ข่าว

เปิดแผน7สำนักกทม.รับมือภัยน้ำท่วม

เปิดแผน7สำนักกทม.รับมือภัยน้ำท่วม

14 พ.ย. 2554

เปิดแผน 7 สำนักกทม.รับมือภัยน้ำท่วม เน้นสกัดโรคคุกคามสารพัด หลายเขตขยะล้นเมือง บางพลัดอ่วมสุด แฉขยะยางรถยนต์-ท่อนไม้เกลื่อนกรุง มุดเครื่องสูบน้ำกทม.ทำพังยับ คพ.เปิดโครงการ "ขยะแลกไข่-ข้าว" ประเดิมดอนเมือง

      นายสราวุธ สนธิแก้ว ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า หลังจากมีคำเตือนให้อพยพก็จะต้องให้ผู้ป่วยหนักออกจากพื้นทีทันที หรือหากจะตัดสินใจไม่ออกจากบ้านสำนักการแพทย์จะมีหน่วยแพทย์ฉุกเฉินเคลื่อนที่เข้าไปรับตัว แต่คนไข้รายใดที่ไม่อพยพก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้อื่น ซึ่งผู้ป่วยจะต้องยอมรับสถานการณ์ หากหน่วยแพทย์ไม่สามารถเข้าไปได้ อีกทั้งหากไม่อพยพอาจเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรค สารเคมีอันตรายที่มีผลต่อผิวหนัง หรือสัตว์ที่มากับน้ำได้
   
          นายสราวุธ กล่าวต่อว่า เชื้อโรคที่มากับน้ำที่ท่วม 1.โรคท้องร่วง เนื่องจากดื่มน้ำไม่สะอาด อาหารเป็นพิษ ซึ่งเชื้อโรคบางตัวพิษรุนแรงอันตรายทำให้ผู้ป่วยมีความดันต่ำและเสียชีวิตได้ในเวลาต่อมา 2.ไข้หวัด ส่วนใหญ่จะเกิดในศูนย์พักพิง เพราะมีโอกาสติดต่อกันสูง 3.แผลติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะมีอาการเรื้อรัง รักษายาก หรืออหิวาตกโรค และ 4.เมื่อน้ำลดลงโรคที่จะมาอันดับแรกคือ โรคฉี่หนู เพราะจะมีหนูออกมาหาอาหาร ทำให้ผู้ป่วยหรือคนปกติจะติดเชื้อทางแผลและร่างกาย เมื่อติดเชื้อจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง และไตวาย
   
          ทั้งนี้ ทีมแพทย์กทม.ได้กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ร่วมมือกับแพทย์ภาครัฐ เอกชน องค์กรสาธาณกุศลต่างๆ ตั้งหน่วยแพทย์ในจุดน้ำไม่ท่วม ศูนย์พักพิง หรือหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทางรถและเรือ อาทิ เขตทวีวัฒนา บริเวณทางลงทางยกระดับบรมราชชนนี บริเวณวัดทวีวัฒนา วัดศาลาแดง เขตติดต่อบางบอน หนองแขม วัดศรีนวล วัดหนองแขม สมาคมชาวปักษ์ใต้ โรงเรียนบางแคเหนือ เชิงสะพานพระราม 7 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โรงเรียนสามเสน ซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 เป็นต้น



ระดมแจกยา 9 แสนชุด

   
          นางมนทิรา ทองสาริ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม.กล่าวว่า ขณะนี้สำนักอนามัยได้ดูแลประชาชนในช่วงก่อนและหลังน้ำท่วม 3 แผน ได้แก่ 1.ก่อนน้ำท่วม ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ได้ลงพื้นที่ไปสำรวจบ้านที่มีคนชรา โดยจะนำผ้าสีขาวไปผูกไว้ ส่วนผ้าสีเขียวจะเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการช่วยเหลือ ที่ผ่านมาได้แจกยาและเวชภัณฑ์ล่วงหน้าไปแล้ว 9 แสนชุด และเตรียมเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลประชาชนที่ยังไม่ได้อพยพจากพื้นที่เพิ่มเติม โดยมีการดูแลเรื่องความเครียด การป้องกันเรื่องไฟฟ้าและสุขอนามัยในเบื้องต้น
   
