
'นายกฯ'เยี่ยมผู้ประสบภัยสิงห์บุรี
'ยิ่งลักษณ์' นำทัพกองสื่อ ขึ้น ฮ.ลำเลียง ไปติดตามการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยที่ จ.สิงห์บุรี ด้าน'ทูตฮอลแลนด์' พบ 'นายกฯ' หารือแนวทางวิธีจัดการน้ำ ขณะที่ 'อานนท์' เผยข้อสรุปเบื้องต้น ประมาณต้นปีหน้าจะมีการจัดเสวนา'วอตเตอร์แฟร์' พร้อมเตรียมดึง 'สุริช
14 พ.ย. 54 เวลา 14.45 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ได้เดินทางด้วยเฮลิคอร์ปเตอร์ จากพล.ม.2 รอ.(สนามเป้า) ไปติดตามการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยที่ จ.สิงห์บุรี
ทั้งนี้นายกฯเปลี่ยนจากการนั่งเฮลิคอร์ปเตอร์แบบแบล็คฮอว์กมาเป็นเฮลิคอปเตอร์ รุ่น MI 17 ของรัสเซีย หรือที่เรียกกันว่า Goliath ยักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็นฮ.ลำเลียงขนาด 20 ที่นั่ง วีไอพี 2 ที่นั่ง ซึ่งแถวที่นั่งเหมือนกับเครื่องบิน C130 คือ มีทางขึ้นอยู่ท้ายลำ จึงทำให้การเดินทางไปสิงห์บุรครั้งนี้ของนายกฯสามารถบรรทุกสื่อมวลชนไปได้หลายสื่อกว่าทุกครั้ง
อย่างไรก็ตามปกติแล้วกองทัพจะใช้ฮ.รุ่นนี้ในภารกิจลำเลียงกำลังพลไปตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงลำเลียงทหารที่ได้รับบาดเจ็บกลับมารักษา ทั้งนี้ฮ.รุ่นนี้ตามปกติแล้วจะประจำอยู่ที่กองบินสนับสนุนทั่วไป ศูนย์การบินทหารบก จ.ลพบุรี
'ทูตฮอลแลนด์'พบ'ยิ่งลักษณ์'หารือแนวทางวิธีจัดการน้ำ
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโยฮันเนิส อันดรีย์ บัวร์ (Mr.Johnnes Andries boer) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย พร้อมคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เข้าพบนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และตัวแทนจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) อาทิ นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, นายเสรี ศุภราทิตย์ และนายวีระ วงศ์แสงนาค เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการน้ำ
นายอานนท์ กล่าวภายหลังการหารือว่า ประเทศเนเธอร์แลนด์มีข้อเสนอที่จะจัดงานเสวนา เพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการกับประเทศไทย ในลักษณะงาน วอร์เตอร์ แฟร์ (water fair) เบื้องต้นคาดว่าจะจัดขึ้นช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีมีความต้องการที่จะจัดงานดังกล่าวให้เร็วขึ้น จึงได้มอบหมายให้ตนหารือในรายละเอียดกับประเทศเนเธอร์แลนด์อีกครั้ง นอกจากนั้น เนเธอร์แลนด์ยังได้มีข้อเสนอที่จะทำบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยูร่วมกับไทย เพื่อขยายความสัมพันธ์จากเดิมที่มีแค่ในระดับวิชาการ เป็นไปในลักษณะการร่วมลงทุนกันได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเองก็รับข้อเสนอดังกล่าวไว้ แต่จะต้องพิจารณาเนื้อหารายละเอียดอีกมาก โดยส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพราะเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ไม่ได้มีความสัมพันธ์แค่เฉพาะด้านกายภาพอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของระบบนิเวศวิทยา สังคมศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“ ผมเชื่อว่าการบริหารจัดการน้ำ ไม่ใช่แค่การเอาวิศวกรมานั่งคุยกัน ยังมีเรื่องเงื่อนไขสังคมในประเทศไทยที่เป็นลักษณะจำเพาะ ต่อให้นักสังคมศาสตร์ที่เก่งที่สุดของเนเธอร์แลนด์ก็คงไม่เข้าใจ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องหยิบมาพิจารณาร่วมด้วย เพื่อให้สังคมกำหนดทิศทางร่วมกันป้องกันความขัดแย้ง โดยไทยอาจมีการเชิญนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านสังคมเข้ามาร่วมงานกัน เช่น นายสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งท่านทำงานด้านนี้ได้ดี ผมคิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างได้ และต้องมีคนที่ทำงานดังกล่าวมากกว่านี้ คงไม่ใช่จบแค่ในโต๊ะคณะกรรม กยน. เพียงแค่ 10 กว่าคน”
นายอานนท์ กล่าวอีกว่า นอกจากข้อเสนอที่นำเข้ามารือกับนายกรัฐมนตรีแล้ว ปัจจุบันเนเธอร์แลนด์ยังได้เสนอตัวเข้ามาทำแผนวิเคราะห์สถานการณ์ถึงจุดแข็ง จุดอ่อนในการบริหารจัดการน้ำของไทย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีการศึกษากรณีดังกล่าวมาหลายครั้งแต่ยังไม่ถึงจุดตกผลึกได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจนำไปสู่การกำหนดทีโออาร์ในการศึกษาให้ชัดเจน เพื่อทำให้ผลการศึกษานำไปสู่แนวทางการปฏิบัติได้จริง ในส่วนแผนแม่บทที่ กยน. กำลังดำเนินงานอยู่นั้น ตนมีความเห็นว่าควรจะแล้วเสร็จภายใน 9 เดือนหลังจากนี้ หรือภายในสิ้นปีงบประมาณ 2555เพื่อให้แนวความคิดดังกล่าวสามารถดำเนินการต่อได้ทันทีในปีงบประมาณถัดไป



