อยุธยานครแห่งมรดกโลกเสียหายหนัก!
สื่อต่างชาติระบุ โบราณสถานที่อยุธยา กลายเป็นที่อยู่ของนกน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน และสุนัข ผู้เชี่ยวชาญคาด วัดโบราณเสียหายกว่าครึ่ง
14 พ.ย.54 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บรรดานกน้ำ, ตะกวด และสุนัขจรจัด ได้เข้าไปจับจองพื้นที่ ที่เคยเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว หนึ่งในอุทยานแห่งประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ระดับน้ำที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ได้ทำให้ดินแดนแห่งวัดอันเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยโบราณกลายเป็นเกาะ พระพุทธรูปขนาดใหญ่มีสภาพราวกับประดิษฐานอยู่ในน้ำ
บรรดาผู้เชี่ยวชาญพากันวิตกว่า ครึ่งหนึ่งของวัดอย่างน้อย 200 แห่ง ป้อมปราการ และอนุสาวรีย์อื่น ๆ ในอดีตเมืองหลวงแห่งนี้ อาจได้รับความเสียหายไปแล้วเพราะน้ำท่วม โดยเฉพาะการที่อิฐจำนวนหลายพันตัน และหินก่อสร้าง ด้วยรากฐานที่ไม่ได้มั่นคงเหมือนสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ ต้องมาจมอยู่ในน้ำ และในขณะที่กระแสน้ำกำลังเริ่มลด ผู้เชี่ยวชาญบางคนได้เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหายนะซ้ำรอยขึ้นอีกในอนาคต โดยให้ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 4 ศตวรรษที่แล้ว และเอาอย่างนักวางผังเมือง และวิศวกรในสมัยนั้น
นายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เราไม่อาจป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมได้ เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำเหมือนคนที่สร้างพระนครศรีอยุธยา เราควรจะหันไปใช้แผนที่เก่า ๆ ในยุคนั้น เขาแนะนำให้ให้ขุดคลองเก่า ๆ ขึ้นมาใหม่ ที่ปัจจุบันกลายเป็นถนน รวมถึงการขยายออกของเมือง และนิคมอุตสาหกรรม ที่ขัดขวางเส้นทางน้ำตามธรรมชาติ
การเป็นราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรมานานถึง 417 ปี และมีพระมหากษัตริย์ถึง 33 พระองค์ ทำให้อยุธยาได้รับการยกย่องว่า เป็นมหานครที่ตั้งอยู่บนลำน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน จากการที่มีเครือข่ายลำคลองวัดความยาวได้ถึง 140 กิโลเมตร การตั้งอยู่บนแม่น้ำ 3 สาย ที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของผู้คน และแม้จะเผชิญน้ำท่วมทุกปี แต่ผู้คนก็ยังสามารถสร้างบ้านเรือน และใช้เรือในการขนส่ง
กระแสน้ำได้ช่วยป้องกันอยุธยา ที่ครั้งหนึ่งเคยมีประชากรมากถึง 1 ล้านคน จนกระทั่งถูกพม่าเข้ารุกราน และเสียกรุงฯ เมื่อปี 2310 ทำให้ต้องย้ายมายังกรุงเทพฯ ที่อยู่ห่างไปทางใต้ประมาณ 80 กิโลเมตร และเป็นจุดที่มีแม่น้ำไหลผ่านเช่นกัน และปัจจุบันน้ำที่ไหลบ่ามาจากทางเหนือก็กำลังจะเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นในแล้วเช่นกัน
ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินความเสียหาย และสรุปว่า มีสิ่งใดที่จำเป็นต้องได้รับการปฏิสังขรณ์ และป้องกันเมือง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี 2534
คณะที่ปรึกษาจากเวนิซ และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีความสามารถในเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำได้เตรียมจะเดินทางมายังประเทศไทย ในขณะที่อีกหลายประเทศ รวมทั้งเยอรมนี และญี่ปุ่น ได้สัญญา หรือให้ความช่วยเหลือทางด้านเงินทุนมาแล้ว และเชื่อว่าจำเป็นต้องใช้งบในการฟื้นฟูถึง 20 ล้านดอลล่าร์ หรือราว 600 ล้านบาท
นายเอนก กล่าวว่า อาจต้องอาศัยแนวป้องกันน้ำของอัมเตอร์สดัม ที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และนครเวนิซ สถานที่มรดกโลกอีกแห่งหนึ่งเป็นแม่แบบในการป้องกัน ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมของยูเนสโก ให้ความเห็นว่า ทางการทราบดีว่า จะต้องเรียนรู้การอยู่กับน้ำ เพราะมันจะต้องเกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว การวางผังเมืองจะต้องพิจารณาด้วยว่า อยุธยาได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นนครแห่งน้ำ แต่ปัจจุบันอยุธยากำลังถูกคุกคามจากการขยายออกของเมือง นครที่มีประชากร 82,000 คน แห่งนี้ กำลังถูกทำให้เบ่งบาน และหวังจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเวิร์ลด์ เอ็กซ์โป 2020 ทั้งที่เมื่อ 4 ปีก่อน เพิ่งจะเกิดความวิตกว่า ยูเนสโกอาจจะถอนชื่อนครแห่งนี้ออกจากการเป็นมรดกโลก จนหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เขียนโจมตีว่า อยุธยาถูกทำลายสองครั้ง ครั้งแรกจากการรุกรานของพม่า และครั้งที่สองโดยความละโมบ และไร้จิตสำนึกของคนไทย
นอกจากเผชิญภัยคุกคามจากน้ำแล้ว ปัญหาของอยุธยาก็เหมือนสถานที่มรดกโลกอื่น ๆ ก็คือต้องเจอกับการถูกปล้นสะดมภ์วัตถุโบราณ การจัดการขยะที่ไม่ดีพอ การถูกกัดกร่อนจากก๊าซพิษจากท่อไอเสียรถยนต์, สิ่งก่อสร้างใหม่ที่น่าเกลียด และไม่เหมาะสมกับสถานที่ การปล่อยให้นักท่องเที่ยวเข้าไปมากเกินไป จนเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลมรดกโลก และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มักจะเห็นแก่ประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่า