          2.ขณะเริ่มมีน้ำท่วม จะขอให้ผู้ป่วยและผู้สูงอายุอพยพออกมาก่อน เพราะศูนย์ของสำนักอนามัยในแต่ละเขตก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไปด้วย ทำให้เกรงว่าจะช่วยเหลือลำบาก และ 3.ช่วงน้ำท่วมสูง หากพบว่ายังมีผู้ป่วยติดค้างในพื้นที่น้ำท่วมก็จะส่งอาสาสมัครเข้าไปช่วยการอพยพ โดยอาจจะมีการประสานขอเรือ หรือรถทหารเข้าไปช่วย โดยสำนักอนามัยจะมีหน่วยแพทย์ประจำจุด และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ช่วยเหลือเพิ่มเติมในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมหนัก อาทิ สายไหม บางพลัด และทวีวัฒนา
   
          นางมนทิรา กล่าวต่อว่า คำแนะนำหลังจากคาดว่าจะมีน้ำท่วมกรุงเทพฯอีก 1 เดือน ขอให้ผู้ป่วยที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมอพยพออกมาก่อนที่สถานการณ์จะวิกฤติกว่านี้ เพราะถ้าสถานการณ์วิกฤติจะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ยากกว่าเดิม ซึ่งสำนักอนามัยกำลังเฝ้าระวังโรคติดต่อทางการหายใจ อาทิ โรคไข้หวัด ตาแดง แต่ที่กังวลมากคือ เรื่องขยะที่จะมีเชื้อโรคแฝงเข้ามาได้ จึงขอให้ดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย ดังนี้ 1.อย่าให้น้ำท่วมเข้าตาโดยเด็ดขาด 2.ตรวจสอบอาหารก่อนรับประทานทุกครั้ง 3.ทำความสะอาดมือทุกครั้ง 4.ทำให้ร่างกายอบอุ่น เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว 5.ความเครียด เมื่อต้องอยู่กับน้ำจะต้องคิดว่าทำอย่างไรให้เป็นมิตรกับน้ำให้ได้ และ 6.สัตว์มีพิษที่มากับน้ำท่วม



สั่งเร่งเก็บขยะล้นกรุง

   
          นายบรรจง สุขดี ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นสำนักสิ่งแวดล้อมจะเร่งรับผิดชอบการเก็บขยะที่ตกค้างแต่ละเขต ที่ผ่านมาได้ระดมเจ้าหน้าที่จัดเก็บขยะในเขตต่างๆ อาทิ เขตบางพลัดจัดเก็บได้ 135 ตัน เขตดอนเมือง 60 ตัน เขตตลิ่งชัน  24 ตัน เขตหลักสี่ 12 ตัน เขตภาษีเจริญ 57 ตัน เขตสายไหม 9 ตัน เขตบางเขน 18 ตัน แต่สำนักสิ่งแวดล้อมยังไม่สามารถประเมินปริมาณขยะในขณะนี้ได้ เนื่องจากยังมีขยะตกค้างอีกจำนวนมากในหลายพื้นที่ แต่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด
   
          นายบรรจง กล่าวอีกว่า ขยะในกรุงเทพฯจะแยกเป็น 2 ประเภท 1.ขยะอันตราย เช่นขยะตามโรงพยาบาล คลินิก สำนักสิ่งแวดล้อมได้ว่าจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) เป็นผู้จัดเก็บเฉลี่ยวันละ 30 ตันต่อวัน โดยนำไปไว้ที่ศูนย์พักขยะที่อ่อนนุช แต่หากที่อ่อนนุชมีปัญหาน้ำท่วมจนวิกฤติก็จะต้องหาพื้นที่พักขยะเหล่านี้ต่อไป และ 2.ขยะทั่วไป ซึ่งเป็นหน้าที่ของสำนักสิ่งแวดล้อม จะมีการขนขยะจากเขตที่มีการรวบรวมไว้ จากนั้นจะนำไปพักที่อ่อนนุช เพื่อขนถ่ายไปที่ จ.ฉะเชิงเทราต่อไป หากอ่อนนุชมีปัญหาน้ำท่วมทางสำนักสิ่งแวดล้อมก็เตรียมพื้นที่พักขยะไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้



