให้เสร็จภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งประชาชนไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด โดยตัวแทนของชุมชนยินดีที่จะให้ กทม.เข้าไปซ่อมแซมให้เหมือนเดิม แต่ขอให้เปิดช่องทางให้สามารถสัญจรทางเรือได้
         
          "ตัวแทนของ กทม.ยืนยันว่า หากเปิดช่องทางสัญจรทางเรือไม่เกิน 6 เมตร จะไม่ส่งผลกระทบต่อการระบายน้ำของ กทม. วันนี้ได้เข้าไปพูดคุยกับประชาชนถึงมาตรการเยียวยาความทุกข์ร้อนต่างๆ แต่เรื่องการใช้เรือสัญจรไปมานั้น ถือว่ามีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เรื่องนี้ ศปภ.ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด ล่าสุด พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ. ได้ประสานว่าหากอยู่ในระดับ 6 เมตร ทุกอย่างก็โอเค" พล.ต.อ.พงศพัศกล่าว
         
          โฆษก ศปภ.กล่าวถึงมาตรการเยียวยาประชาชนที่อยู่นอกแนวคันบิ๊กแบ็กว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้หลักการไว้ว่าจะให้ผู้ว่าฯ กทม. และผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ เป็นผู้ดำเนินการ เนื่องจากในแต่ละจังหวัดมีเงินสนับสนุนอยู่แล้ว เพื่อจะเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาความจำเป็นว่าบ้านใดได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความพึงพอใจ ทุกวันนี้ประชาชนที่อยู่ในเขตดอนเมืองทุกข์ทรมานมานานมากแล้ว ทุกฝ่ายเกิดความเห็นใจ แต่ต้องมาหาข้อสรุปร่วมกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าที่ตรงกัน



"ประชา"ได้โอกาศเคลียร์ใจ"สุขุมพันธุ์"


   
          ทั้งนี้การประชุมร่วมกันได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 16.00น. โดยพล.ต.อ.ประชาพร้อมด้วยพล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผบ.ตร.และโฆษกศปภ.ได้ลงมาบริเวณชั้น 1 ของอาคารเอนเนอร์ยี่คอมเพลกซ์ กระทรวงพลังงาน เพื่อรอต้อนรับม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ด้วยตัวเอง เพื่อเข้าร่วมประชุมหาแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาแนวคันกั้นน้ำบิ๊กแบ็ก กประชาชนชาวดอนเมืองรื้อออก
         
          โดยก่อนการเข้าร่วมประชุมนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้แจ้งให้พล.อ.ประชาระหว่างเดินขึ้นอาคารว่า ตนได้เดินไปเจรจากับประชาชนที่บิ๊กแบ็กมาแล้ว ซึ่งขณะนี้คาดว่ามวลชนได้ข้อสรุปแล้ว จากนั้นก็เดินขึ้นประชุมทันที



รองผู้ว่าฯกทม.เผยรื้อบิ๊กแบ็กปชช.เกือบแสนเดือดร้อน


          นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ของ ศปภ. ว่า ที่ผ่านมา กทม. ได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนเหนือแนวคันกั้นน้ำในพื้นที่เขตดอนเมือง ยืนยันว่า ขณะนี้แนวบิ๊กแบ็คถูกรื้อถอนไประยะทางประมาณ 6 - 10 เมตร ได้ส่งผลต่อระดับน้ำในคลองหลักสี่ - บางเขนเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีใครพูดถึงข้อมูลตรงนี้ ยิ่งก่อความเดือดร้อนให้กับประชาชน 80,000 คน - 100,000 คน

          นายพรเทพ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่พระราม 2 ในหลายจุดน้ำได้ระบายดีขึ้น โดยเฉพาะสามารถสูบน้ำลงแก้มลิง-คลองมหาชัย มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ชาวดอนเมืองยื่น2ข้อจัดการน้ำ


          นายทินกร จรรยา แกนนำชาวบ้าน 20 ชุมชนดอนเมือง เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดแนวบิ๊กแบ็กเพิ่มเติมบริเวณ ถ.วิภาวดี-รังสิต หลังจากที่ตัวแทนชุมชนได้หารือร่วมกับ นายสมภพ ระงับทุกข์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทั้งนี้ ชาวบ้านได้จัดทำข้อเสนอ 2 ข้อเพื่อยื่นต่อ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)  ได้แก่ 1.หากพื้นที่ใต้แนวบิ๊กแบ็ก (ฝั่งสน.ดอนเมืองมุ่งหน้าท่าอากาศยาน) สามารถรับน้ำไหว จะขอเปิดแนวบิ๊กแบ็กทั้งหมดจนถึงพื้นถนน ในทางกลับกันหากรับไม่ไหวจะใช้วิธีสร้างฝายเพื่อควบคุมปริมาณน้ำ ส่วนจะสร้างจุดใดจำเป็นต้องหารือร่วมกันอีกครั้ง  2.ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลกับชาวบ้าน เพื่อทำหลักเกณฑ์พิจารณาว่าระดับน้ำเท่าใดถึงเรียกว่าพื้นที่สามารถรับน้ำได้หรือไม่ได้