ขยะเกลื่อนทำเครื่องสูบน้ำพัง


          ส่วนนายจิระศักดิ์ จิวาลักษณ์ ผู้อำนวยการกองระบบคลอง สำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า กทม.ได้ระดมลูกจ้างชั่วคราวกว่า 1,000 คน จัดเก็บผักตบชวา วัชพืช และขยะมูลฝอยในคูคลองหลักทั้งหมด 1,600 คลอง เพื่อเร่งเปิดทางให้การระบายน้ำคล่องขึ้น โดยจะดำเนินการจัดเก็บเป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่อง และหากมีผู้ร้องเรียนมา กทม.จะจัดส่งหน่วยพิเศษเข้าไปจัดเก็บทันที แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ ขยะประเภทยางรถยนต์ ที่นอน และท่อนไม้ขนาดใหญ่จะมุดเข้าไปในเครื่องสูบน้ำของ กทม. อาจทำให้ใบพัดติดขัดและชำรุดเสียหายได้ จึงเร่งระดมเจ้าหน้าที่เข้าจัดเก็บให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะบริเวณสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำที่สำคัญ เช่น คลองสอง คลองพระราชดำริ คลองทวีวัฒนา
   
          นายจิระศักดิ์ กล่าวต่อว่า แม้ที่ผ่านมา กทม.จะจัดเก็บผักตบชวาออกไปเป็นจำนวนมาก โดยมีวัชพืชตกค้างเพียงอยู่เล็กน้อยเท่านั้น แต่หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ทำให้ผักตบชวา ขยะ และเศษวัสดุต่างๆ ไหลลงมาจากทางเหนือเพิ่มเติม กทม.ไม่สามารถสกัดกั้นได้ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ปลายน้ำ ซึ่งก่อนที่น้ำจะท่วมถนนวิภาวดีและพหลโยธิน กทม.เข้าไปจัดเก็บผักตบชวาที่คลองสองจนเกือบหมดแล้ว แต่พบว่ายังมีขยะทะลักเข้ามาเพิ่ม



คพ.เปิดโครงการขยะแลกไข่
   
          วันเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ลงพื้นที่สี่แยกศรีสมาน เขตดอนเมือง เพื่อเปิดให้ประชาชนนำขยะมาแลกไข่และข้าวสาร กิจกรรมดังกล่าวมุ่งหวังให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยคัดแยกขยะ โดยนายรังสรรค์ ปิ่นทอง ผอ.สำนักจัดการ กากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยอาสาสมัครเฉพาะกิจลงพื้นที่แยกศรีสมาน เขตดอนเมือง กทม. ตั้งจุดรับแลกขยะรีไซเคิลจากประชาชนในพื้นที่ โดยเน้นให้นำกล่องโฟมที่ใช้บรรจุอาหารจำนวน 20 ชิ้นสามารถนำมาแลกกับไข่ไก่ 1 ฟอง หรือโฟม 100 ชิ้นแลกกับข้าวสาร 1 กิโลกรัม เพื่อเส่งเสริมให้ประชาชนช่วยกันคัดแยกขยะที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ และเป็นขยะที่ย่อยสลายตามธรรมชาติได้ช้า โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับขยะไปรีไซเคิล
   
          การลงพื้นที่ กรมควบคุมมลพิษยังได้นำน้ำหมักจุลทรีย์ไปแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปใช้ในอาคารบ้านเรือนที่มีน้ำเน่าเสีย เพื่อให้น้ำมีคุณภาพดีขึ้น นอกจากนี้ยังจะลงพื้นที่ดอนเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต และหมู่บ้านเมืองเอก เพื่อตรวจคุณภาพน้ำพร้อมแจกจ่ายน้ำหมักจุลินทรีย์ให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวด้วย



เล็งปรับผังเมืองรับมือน้ำท่วมกรุง

   
          ม.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กล่าวว่า หลังจากนี้สำนักผังเมืองจะมีการหารือกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการด้านน้ำ เพื่อเป็นแนวทางการวางผังเมืองของกรุงเทพฯ ซึ่งมีการหารือไปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน แต่ที่ผ่านมาการวางผังเมืองด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ที่อยู่นอกแนวคันกันน้ำพระราชดำริ หรือพื้นที่สีเขียว ประกอบด้วย เขตคลองสามวา มีนบุรี ลาดกระบัง หนองจอก ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นพื้นที่ทางน้ำไหล มีโอกาสเสี่ยงต่อภัยพิบัติได้ ดังนั้นสำนักผังเมืองยังมีการควบคุมพื้นที่ไม่ให้มีการก่อสร้างหรือพัฒนาพื้นที่ตามข้อบัญญัติ กทม. ตั้งแต่ปี 2525 เพื่อป้องกันน้ำที่จะท่วมมากขึ้น
   
          นายโกสิน เทศวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม กล่าวว่า สภาพจิตใจของผู้ประสบภัยขณะนี้พบว่าส่วนใหญ่มีอาการเครียด จึงส่งนักสังคมสงเคราะห์เข้าไปดูสภาพจิตใจตามบ้านเรือน และศูนย์พักพิงของกทม. เพื่อช่วยบรรเทาอาการเครียดให้แก่ผู้อพยพย
   
          นายวินัย ลิ่มสกุล ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กทม.กล่าวว่า สำนักการโยธาได้เข้าไปสนับสนุนเขต กองทัพบก หรือกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในกรุงเทพฯ อาทิ การทำทางเดินไม้ตามหมู่บ้านหรือชุมชน แต่ผลกระทบที่เกิดกับสำนักโยธาโดยตรงคือ อุโมงค์รถยนต์ที่ถูกน้ำท่วม 1 แห่ง คือ อุโมงค์แยกบางพลัด ไม่สามารถใช้การได้ ขณะนี้กำลังเฝ้าระวังเพิ่มเติมคืออุโมงค์ลอดแยกสุทธิสาร เนื่องจากมีน้ำเริ่มเข้าท่วมในบริเวณใกล้เคียง ทั้งนี้ แผนการฟื้นฟูระยะยาวจะต้องให้สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ คลี่คลาย จึงสามารถเข้าไปสำรวจว่าสิ่งปลูกสร้างเสียหายแค่ไหน เพื่อหาแนวทางแก้ไข


เตือนเด็กระวังปอดบวมเล่นงาน

          ศ.พญ.อุษา ทิสยากร นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เตือนว่า เด็กที่ไปเล่นน้ำในช่วงน้ำท่วม หากเกิดการสำลักน้ำอาจทำให้มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอดได้ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆ ได้มากขึ้น โดยหนึ่งในโรคที่มากับฝนและน้ำท่วมที่สำคัญ ได้แก่ โรคปอดบวม และโรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ ซึ่งติดต่อกันได้ง่ายในสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันมากๆ รวมถึงสถานที่พักพิงผู้ประสบภัยน้ำท่วม ก็อาจทำให้มีการแพร่ระบาดของโรคปอดบวมและโรคอื่นๆได้ง่ายขึ้น