พท.ป้อง"เก่ง"ไม่ได้สั่งรื้ออ้างเป็นช่องว่างเดิม

         
          นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทยโดยกล่าวถึงปัญหาการรื้อแนวคั้นบิ๊กแบ็กที่เขตดอนเมืองว่า ได้พูดคุยกับนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย ทราบว่า ไม่ได้เป็นคนออกคำสั่งให้มีการรื้อแนวบิ๊กแบ็ก แต่ช่องว่างดังกล่าวที่ถูกรื้อออกมีการรื้อเพื่อเปิดช่องเส้นทางเรืออยู่ก่อนแล้ว ประมาณ 6 เมตร เพื่อให้ทางเรือสัญจรผ่านไปได้ ซึ่งการนำเสนอข่าวของสื่อบางฉบับมีข้อมูลที่คาดเคลื่อน ซึ่งเชื่อว่าศปภ.และนายการุณจะสามารถชี้แจงได้

          ขณะเดียวกันนายการุณได้ชี้แจงกรณีที่ถูกชกปากฉีกว่าเป็นคนเมาสุรานอกพื้นที่



"ยงยุทธ"ยันการุณไม่เกี่ยวรื้อบิ๊กแบ็กเช่นกัน

          นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่กองพลทหารม้าที่.2รักษาพระองค์(พล.ม.2รอ.) สนามเป้า ถึงกรณีการรื้อถอนกระสอบทรายยักษ์หรือบิ๊กแบ็กในเขตดอนเมือง ที่อาจมองว่าเป็นประเด็นทางการเมืองที่รัฐบาลและกทม.โต้กันไปมาว่า นายกฯได้โทรศัพท์ถึงตนเมื่อวานประมาณสี่ทุ่ม และตนได้โทรศัพท์หาผู้ว่ากทม. โดยบอกว่าได้มีส.ส.ในเขตนั้นกำลังทำการเจรจากับประชาชนในพื้นที่ และขอให้กทม.สั่งให้ผู้อำนวยการเขตหรือผู้ที่เกี่ยวข้องประสานกับตัวแทนรัฐบาลด้วย ซึ่งผู้ว่าฯกทม.ก็ตอบรับเป็นอย่างดี โดยไม่มีปัญหาในการประสานงาน และตนก็ทำงานโดยไม่รอหนังสือซึ่งนายกฯสั่งการมายังตนทางโทรศัพท์จึงประสานงานต่อทางโทรศัพท์ไปยังผู้ว่าฯกทม.

          นอกจากนี้นายยงยุทธยังได้ปฏิเสธว่า นายการุณ ที่ถูกพาดพิงว่ามีส่วนในการรื้อถอนบิ๊กแบ็กว่า นายการุณไม่ได้มีส่วนกับกรณีดังกล่าว ส.ส.ในพื้นที่ก็ต้องช่วยกันรักษากทม. ส่วนมวลชนที่รื้อถอนบิ๊กแบ็กนั้นกลุ่มคนนั้นไม่ใช่คนที่คิดหวังร้ายต่อบ้านเมือง แต่เขาเดือดร้อนเขารู้สึกว่าการแก้ปัญหายังมีวิธีที่ดีกว่านี้ ซึ่งคงต้องให้นักวิชาการ ผู้แทนชุมชนเข้าไปคุยกับมวลชนเพื่อสร้างความเข้าใจต่อกัน เพราะอย่างไรก็คนไทยเหมือนกัน

          เมื่อถามว่าจุดที่เป็นปัญหามีส.ส.พรรคเพื่อไทยอยู่ในพื้นที่น่าจะเคลียร์กันได้แต่กลับเป็นปัญหา นายยงยุทธฐานะในหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครอยู่แต่เป็นปัญหาที่มันร้ายแรง เป็นจุดอันตรายล่อแหล่มกับกทม.เมื่อเป็นจุดสำคัญ

          ส่วนที่ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยเองจะไม่สามารถห้ามส.ส.ในเขตนั้นได้ นายยงยุทธ กล่าวว่าได้ครับ ดูแลกันได้ แต่ส.ส.เขาก็ต้องรู้สภาพข้อเท็จจริง แต่ทั้งนี้คงไม่สามารถให้รื้อถอนเอาบิ๊กแบ็กไปได้มากกว่านี้ ต้องเห็นใจกันทั้งส่วนนอกคันกั้นน้ำและในคันกั้นน้ำ แต่ในส่วนนอกคันกั้นน้ำก็ต้องได้รับเยียวยาเป็นพิเศษ ต้องมีการตั้งครัวรัฐบาล มอบเรือ และดูแลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับประชาชน และคาดว่าจะเจรจากันได้เข้าใจ

          เมื่อถามว่ามีการโยนความรับผิดชอบกันระหว่างศปภ.กับกทม.หรือไม่ ในพื้นที่เขตดอนเมือง นายยงยุทธได้กล่าวว่าต้องร่วมมือกัน จะแยกกันรับผิดชอบไม่ได้ แม้ว่าหน้าที่จริง ๆ จะเป็นของกทม. แต่รัฐบาลก็นิ่งเฉยไม่ได้ต้องเข้าไปช่วย ต้องร่วมมือกันทำ แม้ว่าก่อนหน้านี้หน้าที่ในการจัดการบิ๊กแบ็กจะเป็นของกระทรวงคมนาคม แต่กระทรวงคมนาคมเองต้องแบ่งไปกู้เส้นทาง 340 จึงได้มอบหมายหน้าที่ในการซ่อมบิ๊กแบ็กแก่กทม. ถ้าส่วนไหนช่วยกันได้ก็ต้องช่วยกัน