ชี้เสพสื่อทีวีมากก่อเครียด

          ดร.จิตรา ดุษฏีเมธา ประธานศูนย์พัฒนาความสุขมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า อิทธิพลของภาพที่เสนอผ่านสื่อต่างๆ มีผลต่อสภาพจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกของประชาชนในการรับรู้และติดตามข้อมูลข่าวสารอุทกภัย แบ่งเป็นสื่อทางไซเบอร์ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์ และหนังสือวารสารนิตยสารต่างๆ ซึ่งแต่ละสื่อจะมีผลต่อการรับรู้และจดจำของบุคคลแตกต่างกันไป โดยภาพเคลื่อนไหว ประกอบกับเสียงพูด จะมีผลมากกว่าภาพนิ่งเพียงอย่างเดียว หากเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ ที่อ่านเฉพาะเนื้อหามีผลต่อการรับรู้และการจดจำเรื่องราวร้อยละ 10 ฟังวิทยุมีผลต่อการเรียนรู้และการจดจำร้อยละ 20 ดูโทรทัศน์เห็นภาพเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้ฟังเสียงทางโทรทัศน์มีผลต่อการเรียนรู้และการจดจำร้อยละ 30 หรือดูภาพทางสื่ออินเทอร์เน็ต โดยไม่ได้ฟังเสียง มีผลต่อการเรียนรู้และการจดจำร้อยละ 30
   
          ทั้งนี้ หากเป็นการดูโทรทัศน์และเปิดเสียงหรือดูภาพทางสื่ออินเทอร์เน็ต มีผลต่อการเรียนรู้และการจดจำร้อยละ 50 การสื่อสารบนโลกไซเบอร์ เขียนหรือพูด มีผลต่อการเรียนรู้และการจดจำร้อยละ 70 การสื่อสารด้วยการพูด สอนและทำร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นโลกไซเบอร์หรือสื่อโทรทัศน์ที่มีทั้งภาพและเสียง ซึ่งเน้นการพูด สอนและทำร่วมกันมีผลต่อการเรียนรู้และการจดจำร้อยละ 90
   
          ดร.จิตรา กล่าวอีกว่า ควรประยุกต์การรับสื่อทุกประเภท เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้และความทรงจำใหม่เกิดขึ้น เริ่มจาก หากต้องการติดตามเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับสภาวะน้ำท่วม แต่สภาพจิตใจยังไม่สู้ดีนัก ให้ลองเปลี่ยนจากการติดตามข่าวสารจากโทรทัศน์ ที่เสนอทั้งภาพ ได้ยินเสียงมาเป็นการฟังวิทยุแทน อุณหภูมิใจ ความเครียดก็จะลดแรงเหวี่ยงขึ้นๆ ลงๆ ไปได้ หรือหากต้องการทำให้ตนเองดีมากขึ้น ต้องเริ่มที่ตัวเอง ถ้ากำลังคุยหรือพูดกับใครอยู่ไม่ว่าจะเห็นหน้ากัน หรือสื่อสารผ่านโลกไซเบอร์ ให้เริ่มเปลี่ยนเรื่องพูด หากรู้สึกตัวเองมีสภาพติตใจที่ย่ำแย่ต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เปลี่ยนการกระทำใหม่ เริ่มต้นพูดในสิ่งที่เป็นความหวังให้คนอื่นๆ ได้ฟัง แทนที่จะฟังแต่เรื่องเลวร้าย ตัวเราต้องเปลี่ยนเพื่อให้คู่สนทนาเปลี่ยน ความรู้สึกทั้งของเราและคู่สนทนาก็เปลี่ยนไปด้วย ความรู้สึกดี ความเครียดก็จะลดลง
     
          นอกจากนี้ สื่อต้องมีสาระของข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องราว ซึ่งให้กำลังใจและเป็นภาพที่ทำให้คนดู หรือได้อ่านเกิดความรู้สึกดี ผ่อนคลาย พร้อมจะสู้ต่อ มากกว่าภาพและเรื่องราวที่หดหู่มากเกิดไป แม้ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องนำเสนอก็ตาม ดังนั้นเนื้อหาสาระของภาพจริงที่ดูแล้วสลดหดหู่ควรจะเฉลี่ยให้ใกล้เคียงกับเรื่องราวดีๆ ที่เป็นดูแล้ว ฟังแล้วสร้างพลังใจด้วย